
โดยจะจัดเวทีให้ผู้หญิงเข้ามาประกวดประชันกัน ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และได้เป็นพรีเซนเตอร์ในโฆษณาประชาสัมพันธ์ของกระทรวงแรงงาน มีภาระผูกพันกับกองประกวด 1 ปี
รูปแบบคล้ายๆ กับกองประกวดนางงามทั่วไป
คุณสมบัติผู้เข้าประกวด เช่น ต้องเป็นสุภาพสตรี สัญชาติไทย อายุ 18-35 ปี จะโสดหรือสมรสแล้วก็ได้
ปรากฏว่า โครงการประกวดเทพธิดาแรงงานนี้ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านจากกลุ่มเครือข่ายแรงงาน และงานสตรีในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
เพราะอะไร?
1) พิจารณาลักษณะของการประกวดแล้ว ดูจะมุ่งไปที่การประกวดเรือนร่างสตรี มากกว่าจะเน้นที่ผลงานหรือทักษะความสามารถในการทำงาน
เรื่องนี้ คงปฏิเสธลำบาก เพราะรายงานข่าวระบุถึงขั้นว่า ในใบสมัครนั้น ผู้เข้าประกวดจะต้องกรอกทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง สัดส่วน ทั้งรอบอก-รอบเอว-รอบสะโพก
โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับประวัติการทำงาน ผลงาน และทักษะความสามารถในการทำงาน หรือคุณค่าในด้านการทำงานอื่นใด
2) โดยปกติ กิจกรรมวันแรงงาน น่าจะมีเจตนารมณ์ก็เพื่อแสดงให้เห็นคุณค่าและพลังของแรงงาน ตลอดจนหนุนเสริมการสร้างอำนาจต่อรองของแรงงาน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานในสังคมได้รับการแก้ไขปัญหา และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ที่ผ่านมา ก็ปรากฏเรื่องค่าจ้างแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน สวัสดิการสังคม ฯลฯ
แต่กิจกรรมประกวดผู้หญิงดังกล่าว ยังไม่เห็นว่าจะเกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ข้างต้นนั้นได้อย่างไร
3) ตรงกันข้าม การนำเรือนร่างของผู้หญิงขึ้นมาประกวดประชันกันนั้น ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการเหยียบย่ำซ้ำเติม หรือลดทอนคุณค่าที่แท้จริงของ “แรงงานสตรี” ในสังคมไทย
ต้องยอมรับว่า สังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้การยอมรับ หรือยกย่องคุณค่าของแรงงานสตรีอย่างที่ควรจะเป็น โดยในทุกวงการทำงาน จะพบว่าแรงงานสตรียังไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียมกับแรงงานชาย
ปัญหานี้ ไม่ได้เริ่มมีเฉพาะในแวดวงการทำงานเท่านั้น แต่เริ่มต้นมาตั้งแต่ในระดับครอบครัว สถาบันการศึกษา ค่านิยม อคติทางเพศ รวมไปถึงเงื่อนไขในสังคมอีกหลายประการ ที่ทำให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด
ผมเคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งในที่ประชุมต่างๆ หลายครั้ง เรื่องมีอยู่ว่า…
มีพ่อพาลูกขับรถไปเที่ยว แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุ พ่อเสียชีวิต และลูกถูกนำส่งโรงพยาบาล
แพทย์ที่รับคนไข้บอกว่าต้องรับการผ่าตัดด่วน จึงโทร.เรียกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาทำการผ่าตัด แต่เมื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาถึง กลับบอกว่า ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ เพราะโดยจรรยาบรรณและความผูกพัน ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดลูกตัวเองได้ ?!?!?
คำถามคือ เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้ฟังส่วนใหญ่ มักคิดว่า ก็ในเมื่อพ่อตายไปแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาอ้างว่าตนเป็นพ่อของเด็กได้อย่างไร?
แต่คำเฉลยสำหรับเรื่องนี้ คือ เป็นไปได้
เพราะครอบครัวนี้ มี พ่อกับลูกชาย ขับรถไปด้วยกัน และก็มีแม่ซึ่งประกอบอาชีพเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาล
คนจำนวนมากที่คิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ก็เพราะมีความเชื่อที่ถูกวางระบบเอาไว้โดยอัตโนมัติว่า คนเป็นผู้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ น่าจะเป็นผู้ชาย เมื่อเป็นผู้ชายก็ต้องเป็นพ่อ และเมื่อพ่อของเด็กคนนี้ตายไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ชายคนอื่นก็ไม่มีทางจะเป็นพ่อของเด็กคนนี้ได้
แต่สำหรับท่านที่คิดต่างออกเพียงนิดเดียว ว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ คือผู้หญิง ก็จะเข้าใจต่อไปได้อย่างราบรื่นว่า เด็กที่ประสบเหตุก็อาจจะเป็นลูกของผู้หญิงคนนี้ได้
เรื่องนี้ สะท้อนปรากฏการณ์ทางความคิดบางอย่าง ที่มีการจัดวางระบบคิด ความเชื่อ ความคาดหวัง หรือทัศนะค่านิยมที่มีต่อผู้หญิง และบทบาทของผู้หญิงในสังคมเอาไว้อย่างแนบเนียน
บอกกลายๆ ถึงความเชื่อพื้นฐานที่ไม่แน่ใจว่าผู้หญิงจะทำงานบางอย่างได้
การคิดแบ่งเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นไปตามค่านิยม และสภาพสังคมที่เป็นอย่างนั้นมานาน เพียงแต่ว่า ถ้าให้ความคิดนี้มาเป็นกรอบกำหนดสังคมปัจจุบันและในอนาคต ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะหากเราคิดแต่ว่าบทบาทหน้าที่บางอย่างเหมาะสำหรับผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น ก็เท่ากับว่า เราพลาดโอกาสที่จะได้ใช้คนจำนวนอีกกว่าครึ่งหนึ่งที่เป็นเพศตรงข้าม เข้ามารับหน้าที่นั้น
กลับมาที่การประกวดเทพธิดาแรงงาน จึงเห็นได้ว่า การจัดประกวดเรือนร่างข้างต้นนั้น เป็นการซ้ำเติมความคิดที่กักขังศักยภาพและความสามารถในการทำงานของคนเป็นหญิงไว้ที่รูปกายภายนอก โดยที่การประกวดไม่ได้ขับเน้นให้สตรีเพศได้แสดงความสามารถที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่ภายในออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ และตระหนักรู้แก่สังคมนั่นเอง
จึงเป็นการลดทอนคุณค่าที่แท้จริงของแรงงานสตรี
4) ก่อนจะถึงวันแรงงาน 1 พ.ค. 2554 ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร
หากกระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการผู้จัดงานจะได้รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ และนำมาปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานเสียใหม่ ก็จะเป็นประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีเจตนาต้องการคัดเลือกผู้หญิงไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ในโครงการขยายความคุ้มครองประกันสังคม ในมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคมจริงๆ โดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง ก็ยิ่งสมควรจะต้องทบทวนเปลี่ยนแปลงรูปแบบ วิธีคิด และการให้คุณค่าแก่แรงงาน ในการคัดเลือกพรีเซนเตอร์
ต้องเลิกความคิดที่จะหาสาวสวย หุ่นดี ในแบบพริตตี้ มาเป็นพรีเซนเตอร์แรงงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการขยายความคุ้มครองประกันสังคมนั้น พรีเซนเตอร์ที่มีลักษณะของ “คนสู้ชีวิต” น่าจะเหมาะกว่า “คนสวยเซ็กซี่” ด้วยซ้ำ
ควรถือโอกาสนี้ ระดมการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายแรงงานทั้งหลาย เพื่อค้นหาคุณค่าของแรงงานที่แท้จริงและต้องการจะนำเสนอสู่สังคม อาจจะเป็นแรงงานนอกระบบที่สู้ชีวิต, แรงงานที่ไม่หยุดการเรียนรู้ พัฒนาทักษะชีวิตและความสามารถในการทำงานอย่างน่ายกย่อง, แรงงานที่มีผลงานดีเด่น ฯลฯ
นำเสนอแง่มุมชีวิต ตลอดจนกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองของแรงงานตัวอย่างในสังคม ซึ่งมีอยู่ในทุกวงการ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ
แถมยังมีทั้งแรงงานในประเทศ และแรงงานไทยในต่างแดนอีกด้วย
อาจจะจัดประกวด หรือสืบเสาะค้นหาแรงงานตัวอย่าง ที่สามารถพัฒนาตนเองจากแรงงานไร้ฝีมือ มาสู่แรงงานคุณภาพ เพื่อนำมาเป็นพรีเซนเตอร์หรือแบบอย่าง ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้แก่ชาวแรงงานด้วยกันเอง
ประกาศให้สังคมได้รู้ได้เห็นถึงคุณค่าของแรงงาน ซึ่งโลกจะขาดเสียไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะในการผลิตใด สร้างถนนหนทาง อุตสาหกรรม โรงงาน สิ่งทอ อาหาร ยานยนต์ ยารักษาโรค คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ล้วนต้องใช้แรงงานในการสร้างโลกทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ก็ไม่ควรจะค้นหาเฉพาะ “เทพธิดาแรงงาน” แต่อาจจะรวมเอา “เทพบุตรแรงงาน” ดำเนินการไปในโอกาสเดียวกัน
เพื่อให้เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีส่วนทำให้สังคมไทยได้มองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของแรงงาน
ซึ่งไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย