“เหลียวหลัง-แลหน้า” การทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในโอกาส 2 ปีของการทำงาน กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่นาน จากรายการ “ลงเอยอย่างไร” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ทุกคืนวันพุธ
วันนี้ ตัดทอนและเรียบเรียงเนื้อหาบทสัมภาษณ์ในประเด็นที่น่าสนใจ นำเสนอเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองในปี 2554 ต่อไป
: อะไรที่นายกฯ ไม่อยากทำ แต่จำเป็นต้องทำ แล้วก็ทำไปแล้ว?
: เวลาที่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ กฎหมายภาวะฉุกเฉิน แล้วก็ต้องเกิดการเผชิญหน้ากัน มีการสูญเสียเกิดขึ้นด้วย อันนี้ มันเป็นสิ่งที่เราพยายามรักษากฎหมายของบ้านเมือง เราก็พยายามอย่างถึงที่สุดว่าไม่ใช้กฎหมายพิเศษได้มั๊ย อย่าต้องมีการใช้กำลังได้มั๊ย แต่ว่ามันเลี่ยงไม่ได้นะครับ ก็ต้องทำ
: การร่วมรัฐบาลกับพรรคของคุณเนวิน ถือว่าเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นหรือเปล่า มันต้องทำ?
: คือรัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากในสภานะครับ รัฐบาลที่เค้าตั้งต้นมาก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นรัฐบาลผสม แล้วโครงสร้างรัฐบาล พูดง่ายๆ ก็คือว่า ตอนตั้งรัฐบาล ตกลงกันว่าพรรคที่เค้าเคยดูแลกระทรวงต่างๆ ก็ให้เค้าดูแลต่อไป เพียงสลับขั้ว เอาพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแทนพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น แต่ขณะเดียวกัน อะไรซึ่งเป็นการดำเนินการของรัฐบาลมันก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้น บางโครงการถ้าเรายังเห็นว่ามันยังไปไม่ได้ มันก็ยังไม่ไปนะครับ ยกตัวอย่าง โครงการรถเมล์ ยังมีปัญหาท้วงติงกันอยู่ไม่จบไม่สิ้น ก็ยังไม่ผ่านนะครับ แล้วอะไรก็ตามซึ่งมันอาจจะขัดใจกันบ้าง ก็มีธรรมดาครับ
: แล้วมีเรื่องของการประคับประคอง จากการที่มีหลายพรรคในรัฐบาล มีมั๊ยครับ นโยบายบางอย่างที่มันจำเป็นต้องให้ผ่าน?
: เราทำงาน ก็ต้องให้อำนาจกับคนที่เค้ารับผิดชอบโดยตรง เพราะฉะนั้น หลายเรื่องที่มันเป็นอำนาจ แล้วมันจบอยู่ในกระทรวง และมันไม่กระทบเรื่องอื่น ถ้าเราจะเข้าไปทำเสียเองทุกเรื่อง ก็คงจะไม่ได้
อันนี้ ก็อาจจะรวมถึงการโยกย้ายแต่งตั้ง ซึ่งผมจะดูหลักว่า หนึ่ง เป็นไปตามกฎระเบียบหรือไม่ กับสอง บุคคลที่เสนอเข้ามา มีปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ แต่ถ้าจะให้ผมไปโยกย้ายตั้งแต่ปลัดไล่ลงไปจนถึงอธิบดี ผู้ว่า อะไรทั้งหมด คงไม่มีใครมาทำงานกับผมแน่ครับ
เพราะฉะนั้น บางเรื่อง เราก็ถือว่าเป็นอำนาจของเค้า แต่แน่นอนนะครับ แม้เรื่องใดที่เป็นอำนาจของเค้า แต่กระทบออกมาข้างนอก ผมก็ต้องเข้าไปดู
: มีนักการเมืองหลายคนเค้าวิจารณ์คุณอภิสิทธิ์ บอกว่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพบปะสังสรรค์หรือสร้างสัมพันธ์กับนักการ เมือง พองานเสร็จกกลับบ้านกินข้าวกับครอบครัว เค้าวิจารณ์กับผมอย่างนั้น จริงมั้ยครับ?
: จริงครับ
หนึ่ง ผมคิดว่าผมมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว แล้วเวลาที่จะให้กับครอบครัวก็แทบไม่เหลือนะครับ ในฐานะของคนทำงานการเมือง มันไม่มีหยุดเสาร์-อาทิตย์ พูด แล้วทุกวันก็มีงานเกือบทั้งสิ้น เวลาที่จะอยู่กับครอบครัวได้จริงๆ ก็คงจะเป็นเช้าตรู่กับช่วงเย็นหรือช่วงค่ำเท่านั้นเอง
สอง โดยนิสัยส่วนตัว ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบสังสรรค์อะไรมากมายนะครับ คือมีความรู้สึกว่ามันไม่สนุก แต่ขณะเดียวกัน ผมก็เข้าใจว่าคนที่ร่วมงานด้วยก็อยากจะสนิทสนมคุ้นเคยกันนะครับ ผมเรียนว่าผมก็เป็น หลายคนที่รู้จักกับผม ทำงานกับผม จะรู้ว่าก็เป็นกันเองนะครับ แล้วก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปสังสรรค์ด้วยกัน หรือว่าไปค้างคืนด้วยกันนะครับ
ยืนยันได้ว่า ความจริงใจที่มีให้กับคน ผมมีให้ 100 % นะครับ
: อาจจะไม่ค่อยเหมือนไทยๆ หรือเปล่า เพราะว่านักการเมืองหรือนักเลงแบบไทย มันต้องกินด้วยกัน นอนด้วยกัน?
: อาจจะเป็นไปได้นะครับ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องไทยหรือเปล่านะครับ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมยืนยันนะครับว่า หนึ่ง เป็นการเลือกของผมเอง และสอง มันไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ให้ความจริงใจกับคนที่ร่วมงาน ในทางตรงกันข้าม ผมเห็นคนที่กินนอนด้วยกันแล้วก็หักหลังกันอยู่เป็นประจำนะครับ พราะฉะนั้น มันไม่ได้เป็นตัวพิสูจน์ความจริงใจอะไร
: ถ้าได้เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 คราวหน้าคิดว่าจะเป็นรัฐบาลผสมหรือเปล่า?
: อยู่ที่ผลเลือกตั้งนะครับ เราไม่ได้เลือกเอง อยู่ที่ผลการเลือกตั้งว่าเป็นยังไง
แต่ว่าถ้าให้ผมวิเคราะห์จากสถานการณ์ ผมยังเชื่อว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเป็นรัฐบาลผสม ไม่ว่าจะเป็นใครชนะการเลือกตั้ง
: ถ้าเป็นรัฐบาลผสม คิดว่าภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา ยังจะผสมกับพรรคประชาธิปัตย์มั้ยครับ?
: อันนี้ต้องถามเค้า ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องการตัดสินใจของแต่ละพรรค แล้วเราก็เข้าใจว่าประชาธิปัตย์อยู่ในสถานะอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเราแพ้การเลือกตั้ง เค้าจะตัดสินใจเปลี่ยนขั้ว เราเข้าใจ ไม่มีปัญหา
: มันมีแนวคิดหนึ่งที่ผมเคยได้ยินบรรดาผู้นำพรรคการเมืองอื่นๆ หลายพรรค ตอนที่เขามีการประชุมกัน บังเอิญผมนั่งอยู่ด้วย ได้ยินกับหูว่า ถ้าพวกเราไม่รวมตัวกันเนี่ย ประชาธิปัตย์ก็จะเป็นรัฐบาลตลอด เพราะฉะนั้นเขาก็จะรวมกัน หรือหาทางย้ายไปอยู่ที่พรรคหนึ่งพรรคใดให้มันใหญ่จนได้จำนวนมากกว่าประชาธิ ปัตย์ให้ได้ แล้วก็หาใครคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ตอนนี้ ก็ได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่าพรรคภูมิใจไทยกับชาติไทยพัฒนาอาจจะรวมตัวกัน อยากจะได้อย่างเช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรบ้าง คนนู้นบ้าง คนนี้บ้าง เข้ามา เพื่อที่จะนำไปสู่แนวทางอย่างที่เค้าพูดกันไว้ อันนี้เป็นไปได้มั้ยครับ?
: การเมือง อะไรก็เกือบจะเป็นไปได้ทั้งนั้นนะครับ ถ้าอยู่ในกรอบในกติกา
มันเป็นการตัดสินใจของนักการเมือง ของพรรคการเมือง แล้วสุดท้าย มันเป็นการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง เราก็ต้องเคารพกระบวนการทั้งหมด
ส่วนตัวบุคคล ที่ไม่ว่าอาจารย์เอ่ยถึงหรือว่าท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถึง ถ้าเค้าจะอาสาตัวเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ก็ล้วนแต่เป็นทางที่ดีทั้งนั้น ประชาชนก็มีทางเลือกมากขึ้น
: มีทางมั้ยครับ ประชาธิปัตย์จะตั้งรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทย?
: ในช่วงที่ผ่านมา เราพูดกันชัดเจนว่าแนวทางมันไม่ตรงกันนะครับ
เพราะฉะนั้น หลายครั้ง ข้อเสนอที่บอกว่าทำไมไม่เอา 2 พรรคใหญ่จับมือร่วมกันเนี่ย หนึ่ง มีปัญหาเรื่องแนวทาง กับสอง ผมเห็นว่าไม่ต้องการที่จะให้มีรัฐบาลที่เรียกว่าแทบไม่มีฝ่ายค้าน มันไม่น่าจะดีนะครับ ในเรื่องของการตรวจสอบ
: ตกลงเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยาก?
: อนาคต มันก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรคใช่มั้ยครับ เป็นเรื่องของแต่ละพรรค แล้วเราก็ยังไม่ทราบว่าท่าทีของแต่ละพรรคจะเป็นยังไง แต่ว่า ณ ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ก็จะเห็นได้ชัดว่าแนวทางมันคนละแนวทางกัน
: สมัยที่พรรคพลังประชาชนยังอยู่ ผมเคยถามคุณอภิสิทธิ์ ปรากฏอยู่ในหนังสือ “การเมืองไทยหลังรัฐประหาร”
บางส่วนในหนังสือ “การเมืองไทยหลังรัฐประหาร” (พ.ศ.2550)
“ดร.เจิมศักดิ์ : ถ้ามีเหตุใดก็ตามที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ทักษิณมาอยู่พรรคใดพรรคหนึ่ง แล้วจะร่วมผสมกับประชาธิปัตย์?
อภิสิทธิ์ : เป็นไปไม่ได้ ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมอย่างเด็ดขาด ผมมั่นใจ ไม่ว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม
ดร.เจิมศักดิ์ : ไม่ว่าคุณทักษิณอยู่พรรคใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ในพรรคนั้นหรือไม่ก็ตาม แล้วจะมาชวนประชาธิปัตย์ไปทำงานร่วม?
อภิสิทธิ์ : เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะร่วมกันได้ ก็เป็นฝ่ายค้านร่วมโดยไม่ตั้งใจ
ดร.เจิมศักดิ์ : แม้ทักษิณจะไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ?
อภิสิทธิ์ : ไม่ได้เกี่ยวว่าเป็นหรือไม่เป็นหัวหน้าพรรค หรือว่าจะอยู่พรรคไหน จะไม่ร่วมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือแม้ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ทักษิณหรือคุณหญิงพจมานแสดงตัวว่าอยู่พรรคนั้น ก็ไม่เอา ไม่ร่วมรัฐบาลด้วยเด็ดขาด”
: ตอนนั้น ผมถามว่าเป็นไปได้มั้ยที่พรรคประชาธิปัตย์จะรวมกับพลังประชาชน ท่านนายกฯ บอกเป็นไปไม่ได้?
: ถูกต้องครับ ตอนนั้นแนวทางมันชัดแล้ว และก็เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เราก็บอกเลยว่า เป็นไปไม่ได้
: แต่เที่ยวนี้ยังไม่ได้ใช้คำนั้นใช่มั้ยครับ?
: ยังไม่ใช้คำนั้นหรอกครับ เพราะว่า หนึ่ง มันมีบรรยากาศของความปรองดองอยู่ เดี๋ยวจะหาว่า ไม่ยอมรับฟัง ไม่เปิดใจอะไรกันเลยนะครับ แต่ว่าทั้งหมดนี้ มันต้องอยู่ที่แนวทาง
ถ้าแนวทางไปด้วยกันไม่ได้ ก็ไม่ควรที่จะ…
: ถ้างั้น ผมสรุปว่า คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเป็นไปได้ยาก?
: เป็นไปได้ยาก
: คำนี้ ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เหมือนสมัยที่ผมถามตอนโน้น?
: ครับ แต่เมื่อถึงเวลาของการเลือกตั้งก็จะมีความชัดเจน เพราะตอนนั้นเราก็จะเห็นแล้วว่าแนวทางของเค้าเป็นยังไง
คือที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะอะไร ผมอยากจะเรียนตรงๆ คือ พรรคเพื่อไทย โดยปกติ ผมรไม่ค่อยอยากจะไปวิจารณ์พรรคอื่นๆ แต่ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยขณะนี้ไม่มีหัวหน้าพรรคอยู่ในสภา แล้วก็ยังอยู่ในสภาพที่… คือพูดง่ายๆ ว่า ยังไม่ลงตัวนะครับ เราก็คงต้องดูว่าอนาคตข้างหน้าเค้าจะเป็นยังไง
: รัฐบาลนี้จะลงเอยอย่างไร?
: ลงเอยที่การยุบสภาครับ
: จะลงเอยเมื่อไหร่ครับ?
: เมื่อเหมาะสม ขณะนี้ ก็พยายามที่จะดูเงื่อนไขที่เคยพูดไว้ เรื่องเศรษฐกิจผมไม่กังวลแล้ว เรื่องกติกาก็น่าจะได้ข้อยุติเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการของสภา หรือจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ถือว่าจบตรงนั้น แล้วขณะนี้ที่ดูก็คือว่า เมื่อเลิก พรก. ถ้าการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ อยู่ในความสงบ เป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีการไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกันและกัน ครบเงื่อนไขพวกนี้ ก็คิดว่าเหมาะสมที่จะไปเลือกตั้ง
: มีคนบอกว่า ท่านนายกฯ คงจะยุบสภาประมาณเดือนเมษา 2554 เป็นไปได้มั้ยครับ?
: เป็นไปได้ครับ
: แล้วอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะลงเอยอย่างไรครับ?
: อยู่ที่พี่น้องประชาชนนะครับ ถ้าไปเลือกตั้งแล้ว ผมชนะการเลือกตั้ง ผมก็มาทำหน้าที่ต่อ ถ้าแพ้การเลือกตั้ง ผมก็คงจะลาออกจากหัวหน้าพรรค เพราะต้องรับผิดชอบกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ก็คงเป็น สส.อยู่นะครับ
: อาจารย์ปรีดี พยมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่หนุ่มคนหนึ่ง อายุ 32 ปี เคยพูดว่า “เมื่อข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัตน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ” คำพูดนี้มีความหมายกับคนอายุน้อยอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมั้ยครับ?
: มีหลายความหมายนะครับ
สิ่งที่ผมคิดว่าได้มาจากคำพูดนั้น แล้วก็เตือนสติตัวเองอยู่ตลอดก็คือว่า เมื่อเรามีโอกาสทำแล้ว ต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่
วันก่อน มีนักหนังสือพิมพ์ ล้อคำพูดอันนี้ แล้วมาบอกว่าผมเนี่ยจะเสียใจว่าวันที่มีอุดมคติไม่มีอำนาจ วันที่มีอำนาจไม่มีอุดมคติ ผมก็เข้าใจนะครับ เค้าก็ยังพยายามจะโจมตีเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ความจริงแล้วเข้าไปดูข้อเท็จ จริงมันไม่ใช่
ผมเป็นคนที่รู้ว่า เวลาอยู่ตรงนี้จำกัด สั้น-ยาว ไม่มีใครตอบได้
แล้วผมรู้ว่าโอกาสแบบนี้ มันไม่ย้อนกลับหรอกครับ แล้วผมก็ไม่ต้องการให้ย้อนกลับ
ผมบอกกับทุกคนชัดเจนว่า ช่วงนี้ ช่วงสุดท้ายของชีวิตการเมืองของผมแล้ว เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องทำให้ดีที่สุด และผมก็ต้องยึดหลักและอุดมการณ์ที่ผมทำมาโดยตลอด เพราะผมรู้ว่าเมื่อพ้นไป ไม่มีสิทธิ์มาแก้ตัวแล้ว เพราะฉะนั้น มันก็ต้องทำให้ดีที่สุด
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต