1 ปี คดียึดทรัพย์ทักษิณ ใครต้องทำอะไร แล้วไม่ทำอะไร (เจิมศักดิ์ขอคิด้วยฅน) 7/3/2011

 

               26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครบรอบ 1 ปี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาในคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเอง ศาลฎีกาฯ จึงให้ทรัพย์สินอันเป็นเงินจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นฯ และเงินปันผลมูลค่า 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน 

              ตามระบอบการปกครองที่ประเทศไทยยึดถืออยู่นั้น ถือหลักแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ 

              เมื่ออำนาจตุลาการมีคำพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยอาศัยตัวบทกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ออกมาใช้บังคับในบ้านเมือง แล้ว ฝ่ายบริหารก็มีภาระหน้าที่จะต้องติดตามและปฏิบัติตาม เพื่อให้บังเกิดผลตามคำพิพากษาของศาล และไม่อาจละเว้นที่จะต้องนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาไปติดตามบริหาร ราชการแผ่นดินเพื่อทวงคืนและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ ขณะเดียวกันฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีฝ่ายค้านเป็นหลักก็ต้องติดตาม ตรวจสอบ กดดันให้ฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)ปฏิบัติหน้าที่ 

              แต่ 1 ปี ผ่านไป เหตุใดยังไม่บังเกิดผลในการทวงคืนผลประโยชน์ที่รัฐเคยสูญเสียไปจากการเอื้อ ประโยชน์ของทักษิณ เพื่อทักษิณ ในยุคทักษิณ? ใครต้องทำอะไร แล้วไม่ทำอะไร? 

              1. การเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินฯ และหุ้นทักษิณ ทำให้รัฐเสียหาย 

              แก่นเรื่องของคดียึดทรัพย์ คือ การเอาผิดกับนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจสัมปทานของตน เอง ทำให้ภาครัฐได้รับความเสียหาย ได้ผลประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น 

              คำพิพากษาได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินฯ ของทักษิณเอง หลายกรณี เช่น 

              กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ลดค่าส่วนแบ่งรายได้บริการโทรศัพท์มือถือแบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วง หน้า(prepaid) หรือบัตรเติมเงิน ที่บริษัทเอไอเอสต้องจ่ายให้แก่รัฐ 

              กล่าวคือ สัญญาเดิมตกลงไว้ว่า ช่วงปี 2543-2548 เอไอเอสต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ ทศท. 25%, ช่วงปี 2548-2553 จะต้องจ่ายเพิ่มเป็น 30% และช่วงปี 2553-2558 จะต้องจ่ายเพิ่มเป็น 35% 

              จะเห็นว่า หากทำกันตามสัญญาเดิม ยิ่งนานปี หน่วยงานของรัฐ (ทศท.) ก็จะยิ่งได้รับเงินค่าส่วนแบ่งรายได้จากเอไอเอสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งนานไป นอกจากฐานลูกค้าจะมากขึ้นแล้ว รายรับก็เพิ่มขึ้น ยิ่งเมื่ออัตราส่วนแบ่งรายได้สูงขึ้น ยิ่งทำให้เอไอเอสจะต้องจ่ายให้ ทศท.เพิ่มมากขึ้นด้วย 

              แต่การแก้สัญญาสัมปทานดังกล่าวในยุครัฐบาลทักษิณ กลับเอื้อประโยชน์ให้เอไอเอสจ่ายส่วนแบ่งรายได้ระบบบัตรเติมเงิน เพียง 20% คงที่ตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องเพิ่มขึ้นตามสัญญาเดิม จึงทำให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาสัมปทานมหาศาล นักวิชาการประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท! 

              นอกจากนี้ ยังมีกรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมและให้นำต้นทุนค่าใช้เครือ ข่ายร่วมหักออกจากรายได้ก่อนคำนวนส่วนแบ่งค่าสัมปทานเพื่อส่งหน่วยงานรัฐ ทำให้เอไอเอสได้รับผลประโยชน์มูลค่ากว่า 18,970 ล้านบาท 

              กรณีการออกมติคณะรัฐมนตรีบังคับให้หน่วยงานของรัฐคู่สัญญา (ทศท. และ กสท.) ต้องจ่ายค่าภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมแทนบริษัทเอกชน โดยหักจากค่าส่วนแบ่งรายได้ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท 

              กรณีให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนแก่รัฐบาลทหารพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อนำมาซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ปฯ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินฯ เกิดความเสียหายจนต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินของประชาชนมาชดเชย 

              ยิ่งกว่านั้น ยังมีการเอื้อประโยชน์ในกรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งได้ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ว่าดำเนินโครงการมาโดยไม่ถูกต้อง 

              อาศัยอำนาจการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่เอกชนผู้ดำเนินโครงการโดยมิชอบ 

              กล่าวคือ เมื่อทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ กำกับควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินเหนือกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศ ได้มีการแก้ไขข้อกำหนดทางด้านเทคนิค ก่อนทำการจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร ใช้ชื่อว่า “ดาวเทียมไอพีสตาร์” ซึ่งเป็นดาวเทียมสื่อสารระหว่างประเทศ เป็นการเอื้อให้บริษัทชินฯ ได้ผลประโยชน์ 

              หนึ่ง ไม่ดำเนินการจัดส่งดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ตามสัญญาเดิม ซึ่งเป็นดาวเทียมเพื่อการสื่อสารภายในประเทศ มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท 

              สอง ได้สัมปทานดาวเทียมสื่อสารระหว่างประเทศไปโดยไม่ต้องมีการประมูลแข่งขันตาม กฎหมาย ทั้งๆ ที่ น่าจะต้องเปิดให้มีการประมูลแข่งขันตามกฎหมาย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนเสนอโครงการใหม่อย่างเสรีและเป็นธรรม ทั้งในด้านการบริหารงาน และอัตราการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐ มูลค่าโครงการกว่า 16,000 ล้านบาท 

              สาม แถมด้วยการอนุมัติให้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่เก็บภาษีรายได้และเครื่องจักร เต็มมูลค่าโครงการ กว่า 16,000 ล้านบาท 

              โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการไต่สวนพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ พบพฤติกรรมการกระทำความผิดอุกอาจ ทั้งใช้วิธีกระทำการลัดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการ ในลักษณะที่รวบรัดและรีบเร่ง ผิดปกติวิสัย เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงกับอนุมัติคุณสมบัติดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองไปก่อน แล้วจึงมีการจัดทำหนังสือเวียนให้คณะกรรมการรับรองรายงานการประชุมภายหลัง เป็นต้น 

              การเอื้อประโยชน์ทั้งหลายข้างต้นนั้น ทำให้ผลประโยชน์อันมิควรได้ไปตกแก่หุ้นชินฯ ที่ทักษิณถือครองอยู่ และยังผลให้บริษัทชินฯ กับผู้ถือหุ้นชินฯ รายอื่นๆ ได้ลาภอันมิควรได้ไปด้วย 

              2. ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์เพียง 46,000 ล้านบาทนั้น ก็เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือการใช้อำนาจหน้าที่ของทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีจนร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน 

              แต่ยังไม่ใช่ “ค่าเสียหาย” ที่เกิดแก่รัฐ จากการกระทำการเอื้อประโยชน์เหล่านั้น 

              ซึ่งในการเอื้อประโยชน์แก่ตัวทักษิณเองนั้น จะเห้นว่าได้ทำให้หน่วยงานของรัฐและผลประโยชน์ของแผ่นดินเสียหายไปมหาศาล มากกว่าผลประโยชน์ที่ตัวทักษิณได้ไปเองเสียอีก 

              เฉพาะกรณีเอื้อประโยชน์ทั้งหลายที่กล่าวถึงข้างต้น รวมความเสียหาย ก็เกินกว่า 100,000 ล้านบาท ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการทำให้ ทศท. และ กสท. กลายเป็นองค์กรที่แคระแกร็น เลี้ยงไม่โต ไม่สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ 

              เพราะฉะนั้น ก็เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า ความเชื่อที่ว่า “โกงก็ได้ แต่ขอให้ทำงาน” นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าทำงานแล้วโกง ก็จะก่อความเสียหายแก่แผ่นดินมหาศาล ยิ่งกว่าเงินที่เขาโกงไปเสียอีก 

              ที่เหลือ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาล และกลไกของรัฐทั้งหลาย ที่จะต้องติดตามทวงคืนผลประโยชน์ที่รัฐสูญเสียไปกลับคืนมาให้ครบถ้วน 

              หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจึงมีหน้าที่โดยตรง โดยมิอาจละเว้นได้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล จะต้องติดตามเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อแผ่นดินกลับคืนมา เช่น การแก้ไขสัญญาสัมปทานใด ทำให้รัฐเสียหายไปมูลค่าเท่าใด ก็ต้องติดตามเรียกค่าเสียหายที่สูญเสียไปกลับคืนมาจากผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น 

              มิใช่ไล่เบี้ยเอากับทักษิณเท่านั้น แต่จะต้องทวงคืนจากภาคเอกชนที่ได้รับผลประโยชน์อันมิควรได้ไปพร้อมกับทักษิณ ด้วย และเอาตัวนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นเป็นใจมาลงโทษอีกด้วย 

              3. การติดตามการดำเนินการหลังคำพิพากษา 

              3.1 คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2553 มอบให้อัยการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการดำเนินการ โดยประสานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 

              ปรากฏว่า ผ่านมา 1 ปี ความเสียหายของภาครัฐซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท ยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา โดยที่การเจรจาหรือการฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน 

              น่าสังเกตว่า ในยุคคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้แต่งตั้ง พ.ต.อ.สุชาติ วงษ์อนันตชัย เป็นประธานสอบตามคำพิพากษาศาล โดยที่ พ.ต.อ.สุชาตินั้น เคยเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในยุคทักษิณ 

              ทั้งๆ ที่ ผู้เกี่ยวข้องกับการทำให้รัฐได้รับความเสียหายในยุคทักษิณ ปรากฏชื่อในคำพิพากษาของศาลนั้น ล้วนแต่เป็นนักการเมืองตัวใหญ่ๆ ในระบอบทักษิณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม, นายวันมูฮัมหมัด นอร์มะทา อดีตรัฐมนตรีคมนาคม กรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ เป็นต้น 

              3.2 กรณีแก้สัญญากิจการโทรศัพท์มือถือ 

              กรณีแก้สัญญามือถือในยุคทักษิณ ซึ่งทำให้รัฐเสียหายร้ายแรงนั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่ปรากฏว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทศท.ในฐานะหน่วยงานของรัฐคู่สัญญา ยังไม่สามารถติดตามทวงคืนผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของรัฐคืนมา 

              คนทำให้เกิดความเสียหายก็ยังลอยนวล 

              แม้แต่จะแก้สัญญาสัมปทานที่ทำให้รัฐเสียเปรียบ เพื่อให้กลับไปสู่สัญญาเดิมก่อนที่จะถูกแก้ไขในยุคทักษิณ ก็ยังไม่สามารถกระทำได้ 

              จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอกชน ก็ยังชักเข้าชักออก 

              สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานคู่สัญญาไม่ให้ ความร่วมมือ เนื่องจากตนเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้สัญญาที่ทำให้รัฐเสียหายในยุค ทักษิณ 

              พูดง่ายๆ กลัวว่าพวกตนจะต้องรับผิดด้วย 

              3.3 กรณีกิจการดาวเทียม ก็ไม่ต่างกัน 

              1 ปี ผ่านไป ผลประโยชน์ที่รัฐสูญเสียไปก็ยังไม่ได้กลับคืนมา 

              3.4 นอกจากนี้ กรณี พ.ต.ท.ทักษิณปกปิดการถือครองหุ้นชินคอร์ปฯ ของตนเองไว้ในชื่อบุคคลอื่น ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาชี้ขาดข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งไปแล้วนั้น ยังทำให้ต้องมีคดีความผิดติดตามมาอีกมากมาย อาทิ แจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือจงใจปกปิดทรัพย์สิน, เป็นรัฐมนตรีโดยคงไว้ซึ่งหุ้นสัมปทาน, การทำผิดกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ 

              การติดตามการดำเนินคดีเหล่านี้ ล้วนเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายบริหาร หากปรากฏว่ามีการจงใจละเว้น หรือประวิงคดี หรือทำลายหลักฐาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็อาจต้องกลายเป็นผู้รับผิดติดคุกไปด้วย 

              หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. รวมถึงรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานเหล่านี้ ย่อมอยู่ในข่ายที่จะต้องรับผิดชอบ 

              4. บทบาทของฝ่ายค้าน 

              น่าเสียดายว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่จะเริ่มขึ้นช่วงสัปดาห์หน้า ไม่ปรากฏว่า ฝ่ายค้านจะหยิบยกปัญหาความล่าช้า หรือการละเว้นในการติดตามการดำเนินการตามแนวทางแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เลยแม้แต่ประเด็นเดียว 

              ทั้งๆ ที่ เรื่องเหล่านี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน 

              ติดแต่เพียงเป็นเรื่องที่กระทบกับเครือข่ายผลประโยชน์ทางธุรกิจของนายใหญ่และพวก 

              ตรงกันข้าม แกนนำพรรคเพื่อไทยกลับเปิดเผยแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนเองอีก ด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า ยังจะมุ่งที่ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะการเป็นผู้ถูกยึดทรัพย์จากการร่ำรวยผิดปกติจะขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ไปตลอดชีวิต โดยประกาศจะพาทักษิณกลับบ้าน อันหมายถึงจะต้องนิรโทษกรรมคดีความผิดทั้งหลาย ซึ่งจะกระทบกับการติดตาทวงคืนผลประโยชน์ที่รัฐสูญเสียไปโดยตรง 

              1 ปี ของคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์ จึงยังไม่บังเกิดผลประโยชน์แก่แผ่นดินส่วนรวมอย่างที่ควรจะเป็น

 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต