แผ่นดินไหว สึนามิ นิวเคลียร์ บทเรียนจากญี่ปุ่น (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 14/3/2011

  

วิบัติภัยที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ประกอบด้วยพิบัติภัยร้ายแรง 3 อย่าง ในเวลาไล่เลี่ยกัน

1) แผ่นดินไหว

ครั้งนี้ ระดับความรุนแรง เกือบจะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยมีจารึกกันไว้

แถมยังมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง

ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ประกาศว่า ความรุนแรงของเหตุแผ่นดินไหว เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ในทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะฮอนชู สูงถึง 9.0 ริกเตอร์ (จากเดิมที่เคยประกาศว่า 8.9 ริกเตอร์)

เกิดความเสียหายต่ออาคาร บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ถนน ทางรถไฟ และชีวิตของผู้คนอย่างทันที

2) คลื่นสึนามิ

หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ได้ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิ สูง 10 เมตร ซัดเข้าถล่มชายฝั่งทะเลหลายจังหวัด

อาคาร บ้านเรือน สนามบิน ท่าเรือ โครงข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งหลาย ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล ถูกคลื่นถล่มราบเป็นหน้ากลอง เกิดความเสียหายต่อชีวิตประชาชนและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล

3) นิวเคลียร์

หลังเหตุแผ่นดินไหวเพียง 1 วัน ปรากฏว่า เกิดเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไดอิจิในจังหวัดฟุกุชิมะ (ห่างจากกรุงโตเกียว 240 กม.)

รัฐบาลญี่ปุ่นตรวจสอบและประกาศว่า แรงระเบิดได้ทำความเสียหายต่ออาคารคอนกรีต ซึ่งมีเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 ตั้งอยู่ ทำให้หลังคาและกำแพงอาคารพังทลาย แต่คอนเทนเนอร์เหล็กที่ครอบเตาปฏิกรณ์รวมทั้งเตาปฏิกรณ์ไม่ได้เสียหาย มีคนงานบาดเจ็บ 4 คน และมีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา

ล่าสุด โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ยืนยันว่า เตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 1 ในจังหวัดฟุกุชิมะ มีปัญหาขัดข้องทางเทคนิคขึ้นกับปั๊มอัดฉีดน้ำหล่อเย็นเข้าไปภายในเตาปฏิกรณ์ ทำให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดและการหลอมละลายภายในเตาปฏิกรณ์

จนถึงขณะนี้ ทางการญี่ปุ่นยังอยู่ระหว่างการแก้ปัญหาทั้งด้านเทคนิค การอพยพผู้คน เฝ้าระวังกัมมันตรังสี ฯลฯ

 

จากภัยพิบัติใหญ่ที่เกิดขึ้นทับซ้อนในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบร้ายแรง มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก (ขณะนี้น่าจะกว่า 1,000 คน) และยังไม่สามารถยันยันยอดคนตายที่แน่ชัด เพราะยังมีผู้สูญหายอีกนับหมื่นคน

ผู้คนหลายล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดน้ำดื่ม อาหาร ผ้าห่ม ไม่มีไฟฟ้าใช้

หลายแสนคนต้องอพยพเข้าไปอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชั่วคราว

นับเป็นความสูญเสียที่น่าสลดใจ และควรได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเชื้อชาติใดอย่างยิ่ง

แต่ในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น หากตั้งสติ ลองพิจารณาค้นหาบทเรียนในบางแง่มุมเพื่อมิให้ความสูญเสียครั้งนี้ต้องสูญเปล่า

หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 แล้ว แม้ครั้งนี้ญี่ปุ่นจะถูกถล่มถึง 3 อย่าง ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ และปัญหานิวเคลียร์ แต่จนถึงเวลานี้ ยังพบว่า ความเสียหายที่ญี่ปุ่นได้รับ โดยรวมยังคงน้อยกว่าสึนามิในครั้งนั้น

สึนามิในครั้งนั้น ทำให้ผู้เสียชีวิตในประเทศไทยกว่า 5,000 คน, ในอินโดนีเซีย เสียชีวิตกว่า 150,000 คน, ในศรีลังกากว่า 40,000 คน นอกจากนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย พม่า อินเดีย บังคลาเทศ โซมาเลีย แทนซาเนีย ฯลฯ รวมยอดผู้เสียชีวิตจากสึนามิครั้งนั้น ไม่น้อยกว่า 200,000 คน

แต่วิบัติภัยที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ มีทั้งแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ คลื่นสึนามิ และยังมีปัญหาเรื่องนิวเคลียร์

สิ่งที่น่าคิด คือ แม้วิบัติภัยครั้งนี้จะรุนแรงอย่างยิ่ง แต่ทำไมญี่ปุ่นจึงรับมือกับวิบัติภัยร้ายแรงได้โดยสามารถรักษาชีวิตของผู้คน ไว้อีกจำนวนมาก

1) ความมีวินัย มีระเบียบ และการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดต่อคำเตือน ตลอดจนวิธีปฏิบัติที่มีการซักซ้อม หรือเรียนรู้กันไว้ก่อนแล้ว

ดังปรากฏว่า เมื่อเหตุแผ่นดินไหว คนญี่ปุ่นจำนวนมากก็รู้วิธีหลบอยู่ใต้โต๊ะ เอาตัวรอดเบื้องต้น หรือเมื่อมีคำเตือนเรื่องสึนามิ ผู้คนก็พากันหนีขึ้นสู่ที่สูง เอาชีวิตรอด ปลอดภัยไว้ก่อน ไม่คิดว่า “ไม่เป็นไร”

ชีวิตของคนสำคัญกว่าทรัพย์สินนอกกาย

2) อาคารสูงส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น มีการออกแบบก่อนสร้างเพื่อรองรับเหตุแผ่นดินไหว

โครงสร้างของตึกขยับได้ รับแรงสั่นไหว อาคารจำนวนมากจึงไม่พังทลาย

3) การรับมือกับนิวเคลียร์

แม้ญี่ปุ่นจะเคยถูกถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ แต่ปัจจุบันในญี่ปุ่นกลับใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าใช้จำนวนมาก มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 54 เครื่อง ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 18 แห่ง ผลิตกระแสไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29 ของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศทั้งหมด

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ มีความเสียหายต่อโรงไฟฟ้าบางแห่ง ทางการญี่ปุ่นก็มีวิธีปฏิบัติชัดเจน มีการตรวจสอบ เฝ้าระวัง แก้ปัญหาเทคนิค รวมทั้งการอพยพผู้คนในรัศมี 10 กิโลเมตร พร้อมอธิบายวิธีปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน ไม่ตื่นตระหนก

สะท้อนว่า มีการเตรียมรับมือกับภาวะวิกฤติเอาไว้ในระดับหนึ่ง เพราะมีทั้งการจัดการเรื่องเทคนิค และการจัดการเรื่องผู้คนไปในคราวเดียวกัน

วิกฤติที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ คนไทยและคนทั้งโลก ควรจะเรียนรู้ถึงความสำคัญของการเตีรยมตัวรับมือกับภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด เอาไว้ล่วงหน้า

ควรสร้างวัฒนธรรมเรื่องปลอดภัย ทำลายความเชื่อในลักษณะว่า “คงไม่เป็นไร เสียเวลาเปล่า”

ควรเห็นความสำคัญของสื่อสารมวลชน อย่างที่ญี่ปุ่นได้ใช้สื่อ ทีวีเอ็นเอชเค นำเสนอข่าวสารของตนออกสู่สังคมโลกอย่างทันท่วงดี และเกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเอง

ควรมีการให้ความรู้ และซักซ้อมความเข้าใจ จนสามารถปฏิบัติตนได้อย่างอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุร้ายว่า ใครควรทำอะไร อย่างไร

ควรหนีไปที่ไหน อย่างไร และต้องแก้ปัญหาไหน ก่อน-หลัง อย่างไร

เพราะขณะนี้ เขื่อนในประเทศไทยก็มีเยอะ แผ่นดินไหวก็ใกล้เข้ามาทุกที สึนามิก็เคยมีบทเรียนมาแล้ว และในอนาคต เมื่อราคาน้ำมัน ราคาต้นทุนพลังงานอื่นๆ ยังคงแพงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ประเทศไทยก็อาจจะหลีกหนีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตกระแสไฟฟ้าไม่พ้น

ควรเรียนรู้ที่สร้างระบบและวัฒนธรรมการป้องกันภัย

เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ และไม่หวาดกลัวเกินเหตุ ดูจากญี่ปุ่น เขาเคยมีแผ่นดินไหวมากมาย และแม้เกิดเหตุครั้งนี้แล้ว เขาก็ยังคงใช้พลังงานนิวเคลียร์อยู่ แต่มีการพัฒนาปรับปรุงระบบความปลอดภัยดีขึ้นมาเป็นลำดับ

บทเรียนจาดญี่ปุ่นครั้งนี้ น่าจะช่วยให้ไทยเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเสี่ยงซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ได้ดีขึ้น

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต