2 ปี นายกฯอภิสิทธิ์ กับเวลาที่เหลืออยู่ (เจิมศักดิ์ขิคิดด้วยฅน) 3/1/2011

 
              ปลายเดือนธันวาคม 2553 ผมสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรายการ “ลงเอยอย่างไร” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) (3 ทุ่ม คืนวันพุธ) ในโอกาสครบ 2 ปีของการเป็นนายกฯ ได้ “เหลียวหลัง-แลหน้า” ทั้งการทำงานที่ผ่านมา และเวลาของรัฐบาลที่เหลืออยู่อีกไม่นาน 

             เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองในปี 2554 จึงได้ตัดทอนและเรียบเรียงเนื้อหาบทสัมภาษณ์ นำมาให้ท่านผู้อ่าน “ฃอคิดด้วยฅน” 

              “พ้นเรื่องหนึ่ง มันก็จะมีเรื่องใหม่เข้ามา”

: 2 ปีที่ผ่านมา ท่านนายกฯ คิดว่า ประสบความสำเร็จมั๊ยครับ?

: มองในภาพรวมนะครับ 

             ผมเข้ามา ภารกิจใหญ่ที่สุดตอนนั้น คือ ฟื้นฟูเรื่องของเศรษฐกิจ กับประคับประคองสถานการณ์บ้านเมือง ถ้าดีกว่านั้นก็คือทำให้มันกลับไปสู่ภาวะที่เป็นปกติให้ได้ 

             ผมคิดว่าภาพรวมของการบริหารเศรษฐกิจ ทำได้ตามเป้าหมายนะครับ นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังมีนโยบายหลักๆ หลายเรื่อง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งด้านสังคม แม้กระทั่งการเมืองบางเรื่องก็ได้ทำไปครับ 

             แต่ที่ไม่สำเร็จแน่นอน ต้องยอมรับ ก็คือปัญหาสภาพบ้านเมืองซึ่งยังมีความขัดแย้งกันอยู่ อันนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่สำเร็จนะครับ ตอบตรงไปตรงมาอย่างนี้ว่า ภาพรวมเรื่องอื่นเว้นเรื่องนี้ ผมคิดว่าก็ได้ทำงานตามเป้าหมายครับ

 : เคยคาดคิดมาก่อนมั๊ยครับว่า ในชีวิตนี้ เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเจอกับสภาพการณ์อย่างเช่น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจากสหรัฐส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย เรื่องเสื้อแดง-เสื้อดำ ปฏิบัติการ 2 ปีซ้อน ตำรวจมะเขือเทศ ทหารแตงโม และล่าสุดเกิดน้ำท่วมใหญ่อีกในปีนี้ เคยคิดมั๊ยครับว่า มันเป็นดวงอะไรของเรา ที่มาเป็นนายกฯ แล้วมาถึงก็เจอ 3-4 เรื่องใหญ่ๆ ซ้อนกันเข้ามา?

: คงไม่ได้คิดในเรื่องของดวงนะครับ บางเรื่องเราทราบใช่มั๊ยครับ อย่างเศรษฐกิจ วันที่เข้ามาเราทราบอยู่แล้วว่าเป็นปัญหาใหญ่ 

             บางเรื่องเราอาจจะไม่ได้คาดคะเนได้ว่ามันจะไปยังไง แต่เรารู้ว่ามันมีเชื้ออยู่ เช่น ความขัดแย้ง เป็นต้น 

             ส่วนภัยธรรมชาติเราก็ทราบว่าเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน จะถี่แค่ไหน แต่ผมก็อยู่การเมืองมานานพอสมควร เพราะฉะนั้น ผมก็รับกับสภาพที่ว่ามันจะต้องเกิดปัญหา เกิดสถานการณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา 

             ผู้หลักผู้ใหญ่ในการเมืองก็สอนผมเอาไว้ บอกว่าเวลาเราแก้ปัญหาหนึ่งแล้วมีคนมาบอกว่า เอาล่ะผ่านพ้นแล้วทุกอย่างจะไปได้ ไม่มีหรอกครับ มันพ้นเรื่องหนึ่ง มันก็จะมีเรื่องใหม่เข้ามา

 : ตกลงที่ผ่านมาได้เพราะฟลุ๊คหรือเปล่า หรือว่าดวงช่วย?

: ผมถือว่าที่ผ่านมาได้ เพราะเราได้ยึดหลักในการทำงานนะครับ แล้วก็คิดว่าหลักหลายอย่างที่ผมใช้ในการทำงาน ไม่ใช่เฉพาะในฐานะนายก แต่ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาตั้งแต่ต้น แล้วก็ยังมั่นคงในหลักการนั้น ผมถือว่าตรงนั้นมีส่วนช่วยแน่นอน 

             แล้วประชาชนก็มีส่วนช่วย คือให้ความเข้าใจกับความยากในหลายสถานการณ์นะครับ 

             บางคนก็บอกว่า แหมถ้าเจอเรื่องอย่างนี้แล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ได้นะครับ แต่ว่าประชาชนก็ให้ความกรุณาอย่างมากนะครับ ถ้าพูดในแง่ของกำลังใจ แรงบันดาลใจ แรงกระตุ้นนะครับ ประชาชนเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว

: แล้วฝ่ายต่างๆ อย่างอื่นละครับ ที่ไม่ใช่ประชาชน มีส่วนช่วยมั้ยครับ?

: ทุกกลไกมีหน้าที่ของเค้านะครับ อย่างเช่น มีการวิพากษ์วิจารณ์มากว่า เอ๊ะ ทหารอุ้มรัฐบาลนี้ ในช่วงที่มีเหตุการณ์ต่างๆ ผมก็บอกว่า ความจริงในทุกสังคมในทุกประเทศ ฝ่ายความมั่นคงเค้าก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ดูแลเรื่องของความปลอดภัย เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ทุกอย่างก็ว่าไปตามหน้าที่ของแต่ละฝ่าย 

              “น่าเสียใจว่า เราก็ไม่สามารถทำให้ความสูญเสียนั้นไม่เกิดขึ้น”

: แต่ปรากฏว่าทหารเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ประชาชนก็เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง เคยคิดไว้ก่อนมั้ยครับว่าจะเกิดอย่างนี้ แล้วรู้สึกอย่างไร?

: ไม่คิดนะครับ แล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจที่สุด 

             จริงๆ แล้ว ใครที่อยู่กับผมในช่วงตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงเรื่องของการชุมนุมในปีนี้จะ ทราบนะครับว่า คนทำงานทุกคนที่อยู่ด้วยกัน เราวิตกกังวลมากเรื่องความสูญเสีย แล้วก็สถานการณ์ที่มันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็ลุกลามบานปลายไป เราก็พยายามทุกวิถีทางในการหาแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติ ที่จะลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด รวมจนถึงความพยายามในการหาทางออก อย่างเช่นการเสนอวันเลือกตั้ง อะไรต่างๆ 

             แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจว่า เราก็ไม่สามารถทำให้ความสูญเสียนั้นไม่เกิดขึ้น

 : ผมฟังนักวิชาการบางคน บอกว่าผิดหวังกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีคนเสียชีวิตถึง 90 คน จะตอบเค้ายังไงครับ?

: ผมก็ต้องบอกย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า เป็นเรื่องที่ผมก็เสียใจ แล้วถ้าย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ก็จะจำได้ว่า ผมได้พยายามทำทุกวิถีทางนะครับ 

             ผมก็ย้ำหลายครั้งว่า เคยเห็นนายกรัฐมนตรีตัดสินใจไปนั่งเจรจากับผู้นำแกนนำที่มาชุมนุมขับไล่มั๊ย ก็ไม่เคยมีมาก่อน ผมก็พยายามทำ ผมอดทนอดกลั้น แล้วก็ต้องเรียกว่าทานกับกระแสอีกทางหนึ่งในขณะนั้น ซึ่งบอกว่าปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากมาทำผิดกฎหมายเป็นเวลายาวนาน สร้างความเดือดร้อนได้อย่างไร ทำไมถึงไม่ใช้ความเด็ดขาดเข้าจัดการ ผมก็พยายามที่จะชี้แจงอธิบายมาตลอดเวลา ไปจนถึงว่า ผมคงเป็นนายกฯ คนแรกที่พอมีเสียงเรียกร้องทางการเมืองอย่างนี้ แทนที่จะบอกว่าทุกอย่างอยู่ที่สภาทั้งหมด ผมก็บอกเองว่า เอาล่ะ ถ้าอยากจะกลับไปเลือกตั้ง ก็กำหนดวันกัน 

             เรียกว่า ยอมตัดวาะตัวเองลงกว่าปีนะครับ ก็เป็นครั้งแรก 

             เป็นการยืนยันถึงความพยายามถึงที่สุดที่จะทำนะครับ 

             แม้กระทั่งช่วงท้ายของการชุมนุม เรามีการติดตามตลอด บอกว่ากำลังของทางเจ้าหน้าที่อย่าได้เข้าไปในลักษณะของการสลายการชุมนุมนะ ครับ โดยเฉพาะในช่วงหลัง ก็จะเป็นในลักษณะของการปิดล้อม มากกว่าที่จะเคลื่อนเข้าไป จนกระทั่งในที่สุดก็มีการประกาศเลิกชุมนุม 

             แล้วที่เป็นการยืนยันได้อีกอย่าง คือ ช่วงที่เกิดไฟไหม้ เราต้องตัดสินใจกันหลายครั้งว่า เอ๊ะ จะทำยังไง จะเอากำลังเข้าไปเพื่อดับเพลิง แล้วเรากังวลว่าถ้าเข้าไปมันจะเกิดความสูญเสียชีวิต เราก็ยังบอกเลยว่า ถ้าต้องเลือกว่ารักษาอะไร เราต้องรักษาชีวิตก่อนรักษาเรื่องทรัพย์สิน 

              “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่ เป็นคำตอบว่านายอภิสิทธิ์มานั่งตรงนี้ ต้องการทำอะไร”

: ในหนังสือ “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” คุณอภิสิทธิ์เขียนก่อนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี พอเป็นรัฐบาลแล้ว ทำได้จริงอย่างที่ฝันไว้มั้ยครับ?

: ผมเอามาเปิดดูนะครับ เพราะรู้ว่าการเขียนหนังสือนี้ คือสัญญาประชาคมอย่างหนึ่ง แล้วก็มีถึง 100 เรื่อง ครอบคลุมทุกด้าน ขอเรียนว่าเป็นส่วนใหญ่นะครับ ผมไปนับ ประมาณ 70 กว่าเรื่องที่ถือว่าได้ดำเนินการไปแล้ว

: แสดงว่าได้ดูประกอบไปตลอดเวลา?

: ดูครับ เพราะผมพูดตลอดเวลาว่า ผมอาสาตัวเข้ามาทำงานที่นี่ (ตึกไทยคู่ฟ้า) ต้องตอบตัวเองก่อนว่าจะมาทำอะไร 

             เอาล่ะ ปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เราไม่สามารถจะรู้ แต่เราไม่ได้มีหน้าที่มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น คนที่อยู่ตรงนี้ต้องวางรากฐานให้กับบ้านเมือง 

              “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” มันเป็นสิ่งที่เป็นคำตอบว่านายอภิสิทธิ์มานั่งตรงนี้ ต้องการทำอะไร แล้วผมก็สอบทานอยู่ตลอดนะครับ 

              เรื่องที่ทำได้ ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เดินตามนี้ บางที อาจจะมีบางเรื่อง ซึ่งยังไม่ได้เริ่มทำ อาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง ที่ทำได้น้อยที่สุดอาจจะเป็นด้านการเมือง เพราะในนี้ มันจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายอย่าง ซึ่งสถานการณ์มันไม่เอื้อให้เราที่จะทำตรงนั้นได้

: ถ้าไปดูหน้า 251 ท่านนายกฯ เขียนเรื่องปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ นี่เขียนตั้งแต่ตอนเป็นผู้นำฝ่ายค้านนะครับ บอกว่า ควรกระจายอำนาจการบริหารงานของตำรวจจากส่วนกลางออกไปสู่ระดับพื้นที่ เพื่อไม่ให้อำนาจกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ที่ตัว ผบ.ตร.แต่ผู้เดียว แต่ให้หน่วยงานระดับรอง เช่น กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ สามารถบริหารและปฏบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลตำรวจในพื้นที่ ด้วย นี่แค่ตัวอย่างบางตอน ได้ทำแล้วหรือยัง?

: ได้เริ่มต้นทำนะครับ 

             ผมได้มีการตั้งคณะกรรมการที่ พล.ต.อ.วิสิษฐ์ เดชกุญชร เข้ามาทำงาน ซึ่งท่านไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ท่านเริ่มจากความพยายามที่จะปฏิรูปตำรวจ เมื่อปี 2550 แล้วก็ได้มีการนำเสนอข้อสรุปต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผมเป็นประธานเอง เสร็จไปเกือบส่วนใหญ่นะครับ อาจจะไม่ได้ตามนี้ 100% แต่หลักการ เช่น การกระจายอำนาจจะทำอย่างไร จะเสริมบาทบาทของพื้นที่โรงพัก งานสืบสวนสอบสวนอย่างไร จะเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างไร ขณะนี้ มติของ กตช.ได้มีมติแล้วนะครับ กำลังจะนำไปสู่การปฏิบัติเพิ่มเติม 

              “ไม่ใช่เอาไปแจกไปให้ แต่คุณออมก่อน เราออมสมทบ”

 : เรื่องระบบสวัสดิการแรงงานนอกระบบ ท่านนายกฯ เขียนไว้ในหน้า 82 ยังจำได้ไหม?

: จำได้ครับ โดยสรุป ตอนนี้ ที่เป็นความก้าวหน้าไป 2 เรื่อง 

             หนึ่ง คือ เราพึ่งระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งรัฐบาลเข้าไปสมทบเงินเป็นครั้งแรก สองพันกว่ากองทุนสวัสดิการตามชุมชนต่างๆ อันนี้ก็จะมีช่วยคนที่ไม่อยู่ระบบราชการและประกันสังคม 

             สอง คือ ตัวระบบใหญ่ที่เราจะเรียกว่า “กองทุนออมแห่งชาติ” คือเปิดโอกาสให้ประชาชนที่จะออมเงิน โดยรัฐบาลสมทบเงินให้ด้วย แล้วก็จะมีสิทธิประโยชน์ สุดท้ายก็มีบำเหน็จบำนาญสำหรับประชาชนผู้ออม อันนี้ ทำเป็นกฎหมายเลย ผ่านวาระหนึ่งของสภาแล้ว ผ่านกรรมาธิการทำงานเสร็จแล้ว กำลังเสนอกลับเข้าสู่สภา 

             นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประชาชนที่เราพยายามดึงเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมด้วยนะครับ เช่น แท็กซี่ จะมีวิธีให้เค้าเข้าประกันสังคมได้ โดยอาจจะเปลี่ยนโครงสร้างเงินสมทบกับสิทธิประโยชน์

 : เป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า ที่ถูกเค้าล้อว่าเป็น “ซานต้ามาร์ค” แทนที่จะเป็น “ซานตาครอส” ก็เป็น “ซานต้ามาร์ค”?

: บังเอิญเวลาที่นำเสนอออกไป ว่าจะช่วยกลุ่มนั้น ช่วยกลุ่มนี้ แล้วตอนหลังก็มีการใช้คำว่า “ประชาวิวัฒน์” คนก็เลย เอ๊ะ มันเกี่ยวกับ “ประชานิยม” มั้ย แล้วก็จะปีใหม่ด้วย ก็ลดแลกแจกแถมหรือเปล่า อะไรทำนองนั้นนะครับ แต่จริงๆ แล้ว หลักที่เราทำตรงนี้มีความแตกต่างอย่างสำคัญจากอดีต 

             ข้อแรก คือ หลายเรื่องที่เรากำลังจะทำ จริงๆ ไม่ใช้เงินงบประมาณก็มี เช่น มาตรการช่วยมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือมาตรการช่วยเรื่องของโครงสร้างพลังงาน ก็เพียงแต่ปรับโครงสร้างบางอย่างให้เป็นธรรมมากขึ้น ไม่ได้ใช้งบประมาณ 

             ข้อที่สอง คือ ตัวระบบสวัสดิการที่เรากำลังสร้างขึ้น มันไม่ได้ให้เปล่า มันได้ก็ต่อเมื่อเจ้าตัวเขาออม 

             หมายความว่า ไม่ใช่เอาไปแจกไปให้ 

             แต่ว่าคุณออมก่อน เราออมสมทบ อันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 

             เพราะนอกจากว่าเราจะทำระบบสวัสดิการแล้ว คือไม่ใช่ลดแลกแจกแถม ไม่ใช่ต้องมาขอรัฐบาลนะรัฐบาลถึงจะให้ แต่เป็นสวัสดิการแล้วมันคือสิทธิ ยิ่งกว่านั้น เรายังเน้นสวัสดิการที่ไม่ใช่การเอาเงินภาษีออกมาอย่างเดียว แต่จะเป็นการที่ให้ประชาชนออมด้วย 

             แล้วตอนนี้ก็จะมีโครงการที่เรียกกว่า “หมอหนี้” ให้คนลงพื้นที่ไปทุกหมู่บ้าน ไปช่วยให้ประชาชนมีการตื่นตัวเรื่องการทำบัญชีรับ-จ่ายครัวเรือน แล้วก็จะเริ่มมีเงินออมมากขึ้นครับ

: โครงการทั้งหลาย ท่านนายกฯ หวังว่าหากรัฐบาลไม่อยู่แล้ว มันต้องเดินได้?

: ใช่ครับ หวังอย่างนั้นครับ 

             น่าเสียดาย.. พื้นที่ “ฃอคิดด้วยฅน” หมดเพียงเท่านี้ 

             สัปดาห์หน้า จะนำประเด็นสำคัญๆ จากปากนายกฯ อภิสิทธิ์ มาเล่าให้ฟังอีก เช่น จะยุบสภาหรือไม่? การเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร? เวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก จะทำอะไรต่อไป? ฯลฯ 

             สวัสดีปีใหม่ครับ

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต