Vote No… เพื่อใครหรือเพื่อไทย? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (9/5/2011)


 ถาม : Vote No คืออะไร?

 ตอบ : Vote No หรือการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แล้วไปกาเครื่องหมายในช่อง “ไม่เลือกผู้ใด” ก็คือการประท้วงการเลือกตั้งรูปแบบหนึ่ง โดยไม่เสียสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ

 เสมือนแม่ครัวหรือแม่บ้านทำอาการมาให้กิน มีกับข้าวหลายอย่าง ทั้งแกง ผัด นำพริก ยำ ฯลฯ แต่เราไปนั่งในวงสำรับกับข้าวแล้วบอกว่า “ไม่กิน” คือไม่เลือกกับข้าวที่มีอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง

 ถาม : Vote No มีผลดีหรือไม่?

 ตอบ : ทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

 ข้อดีของ Vote No คือ ได้บอกให้คนทำกับข้าว คนร่วมกินข้าวทุกคนรู้ว่าฉันไม่ชอบกับข้าวทุกจาน ทุกอย่าง ไม่ชอบคนที่ปรุง คนที่เสริฟอาหารแบบนี้เพราะฉันเห็นว่ามันไม่มีคุณภาพดีพอสำหรับฉัน

 สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า Vote No ก็คือการประกาศว่า พรรคการเมือง ผู้สมัคร แต่ละคนแต่ละพรรค ทุกคนทุกพรรค ล้วนไม่มีความดีพอที่ฉันจะไปโหวตลงคะแนนให้

 บางคนก็อาจจะบอกว่า ระบบการเลือกตั้งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ไม่แก้ปัญหา ไม่ได้นักการเมืองและผู้บริหารประเทศที่มีคุณภาพ

 นักการเมือง พรรคการเมือง หรือคนที่ชอบระบบการเลือกตั้ง ก็อาจจะได้เรียนรู้และได้แง่คิดจากการประท้วง โดยเฉพาะหากมีคนประท้วงหรือ Vote No กันมากๆ

 ถาม : โดยข้อเท็จจริงแล้ว คนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร?

 ตอบ : คนที่มีสิทธิเลือกตั้งมีหลายประเภท จำแนกได้ว่า

 กลุ่มที่ 1 เป็นคนที่มี ส.ส.ที่รักมีพรรคที่ชอบในใจอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้ ถึงอย่างไรก็จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้คนที่ตนชอบเอาไว้ คงไม่เปลี่ยนใจไป Vote No ง่ายๆ เช่น เสื้อแดงเกือบทั้งหมดที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “เพื่อไทย” หรือคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่ชอบ “ประชาธิปัตย์” เหนียวแน่น หรือคนที่ตกลงใจชอบพรรคอื่นๆ ไปแล้ว

 กลุ่มที่ 2 เป็นคนที่ไปเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีพรรคการเมืองหรือ ส.ส.ที่ตนเองรักหรือชื่นชอบอย่างเหนียวแน่นจริงๆ แต่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะเห็นประโยชน์ของการไปเลือกพรรคการเมืองหรือ ส.ส.ที่ดีที่สุดที่เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวเลือก (หรือเลวน้อยที่สุดในบรรดาตัวเลือก) ทั้งนี้ เพราะเกรงว่า “พรรคเลว” หรือ “ส.ส.แย่” จะได้คะแนนสูงสุดจนชนะเลือกตั้ง ได้เข้าไปมีอำนาจบริหารประเทศ

 คนกลุ่มนี้ อาจรวมถึงผู้ที่ชื่นชอบพรรคเล็ก หรือ ส.ส.ที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่ตัดสินใจไม่เลือกพรรคและ ส.ส.ที่ชอบ เพราะคิดว่าเลือกไปก็ไม่ชนะเลือกตั้ง อย่ากระนั้นเลย อย่าเอาคะแนนไปทิ้งน้ำเลย ไปลงคะแนนให้พรรคที่คิดว่ามีสิทธิจะชนะ และเลวร้ายน้อยกว่าพรรคที่ตนเห็นว่าอันตรายต่อประเทศชาติมากที่สุดดีกว่า

 กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่ยังไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบพรรคใด รักหรือไม่รัก ส.ส.คนไหน เมื่อถึงเวลาต้องเลือกตั้งจะไปเลือก และจะตัดสินใจในวันท้ายๆ ซึ่งถ้ากลุ่มนี้มีจำนวนมาก กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มสำคัญที่จะตัดสินว่าใคร พรรคไหน จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง

 กลุ่มที่ 4 คือกลุ่มที่ไม่สนใจ ไม่ไปเลือกตั้ง ซึ่งน่าเสียดายที่กลุ่มคนที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนี้ ยังมีอยู่จำนวนมากในบ้านเรา

 กลุ่มที่ 5 คือกลุ่มไปเลือกตั้ง แต่ทำบัตรเสีย ไม่ว่าจะด้วยจงใจหรือไม่ บางคนมีเจตนาจะประท้วงเลือกตั้ง แต่ก็กลายเป็นทำบัตรเสีย เพราะไปเขียนถ้อยคำบนบัตรเลือกตั้งก็มี

 และกลุ่มที่ 6 คือกลุ่มที่ตั้งใจจะไปประท้วงด้วยการ Vote No ซึ่งก็มีอยู่บ้างทุกสมัยเลือกตั้ง

 ถาม : หากมีการรณรงค์ให้ Vote No คนกลุ่มไหนจะไป Vote No?

 ตอบ : นอกจากคนกลุ่มที่ 6 แล้ว การรณรงค์อาจจะได้ผลสำหรับปรับเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของคนในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3

 ส่วนคนกลุ่มที่ 1 คงจะเปลี่ยนใจยาก โดยเฉพาะพรรคที่มีการจัดตั้ง มีการจัดกิจกรรมชุมนุม มีการปลุกระดมสม่ำเสมอ มีการโฟนอินหรือวีดีโอลิงค์เข้ามาสัญญาว่าจะแจกจะให้ ทวงบุญคุณความผูกพัน ออดอ้อนขอให้ช่วยพากลับบ้าน คิดถึงบ้าน จัดเตรียมกระเป๋าไว้แล้ว คุยโวสร้างความฮึกเหิมว่าพรรคของเราจะชนะเกินครึ่งอย่างแน่นอน (คล้ายๆ ตอนที่บอกว่าเสื้อแดงชุมนุมก่อการชนะแน่ๆ)

 จึงมีผู้วิเคราะห์ว่า การณรงค์ Vote No จะไม่กระทบพรรค “เพื่อไทย”

 ถาม : ถ้าอย่างนี้ การณรงค์ Vote No หากมีคนไป Vote No กันมากๆ ก็เท่ากับจะช่วยเพิ่มโอกาสของพรรคเพื่อไทยในการชนะเลือกตั้ง ได้มีอำนาจเป็นผู้บริหารประเทศมากขึ้นใช่ไหม?

 ตอบ : เป็นไปได้ หลายคนก็วิเคราะห์กันอย่างนั้น

 ทั้งนี้ เพราะคนรณรงค์คือส่วนหนึ่งของพันธมิตรฯ ที่ไม่น่าจะมีผลต่อการโหวตของเสื้อแดงและคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย แต่จะมีผลต่อพรรคประชาธิปัตย์ คนที่เคยออกมาต่อต้านทักษิณร่วมกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าคนที่เขารณรงค์เขามีเจตนาอย่างนั้นหรือเปล่า

 ถาม : ถ้าพิจารณาดูว่า คนที่เป็นหัวแรงรณรงค์ Vote No เขาก็โจมตีนายกฯ อภิสิทธิ์ และด่าพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วย จะมองว่ายิ่งสร้างประโยชน์ให้กับ “พรรคเพื่อไทย” และ “ระบอบทักษิณ” ได้ไหม?

 ตอบ : อาจจะกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับ โดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่เรื่องของเจตนามันยากจะรู้ ทางที่ดีเราควรวิเคราะห์ที่มาที่ไป ผลกระทบ ข้อดีข้อเสียของวิธีการดีกว่าจะไปพูดถึงเจตนา หรือถ้าเราคาดเดาผิดก็จะเป็นการตีตรา ป้ายสี อย่างไม่เป็นธรรม

 ถาม : ถ้ามีคน Vote Noกันมากๆ สมมติว่าเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือชนะคนเลือกตั้ง จะมีผลอย่างไร?

 ตอบ : ผลในทางกฎหมายนั้น เห็นจะไม่มี คนที่ได้คะแนนสูงสุด พรรคที่ได้คะแนนมากพอ รวบรวมเสียง ส.ส.มากพอ ก็จะจัดตั้งรัฐบาลกันไปตามรัฐธรรมนูญ

 หากคน Vote No มากๆ คนเลว ผู้มีอิทธิพลที่มีระบบจัดตั้งประชาชนในท้องถิ่น ก็จะมีโอกาสเข้ามาในสภาได้สูงมากขึ้น เพราะคะแนนที่จะไปเลือกคนที่ดีกว่า หรือเลวน้อยกว่า ถูกนำไปใช้ในการ Vote No (ไม่เลือกผู้ใด) เสียแล้ว

 แต่ถ้ามีคน Vote No มากจริงๆ เกินครึ่งมากๆ ก็อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ สะเทือนได้เหมือนกัน

 ถาม : จะสั่นสะเทือนการเลือกตั้งอย่างไรหรือ ในเมื่อการเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมาย(กติกา)สูงสุดของประเทศ?

 ตอบ : อาจจะมีคนอ้างได้ว่า กติกาตามรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ประชาชนถึงได้ Vote No มากขนาดนี้ แล้วก็ของดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา มีนายกฯ และรัฐบาลชั่วคราวด้วยวิธีพิเศษ จะเรียกว่ารัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล หรือรัฐบาลแห่งชาติ ก็สุดแต่จะตั้งให้ดูดี สัก 3-5 ปี

 หรืออาจจะมีผู้นำเหตุการณ์นี้ไปยึดอำนาจ รัฐประหาร โดยอ้างว่าประชาชนไม่พอใจระบบการเลือกตั้ง อ้างเหตุอื่นอีก 2-3 ข้อ ก็ดูน่าเชื่อถือ และเป็นเหตุของการปฏิวัติ แล้วมีรัฐบาลจากการปฏิวัติรัฐประหาร สัก 3-5 ปี เป็นต้น

 ถาม : แต่คนไป Vote No เพราะเชื่อตามการรณรงค์ว่า ถ้าเห็นว่าพรรคและคนสมัตรไม่ดี ไม่มั่นใจ ไม่ถูกใจ ก็ให้ Vote No มันไม่ใช่ให้มีการล้มกระดานแบบนี้นี่นา?

 ตอบ : คุณก็จะไปเอานิยายอะไรกับคนที่ต้องการอำนาจพิเศษ ถึงเวลานั้น เขาจะพูดอะไรอีกก็ได้ ถ้าเขาได้อำนาจแล้วใครจะไปโต้แย้งได้ โต้แย้งแล้วได้อะไร คนส่วนมากเขาดูผิวเผินแต่เพียงแค่ผลลัพธ์ ว่ามี Vote No มาก เท่านี้ก็เชื่อไปตามข้ออ้างที่เขาบิดเบือนแล้ว

 ถาม : แล้วโอกาส Vote No มากๆ อย่างเหตุการณ์เลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 สมัยที่ทักษิณเป็นนายกฯ แล้วยุบสภาไปเลือกตั้ง จะเป็นไปได้ไหม?

 ตอบ : เป็นไปได้ยากครับ เพราะครั้งนั้น คนเขารู้ทันทักษิณว่าเป็นรัฐบาลที่ออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนเอง (อย่างที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาในภายหลังว่าให้ยึดทรัพย์) แต่ขณะนั้น เมื่อคนเขาขอให้ลาออก พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในศาล แต่ทักษิณกลับไปยุบสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 32 วัน ซึ่งสั้นมากๆ

 หวังใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือฟอกตัวเองในทางการเมือง

 พรรคอื่นๆ เขาเลยคว่ำบาตร ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง พวกทักษิณก็ใช้วิธีจ้างพรรคเล็กลงสมัครแข่งขันเพื่อหนีกติการัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุไว้ว่า หากไม่มีคู่แข่ง ผู้จะได้เป็น ส.ส.ต้องได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มาลงคะแนน

 ด้วยเหตุนี้ คนจึงพากันไป Vote No มากถึง 30% แต่ครั้งนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรอย่างนั้น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน เขาก็คงไม่ออกมาโหวตโน จำนวนคนโหวตโนครั้งนี้คงไม่มากเหมือนก่อน

 อย่างไรก็ตาม Vote No ครั้งนั้น ก็ไม่ได้ส่งผลอะไร นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง ส่วนที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็เพราะการจัดการเลือกตั้งด้วยวิธีการมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญในสมัยนั้น คือ ให้คนกาบัตร หันหน้าเข้าข้างฝา แล้วหันก้นออกนอก การลงคะแนนถูกมองได้ว่าเป็นการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับ ศาลพิพากษาให้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ เสียงบประมาณไปหลายพันล้านบาทโดยเปล่าประโยชน์

 หลังจากนั้น กรณีที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค ก็ไม่ใช่เพราะ Vote No แต่เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยข้อเท็จจริงในเรื่องการจ้างพรรคเล็กลงแข่งขันนั่นเอง การกระทำของพรรคไทยรักไทยถือเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทักษิณและพวกจึงถูกลงโทษให้งดการทำงานการเมือง 5 ปี

 ถาม : แล้วทำไมทักษิณจึงยังกำหนดนโยบาย กำหนดตัวคนลงสมัครเลือกตั้ง ยังวีดีโอหาเสียงให้พรรคเพื่อไทย ไม่กลัวถูกยุบพรรคอีกรอบหรือ ทำไมจึงบังอาจทำผิดกฎหมายอีก ทั้งๆ ที่ ตัวทักษิณเองก็เป็นคนแปลงสัญชาติเป็นมอนเตรเนโกรแล้ว เขาไม่กลัวพรรคเพื่อไทยถูกยุบเพราะไปให้คนสัญชาติอื่นมาบงการ สั่งการ ก้าวก่าย หรือมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองที่อาศัยเงินบำรุงจากภาษีอากรคนไทยหรอกหรือ?

 ตอบ : อืมมม…. คำถามน่าสนใจดี แต่เกินเรื่อง Vote No ไปไกลพอสมควร ก็ฝากให้ช่วยคิด แล้วผมจะมา “ขอคิดด้วยคน” อีกทีในวันหลัง

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต