ใช้ภาษา ใช้สมอง กับปัญหาชวนหัว (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (10/10/2011)


 ”หาไม้ขีดไฟ”

 ”ฉันถูกปรับ”

 ”fresh deposit from the sea”

 ”I masturbate everyday”

 ”เรือดำน้ำ”

 ”หญ้าแพรก”

 ในสถานการณ์พิบัติภัยน้ำท่วมขณะนี้ ขอเป็นกำลังใจ ให้พี่น้องคนไทยที่กำลังประสบภัยอยู่และดีใจที่พี่น้องคนไทย อีกจำนวนมากร่วมแรงร่วมใจ ร่วมส่งกำลังทรัพย์ กำลังใจ ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติกันอย่างดีที่สุด (เท่าที่จะทำได้)

 งานนี้ ทำให้เห็นว่า หากรัฐบาลทำงานแก้ปัญหาแท้จริงของประชาชน ก็จะได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากคนทุกสี ทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วน

 ทุกคนมีแต่เรียกร้องให้รัฐบาลทำ ไม่มีใครบอกว่าอย่าทำ

 ตรงกันข้าม หากรัฐบาลจะไปทำในสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหาแท้จริงของประชาชน เช่น แก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม ฯลฯ ก็จะมีคนไม่เห็นด้วย คัดค้านจำนวนมาก

 หวังว่ารัฐบาลปัจจุบันจะใช้วิกฤติของพี่น้องคนไทยยามนี้ เป็นจุดเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติ เพื่อนำความร่วมมือร่วมใจกลับมาสู่คนไทยทั้งประเทศ และเลิกความคิดที่จะทำในเรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาของประชาชนอีกต่อไป (ซึ่งมีแต่จะสร้างความแตกแยกอีกครั้ง)

 วันนี้ น้ำยังท่วมอยู่ ก็เลยอยากจะคุยปัญหาเบาๆ ที่มีสาระ โดยพบเห็นปัญหานี้มากในช่วงหลังๆ ทั้งในสื่อสารมวลชนและในสังคมชาวบ้านอย่างเราๆ

 นั่นก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยการใช้ภาษา

 ทั้งสื่อจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย หรือสื่อจากภาษาไทยไปสู่ภาษาอังกฤษ และแม้แต่การพูดจาสื่อภาษาไทยด้วยกันเอง ก็พบเห็นปัญหาชวนหัวบ่อยครั้ง

 ขออนุญาตคุยผ่านเรื่องจริง ดังต่อไปนี้

 1) “หาไม้ขีดไฟ”

 วันหนึ่ง ผมนั่งดูภาพยนตร์ฝรั่งอยู่กับเพื่อน เป็นหนังเสียงภาษาอังกฤษ แต่มีบทบรรยายภาษาไทยอยู่ด้านล่าง พอดีว่าเป็นหนังสืบสวนสอบสวน พระเอกเป็นนักสืบ เดินเรื่องมาถึงฉากสำคัญฉากหนึ่ง

 นักสืบสุดเท่ยื่นหลักฐานภาพถ่ายใบหนึ่งให้กับผู้ช่วย พร้อมกับบอกให้ผู้ช่วยทำอะไรให้สักอย่าง

 ตัดจากฉากนี้ไปแล้ว แต่เพื่อนที่ดูอยู่ด้วยกันบ่นพึมพำ พูดทำนองว่า อะไรของมันวะ

 ถามว่า ทำไม

 เขาตอบว่า ฉากตะกี้ ที่นักสืบยื่นรูปถ่ายให้ผู้ช่วยไปนั้น บทบรรยายภาษาไทยใต้ภาพบอกว่าพระเอกบอกให้ “หาไม้ขีดไฟ”

 ก็เลยงงว่า หาไม้ขีดไปทำไม จะเอาไปทำอะไรกับภาพถ่าย

 ผมก็พลอยงงไปกับเขาด้วย เพราะในหนังฉากที่เพิ่งผ่านไปนั้น เราฟังจากเสียงภาษาอังกฤษ (เสียงในฟิล์ม) ก็ไม่ยักมีตอนไหนที่นักสืบบอกผู้ช่วยไปหาไม้ขีดไฟ…

 ถึงบางอ้อ…

 ปัดโธ่! พระเอกยื่นรูปถ่ายให้ผู้ช่วย แล้วพูดว่า “find the match”

 เขาหมายถึง ให้ผู้ช่วยนำภาพถ่ายนี้ไปตรวจสอบจับคู่กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ ว่ามันสอดคล้องต้องกันหรือเข้าคู่กันกับหลักฐานอันไหนมั้ย

 ”match” ในที่นี้ แปลว่า เข้าชุดกัน คู่กัน

 แต่การแปลบทบรรยายไทยใต้จอ กลับแปลว่า

 ”หาไม้ขีดไฟ” เพียงเพราะว่า “match” ที่เป็นคำนามก็แปลว่า “ไม้ขีดไฟ” ได้ด้วยเหมือนกัน

 2) “ฉันถูกปรับ”

 อีกเรื่อง สั้นๆ ในหนังอีกเหมือนกัน

 ฉากฝรั่งสองคน พบกัน คุยกัน (พูดภาษาอังกฤษ)

 บทบรรยายภาษาไทยใต้ภาพเขียนว่า

 ฝรั่งคนแรกถาม “สบายดีไหม?”

 ฝรั่งอีกคนตอบ “ฉันถูกปรับ”

 งงสิครับ!

 แต่จะหายงง หากคุณผู้อ่านได้ยินเขาคุยกันในภาษาอังกฤษว่า

 ฝรั่งคนแรกถาม “How are you?”

 ฝรั่งอีกคนตอบ “I am fine”

 สบายดีไหม? สบายดี

 ”I am fine” แปลว่า สบายดี

 ไม่ใช่ว่า “ฉันถูกปรับ”

 แม้คำว่า “fine” โดดๆ จะแปลว่า “ปรับ” ก็ตามที

 ทั้งสองตัวอย่างข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นปัญหาในการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่ง

 นั่นคือ ผู้ใช้ภาษา (ในที่นี้คือผู้แปล) จะต้อง รู้บริบทของการใช้ภาษานั้นด้วย ว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่ โดยไม่สามารถจะเลือกหยิบจับเป็นคำๆ แปลเป็นคำๆ หรือนำมาพูดต่อเป็นคำๆ โดยไม่คิดไตร่ตรองว่าความหมายที่เขาต้องการจะสื่อในบริบทนั้น แท้จริง คืออะไร

 ความผิดพลาดอย่างนี้ มักเกิดขึ้นบ่อยๆ หากผู้แปลไม่ใช้สมองคิดไตร่ตรองก่อนจะแปลความ

 เอาง่ายๆ ผมลองพิมพ์คำว่า “I am fine” ลงไปในโปรแกรม google แปลภาษา ซึ่งถูกโปรแกรมไว้ให้ประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ (ไม่ใช่สมองมนุษย์)

 ปรากฏคำแปลว่า “ผมปรับ”

 เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า มนุษย์เรามีสมอง มีวิจารณญาณ บางอย่างที่ดีกว่าคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้น เราจงอย่าทำตัว เป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาให้ตอบพูด หรือสื่อสารถ่ายทอดอะไรออกไปโดยไม่ใช้สมองคิด

 3) “fresh deposit from the sea”

 ผมไปเจอประโยคข้างต้นนี้ เขียนตัวหนังสือภาษาอังกฤษชัดเจน เด่นหรา เห็นแต่ไกล

 อยู่บนป้ายโฆษณา แขวนอยู่หน้าร้านที่ท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะช้าง

 ใครเห็นป้ายภาษาอังกฤษนี้ ก็คงแปลกใจ สะดุดใจ และเริ่มงง

 เอ… เขาต้องการจะบอกว่ากระไรหนอ?

 ฝรั่งจะเข้าใจว่าอย่างไรหนอ?

 ผมลองแยกคิดเป็นคำๆ

 fresh แปลว่า สด

 deposit แปลว่า เงินฝาก หรือการฝาก

 from the sea ก็แปลตามตัวว่า “จากทะเล”

 อ๋อ…. นึกได้ว่า ท่าเรือนี้อยู่ชายทะเล เริ่มมีนักท่องเที่ยว ต่างชาติผ่านมาพอสมควร แล้วในร้านค้าแห่งนี้ก็ขายสินค้าจากทะเล จำพวกกุ้งหอยปูปลา

 เขาคงต้องการจะสื่อสารว่า เขามีสินค้าสดๆ จากทะเล สำหรับเป็นของฝากนักท่องเที่ยว

 deposit from the sea ในที่นี้ คนเขียนคงหมายถึง “ของฝากจากทะเล”

 ตัวอย่างข้างต้นนี้ ผมไม่ว่ากะไรมาก ขำๆ กันเสียมากกว่า เพราะสุดท้าย ฝรั่งที่จะซื้อ เมื่อเดินเข้าร้านเขาก็รู้จนได้ว่าขายอะไร

 แต่สะท้อนว่า เมื่อจะสื่อสารข้ามภาษา เราจำเป็นจะต้องรู้วิธีการใช้ภาษาของแต่ละภาษา ซึ่งแตกต่างกันออกไป และอาจจะมีผลทำให้การสื่อสารล้มเหลวก็ได้

 4) ดูแลตัวเอง

 เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เดินทางจากบ้านเมืองไทย ไปอยู่กับญาติที่เมืองนอก สองสัปดาห์ผ่านไป หนุ่มน้อยเขียนเรียงความเพื่อนำไปสมัครเข้าเรียนหลักสูตรพิเศษแห่งหนึ่ง บรรยายถึงความกล้าหาญ บากบั่น อดทน และความขยันหมั่นเพียรของตนเอง

 โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษ

 วันนำเสนอ เด็กหนุ่มได้อ่านเรียงความต่อหน้าอาจารย์ฝรั่ง เป็นผู้หญิงทั้งสองคน

 ช่วงแรก เขาบรรยายว่าตนเองนั้นขยันอ่านหนังสือ ทุกวัน

 อาจารย์ฝรั่งทั้งสอง พยักหน้าชอบใจ

 หลังจากนั้น เขาบรรยายต่อไปว่า ตนเองนั้นขยัน หมั่นเพียรอย่างไรบ้าง อีกสารพัด ซึ่งอาจารย์ทั้งสองก็ดูจะเข้าใจ และประทับใจ จนสุดท้าย

 อาจารย์สาวชาวฝรั่งที่นั่งฟังเด็กหนุ่มอ่านเรียงความ ถึงกับหน้าแดง อ้าปากหวอ

 ”I masturbate everyday…”

 เด็กหนุ่มประหลาดใจ เพราะเขาก็เพียงบอกว่า เมื่อมาอยู่เมืองนอก เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบแค่ไหน เพราะได้ทำงานบ้านเอง ปัดกวาด เช็ดถู ดูแลตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง

 เด็กหนุ่มอ่านความเรียงซ้ำอีกครั้ง เสียงดังฟังชัด

 ”I masturbate everyday…”

 ไม่ทันคิด… มันแปลว่า ผมช่วยตัวเอง (สำเร็จความใคร่) เป็นประจำทุกวันครับ!

 ตัวอย่างสุดท้ายนี้ เตือนให้ตระหนักว่า หากจะใช้ภาษาเพื่อสื่อสารเรื่องใด ผู้ใช้ก็ควรจะต้องศึกษาความหมายของคำนั้นๆ ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน

 ไม่ใช่แค่ “ท่องจำ” เป็นคำๆ หรือนึกเอาเองว่าคำนี้ในความหมายที่ตนเองได้ฟังมาในอีกบริบทหนึ่ง ก็คงจะใช้ได้ในบริบทที่สื่อสารเรื่องอื่นๆ ด้วย

 หากศึกษาทั้ง “คำ” และ “บริบท” ที่จะนำไปใช้ กระทั่งเกิดความ “เข้าใจ” ก็จะมีโอกาสผิดพลาดน้อย

 กรณีน่าขายหน้า หรือผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัย เหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ปรากฏแก่คนไทยทั้งประเทศก็จะไม่เกิดขึ้น เช่น

 กรณีพยายามจะพูดถึงโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับ การปลูก “หญ้าแฝก” เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน บรรเทาปัญหาน้ำท่วม แต่นางสาวยิ่งลักษณ์กลับพูด “ผิดคำ ผิดความหมาย” เป็น “หญ้าแพรก”

 กรณีที่ต้องรายงานสื่อมวลชนเรื่อง “เรือดันน้ำ” ที่จะใช้เพิ่มการไหลของกระแสน้ำให้เร็วขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม นางสาวยิ่งลักษณ์ก็จึงพูด “ผิดคำ ผิดความหมาย” เป็น “เรือดำน้ำ”

 เป็นบทเรียนที่พึงระวังว่า ถ้าไม่ใช้สมองทำความเข้าใจบริบทของเรื่องที่ต้องการจะสื่อสารเสียก่อน การท่องจำเป็นคำๆ มันก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์แบบ masturbate everyday เข้าสักวัน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต