โพลล์เพื่อใคร? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (25/7/2011)


 เอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชน อ้างว่า ประชาชนร้อยละ 64.5 ยอมรับได้ “ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์” ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนมากกว่าร้อยละ 70 บอกจะแจ้งความดำเนินคดี หากพบการทุจริตคอร์รัปชั่น

 การที่เอแบคโพลล์ทำโพลล์ได้ผลออกมาเช่นนี้ มีเจตนาแท้จริงอย่างไร?

 กระบวนการทำโพลล์ที่มีการกำหนดประเด็นคำถามเช่นนี้ สะท้อนระดับมาตรฐานทางวิชาการ และสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมแค่ไหน อย่างไร?

 1) การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือการทำโพลล์ (poll) เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบวิธีวิจัย อาศัยหลักวิชาในการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่าง การตั้งประเด็นสอบถาม วิธีการสอบถาม การประมวลผลสำรวจ ตลอดจนการตีความและสรุปผลสำรวจ

 การทำโพลล์ที่มีคุณภาพเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในการรับรู้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อประเด็นสอบถามต่างๆ ปัจจุบันบริษัทธุรกิจทั้งหลายจึงนิยมว่าจ้างทำโพลล์เพื่อประโยชน์ในการผลิตและพัฒนาสินค้าและบริการของตน

 ช่วงหลัง พรรคการเมืองในประเทศไทยก็นิยมว่าจ้างทำโพลล์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนด้วยเช่นกัน

 2) โพลล์เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน “ณ ช่วงเวลาหนึ่ง”

 โดยที่ความคิดเห็นของคนสามารถเปลี่ยนแปลง ขึ้น-ลง ผันแปรไปตามเวลา สถานการณ์ และกระแสข้อมูลข่าวสาร ณ ขณะนั้น

 ความคิดเห็นของประชาชนที่แสดงออกผ่านโพลล์ มักจะเป็นการแสดง “ความรู้สึกนึกคิด” ณ เวลาที่ถูกถามขณะนั้น ด้วยพื้นฐานข้อมูลข่าวสารเท่าที่มีอยู่เป็นทุนเดิม และถูกเร่งเร้าหรือถูกป้อนผ่านชุดคำถาม

 ความเห็นที่ปรากฏในโพลล์ เสมือนเป็นส่วนปลายของความรู้สึกนึกคิด ที่มักจะไม่ได้ผ่านการไตร่ตรอง หรือแลกเปลี่ยน ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนกลั่นกรองกระทั่งได้สิ่งที่ตนคิดอ่านอย่างรอบคอบแล้ว

 นี่คือ “ธรรมชาติของความคิดเห็นในโพลล์” ซึ่งสำนักวิจัยผู้จัดทำโพลล์ทุกคนย่อมจะรู้ดีอยู่แก่ใจ

 เพราะฉะนั้น โพลล์ที่มีมาตรฐาน จึงไม่นิยมไปสอบถามประเด็นที่เป็นเทคนิค หรือเรื่องที่ผู้ตอบคำถามจำเป็นต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงและความรู้ลึกซึ้ง เช่น

 ไปถามชาวบ้านว่า จะดีหรือไม่ถ้าน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวมีมากกว่าน้ำตาลโมเลกุลคู่?

 หรือไปถามชาวบ้านว่า การกระทำของนายจตุพรควรต้องถูกลงโทษด้วยข้อกล่าวหาว่าก่อการร้ายหรือไม่?

 หรือไปถามชาวบ้านว่า การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300 ต่อวัน จะทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อหรือไม่ เมื่อไหร่? เป็นต้น

 ขณะเดียวกัน โพลล์ที่มีสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ก็ย่อมจะไม่ตั้งประเด็นคำถามที่ “ล่อลวง” ประชาชน หรือจงใจชี้นำประชาชนให้ตอบคำถามออกมาในทิศทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม

 เพียงเพื่อจะได้ประเด็นคำตอบที่หวือหวา เป็นข่าว หรือได้ผลลัพธ์ที่จะชี้นำกระแสสังคมให้เข้าทางผลประโยชน์ส่วนตัวของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

 3) ประเด็นการสำรวจที่ระบุว่า ประชาชนกว่า 70% จะแจ้งความดำเนินคดี หากพบเห็นการทุจริต คอรัปชั่น น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบคำถามที่ออกมาจากสำนึกความรับรู้ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม

 ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนไม่น้อย ก็คงตอบไปตามหลักการ หน้าที่พลเมืองดี ตามที่เคยได้ยินได้รับรู้มา (ซึ่งเป็นลักษณะที่ดี พึงสนับสนุนให้กระทำจริง) จึงปรากฏผลออกมากว่า 70% (น่าเสียดายว่าควรจะออกมามากกว่านี้)

 แต่ในความเป็นจริง ยังไม่แน่ว่าจะมีคนที่พร้อมจะแจ้งความดำเนินคดีหากพบเห็นการทุจริตคอรัปชั่นถึงร้อยละ 70 จริงหรือไม่

 เพราะในการสำรวจความเห็นของโพลล์ ยังไม่ได้ซักถามลงรายละเอียด ระบุถึงปัจจัยแวดล้อมในสภาพความเป็นจริงเพิ่มเติมลงไปด้วย เช่น

 กลัวว่าตัวเองจะเดือดร้อน ถูกโกรธ ถูกเกลียด ถูกอิทธิพลคุกคาม ถูกทำร้าย หรือไม่?

 ถ้าตนเองต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกตอบโต้ด้วยอำนาจเงิน อำนาจเถื่อน อำนาจการว่าจ้างทนายความที่เก่งๆ เข้ามาเล่นงาน จะทำอย่างไร?

 ถ้าลูก เมีย ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เข้ามาห้ามปราม ตักเตือน หรือขอร้องว่าอย่าไปยุ่งเรื่องของเขา จะทำอย่างไร?

 ถ้าผู้มีพระคุณเข้ามาขอร้อง จะยังยืนยันที่จะดำเนินคดีกับคนโกงอีกหรือไม่? ฯลฯ

 4) ตรงกันข้าม หากโพลล์มีการตั้งคำถามในลักษณะที่กำหนดเหตุกำหนดผลไม่สอดคล้องกัน หรืออาจ”ล่อลวง” หรือ “ชี้นำ” ก็จะบังเกิดผลลัพธ์ในทางไม่สร้างสรรค์ได้เช่นกัน

 คำถามที่ว่า ยอมรับได้ไหม “ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์?” เป็นการตั้งคำถามที่บิดเบี้ยวและบิดเบือน

 เป็นการนำ “สมมติฐาน” ที่ไม่มีเหตุมีผล ไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง นำไปถามประชาชน

 เพราะถ้าประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดีจริง เราก็ได้ประโยชน์ด้วย ทำไมจะยอมรับไม่ได้

 ยิ่งกว่านั้น สาเหตุที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ก็ไม่ได้เป็นเพราะว่า รัฐบาลทุจริตแล้วประเทศชาติจึงจะรุ่งเรือง ตรงกันข้าม เหตุกับผลที่นำมาประกอบอ้างกันนั้น มันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

 ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการทุจริต เป็นไปไม่ได้

 เมื่อใดรัฐบาลทุจริต ประเทศชาติไม่มีวันเจริญรุ่งเรือง

 ยกตัวอย่าง คำถามที่ล่อลวงด้วยข้อสมมติที่ไร้เหตุผล เช่น

 (1) “ถ้าถูกโจรปล้นบ้านครั้งหนึ่ง แล้วจะทำให้บ้านเราร่ำรวยรุ่งเรือง” จะยอมให้โจรปล้นได้ไหม?

 ก็ถ้าผลลัพธ์ทำให้บ้านร่ำรวยจริง ทำไมจะไม่ยอมรับ

 (2) “ถ้ามหาวิทยาลัยที่ทำโพลล์ถูกไฟไหม้ แล้วทำให้นักศึกษาได้เกรดดี ได้ความรู้ยอดเยี่ยม” นักศึกษาจะยอมให้ไฟไหม้ได้ไหม?

 ก็ถ้าผลลัพธ์มันดีออกอย่างนั้น ทำไมจะไม่ยอมรับ

 (3) ถ้าเปรียบเทียบกับวิธีคิดที่ว่า “ทำบุญตักบาตรแล้วจะถูกหวย”

 จะพบว่า การทำบุญตักบาตร กับ การถูกหวย ไม่ใช่เหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน

 การให้คนทำบุญตักบาตรมีเจตนาเพื่อให้คนลดกิเลสโดยการบริจาค การเสียสละ แต่การถูกหวยคือความโลภ อยากได้ อยากรวยมากขึ้น

 วิธีคิดเช่นนี้ จึงเป็นการชักจูงให้คนทำบุญ ด้วยการเอาผลประโยชน์มาล่อลวง ซึ่งขัดกับหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา

 (4) แม่ชีทศพรเคยดำเนินการเช่นนี้ แนะนำให้คนตัดกรรม ด้วยการบอก “ถ้ายอมให้เด็กหนุ่มนอนด้วย 2 ครั้ง จะสามารถแก้กรรมได้ ชีวิตจะประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ดวงจะดีตลอดปีตลอดชาติ” ถามว่าจะมีคนยอมไหม?

 ไม่ต่างกับที่พ่อหมอจอมอาคมทั้งหลายที่เปิดสำนักให้หญิงสาวใหญ่น้อยเข้ามาลงอาคม เพื่อให้ตนเองมีเสน่ห์ โดยที่พ่อหมอบอกว่า หากยอมมีเพศสัมพันธ์กับพ่อหมอ ก็จะทำให้ผัวรักผัวหลง มีเสน่ห์ติดตัวตลอดไป ผู้ชายที่ไหนก็จะลุ่มหลงหัวปักหัวปำ

 การล่อลวงด้วยผลลัพธ์ที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกันเลยเช่นนี้ ทำให้มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อ

 ไม่ต่างกับการตั้งคำถามล่อลวงในลักษณะว่า “ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง”

 5) เหตุใดจึงมีการตั้งประเด็นคำถามโพลล์เช่นนี้ ออกมาในช่วงนี้?

 เจตนาแท้จริง คืออะไร?

 โพลล์เพื่อใคร?

 เพราะเรื่องเหล่านี้ เคยมีการถามกันมาแล้ว แต่เหตุใดจึงมาถามอีกเวลานี้ ในยามที่กำลังจะมีรัฐบาลภายใต้อาณัติของทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาครองอำนาจบริหารบ้านเมือง?

 ลดกระแสการต่อต้านคนโกงเข้ามาสู่อำนาจรัฐ หรือไม่?

 ชี้นำให้คนยอมรับการทุจริตของรัฐบาลชุดใหม่ หรือไม่?

 หรือไม่ทันได้คิด แต่มีคนมาจ้างให้ทำก็ทำ อย่างนั้นหรือ?

 หรือเจตนาดี ต้องการให้สังคมตระหนักในปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เพียงแต่ตั้งคำถามที่บกพร่องโดยสุจริต?

 เรื่องนี้ น่าจะเป็นอุทธาหรณ์ เตือนให้คนทำโพลล์ต้องตระหนัก เตือนให้สื่อมวลชนที่นำเสนอผลโพลล์ต้องระมัดระวัง และเตือนให้ประชาชนที่จะเสพข้อมูลข่าวสารจากโพลล์ พึงรู้เท่าทันโพลล์

 นักวิชาการควรได้ตระหนักว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหรือการทำโพลล์ มิได้เป็นเครื่องมือชนิดเดียวของการทำวิจัย

 การหาคำตอบโดยการทำวิจัย มีมากมายหลายสิบวิธีที่จะได้คำตอบ ที่ตรงและสอดคล้องกับความจริงมากกว่า

 อย่าลืมว่า โพลล์คือความเห็นที่ตอบจากความรู้สึกนึกคิด อาจจะเป็นความจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ เคยได้ยินได้รับรู้มาก็ตอบไปตามนั้น ผู้ตอบจึงมิได้แสวงหาข้อเท็จจริงมาตอบ

 การหาความจริงด้วยวิธีวิจัยอย่างอื่นมีมากมาย

 เลิกเชื่อ เลิกเห่อ การหาความจริงของสังคมด้วยการทำโพลล์ได้แล้วครับ!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต