

โค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองประกาศแยกตัวออกเป็นสองขั้วที่แตกต่างกันชัดเจน คือ ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ซึ่งประกาศไม่มีทางจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้เด็ดขาด
ข้อต่างที่เห็นได้ชัด สรุปง่ายๆ คือ ไม่อุ้มทักษิณ กับอุ้มทักษิณและจะให้ประเทศอยู่ในระบอบทักษิณ
วันนี้ ประมวลข้อมูลข้อเท็จจริงที่พรรคการเมืองทั้งสองขั้วต่างหาเสียงเอาไว้ เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบดูเป็นตัวอย่างว่า ถ้าเลือกใคร เลือกฝ่ายไหน แล้วจะได้อะไร หรือเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเรา
1) เลือกประชาธิปัตย์… ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศไม่อุ้มทักษิณ ให้คดีทั้งปวงของทักษิณยังคงอยู่ และดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม
เลือกเพื่อไทย… ได้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศอุ้มทักษิณ คือ จะอาศัยอำนาจรัฐดำเนินการล้มล้างคดีความผิดทั้งปวง เพื่อให้ทักษิณกลับบ้านโดยไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ศาลตัดสินแล้ว เช่น คดีที่ดินรัชดาฯ หรือคดียึดทรัพย์อันได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดิน 46,000 ล้านบาท ก็ต้องเอาเงินแผ่นดินจ่ายให้ทักษิณและครอบครัว (รวมทั้งตัวยิ่งลักษณ์เองด้วย)
ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตของทักษิณ อาทิ คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่าเอื้อชินฯ คดีธนาคารกรุงไทยถูกสั่งให้เอกชนกู้โดยทุจริต หรือแม้แต่คดีเบิกความเท็จ คดีแจ้งขายหุ้นเป็นเท็จ ฯลฯ ทั้งหมดก็จะถูกลบล้างโดยสิ้นเชิง
โดยที่คดีเหล่านั้น บางคดี เกี่ยวข้องกับนางสาวยิ่งลักษณ์โดยตรง
2) เลือกประชาธิปัตย์… โครงการประกันรายได้เกษตรกรเดินหน้าต่อไป รัฐไม่ต้องสต็อกข้าวมหาศาล ไม่ต้องขายข้าวรัฐแบบขาดทุนให้บางคนรวย ไม่แทรกแซงกลไกตลาดข้าว ไม่ตั้งราคาสูงเกินตลาดโลกจนทำลายการส่งออกข้าวของประเทศไทย
เลือกทักษิณคิด เพื่อไทยทำ… ยกเลิกโครงการประกันรายได้เกษตรกร เอาผีโครงการจำนำข้าวกลับมา ซึ่งแม้จะตั้งราคารับจำนำสูง ก็ไม่มีทางยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก เพราะข้าวที่ค้าขายกันในตลาดโลกเป็นเพียงข้าวส่วนน้อยที่มีการผลิตทั่วโลก มีแต่จะทำให้ไทยส่งออกข้าวได้น้อยลง รัฐจึงต้องรับซื้อข้าวราคาสูงไว้เอง โดยซื้อจากคนบางคนในจำนวนมหาศาล ก่อนจะขายขาดทุนมโหฬารให้กับผู้ส่งออกบางรายในที่สุด ซึ่งเคยมีบทเรียนมาแล้วในยุครัฐบาลสมัครและสมชาย โดยเงินทุกบาทที่นำมาถลุงนั้นเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน
3) เลือกประชาธิปัตย์… การใช้จ่ายงบประมาณตามโครงการหาเสียงทั้งหลาย รวมทั้งโครงการสวัสดิการสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สวัสดิการแรงงานนอกระบบ ฯลฯ ได้รับการยืนยันว่ามีแหล่งที่มารายได้ชัดเจน แน่นอน และอยู่ในกรอบกฎหมายงบประมาณ
เลือกเพื่อไทย… ประกาศโครงการลดแลกแจกแถมเต็มที่ และยังจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัทขนาดใหญ่ที่รวยๆ ยิ้ม) แต่เมื่อถูกซักถามว่า เงินก็จะใช้ ภาษีก็จะลด แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาทำ เพราะบอกว่าจะไม่กู้ ทีมเศรษฐกิจของเพื่อไทยตอบว่า “เงินในอากาศ” ที่จะเข้ามาพร้อมการลงทุนของบริษัทเอกชนเมื่อมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล?!!
4) เลือกประชาธิปัตย์… ได้ทีมเศรษฐกิจที่ทำงานนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุมวิกฤติเศรษฐกิจมาตลอดระยะเวลาสองปีครึ่งจนปัจจุบัน อัตราการว่างงานน้อยกว่าที่เคยเป็นห่วงกันไว้ในช่วงต้นปี 2552 การส่งออกดีขึ้น ตลาดทุนดีขึ้น รายได้ของเกษตรกรสูงขึ้น ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของไทยสูงเป็นประวัติการณ์ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลงกว่าในยุคทักษิณเสียอีก ฯลฯ
เลือกทักษิณคิด เพื่อไทยทำ… ต้นทุนของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อยที่สุด คือ จะต้องยกเงินแผ่นดิน 46,0000 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวทักษิณ และจะได้โครงการเศรษฐกิจที่ทักษิณคิดเองเออเอง เช่น ถมทะเล เลียนแบบประเทศตะวันออกกลาง ทั้งๆ ที่ บ้านเรากับเมืองแขกแตกต่างกันสิ้นเชิง, แจกบัตรเครดิตเกษตรกร ซ้ำเติมปัญหาหนี้สินเกษตรกร ฯลฯ
5) เลือกประชาธิปัตย์… ได้รัฐบาลที่ไม่สนับสนุนการเผาบ้านเผาเมือง ไม่มีรัฐมนตรีที่มีคดีเผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้าย และล้มเจ้า เป็นชนักติดหลัง
เลือกทักษิณ… อาจได้รัฐบาลปูนบำเหน็จและปกป้องคนที่อยู่ในขบวนการเผาบ้านเผาเมือง ดังที่ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยได้ใส่ชื่อแกนนำเสื้อแดงที่ต้องคดีเผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้าย และดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เอาไว้ในบัญชีรายชื่อ ส.ส.ลำดับต้นๆ หลายคน
6) ถ้าอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ความชัดเจนทุกอย่าง การตัดสินทุกเรื่อง ประชาชน สื่อมวลชน นักธุรกิจ และนานาประเทศ สามารถซักถาม ตรวจสอบ และจะได้คำตอบชัดเจนที่ตัวนายอภิสิทธิ์เอง เหมือนเมื่อสองปีเศษที่ผ่านมา
ถ้ายิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล นโยบายสาธารณะ หรือการตัดสินใจที่กระทบกับภาคธุรกิจต่างๆ เชื่อได้และเป็นไปได้ว่าผู้เกี่ยวข้องจะวิ่งเข้าหาทักษิณ เพราะถูกมองว่าเป็นผู้กุมอำนาจการตัดสินอยู่เหนือตัวน้องสาวที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “หุ่นเชิด”
”ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” การทำงานในฐานะ “รัฐบาลไทย” คงจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก เพราะคนมีอำนาจที่แท้จริงไม่ต้องถูกตรวจสอบตามกฎหมาย เนื่องจากยังหนีคดีอยู่ต่างประเทศ แต่ยังจะใช้วิธีสั่งงานอยู่หลังม่าน นานาอารยะประเทศจะให้การยอมรับเชื่อถือได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทักษิณมีสถานะเป็นผู้ร้ายหลบหนีอาญาแผ่นดิน ประเทศอังกฤษก็ดี สหรัฐก็ดี ล้วนแต่ไม่ให้การต้อนรับ
ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างลาวและมาเลเซีย เขาก็ยังไม่ให้เข้าประเทศ
แม้กระทั่งภาพที่ปรากฏช่วงหาเสียง ก็เห็นความแตกต่างกันสิ้นเชิง ดังที่เห็นผ่านสื่อมวลชนว่า ทุกเรื่องที่ไปถามนายอภิสิทธิ์จะมีคำตอบที่สามารถลงไปในรายละเอียด แต่เมื่อไปถามนางสาวยิ่งลักษณ์จะได้คำพูดเพียงไม่กี่คำที่เป็นเหมือนสคริปต์ สโลแกนสินค้า เช่น “แก้ไข ไม่แก้แค้น” ฯลฯ โดยไม่สามารถตอบลงรายละเอียดได้
ทำให้นึกถึงงานมอเตอร์โชว์ ที่มักพบว่า “สาวพริตตี้” ก็ไม่สามารถตอบคำถามเป็นรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับตัวรถได้ แต่อาศัยเพียงรูปร่าง รูปลักษณ์ภายนอก เป็นเครื่องมือดึงดูดคนให้สนใจสินค้า
สุดท้าย… ขณะนี้ บ้านเมืองเดินมาถึงทางสามแพร่ง ที่ดูเหมือนว่าประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 ได้แก่
ทางที่หนึ่ง เชื่อมั่นนายกฯ อภิสิทธิ์ เลือกประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์เดินหน้าเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หากรัฐบาลไม่ละเมิดกฎหมาย ฝ่ายใดก็ไม่มีคามชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในบ้านเมือง
ทางที่สอง เชื่อมั่นทักษิณ เลือกเพื่อไทย เอายิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ เดินหน้าอุ้มทักษิณ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองตามมาอย่างแน่นอน
และทางที่สาม เชื่อสนธิ โดยกาโหวตโน ซึ่งถ้าหากคนที่ไม่เอาทักษิณ ไม่อุ้มทักษิณ หันมากาโหวตโนกันมากๆ ก็จะตัดคะแนนอภิสิทธิ์ เท่ากับช่วยทักษิณไปโดยปริยาย
แต่จะตัดสินใจอย่างไร เป็นดุลพินิจโดยอิสระของท่านผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน
เมื่อเข้าคูหาไปแล้ว มีเพียงตัวท่านกับหัวใจและปากกา
ก่อนลงคะแนน โปรดถามถึงจิตใจในส่วนลึกสักนิดว่า เลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าจะเลือกเพื่อบ้านเพื่อเมืองให้ไปรอดต่อไปได้ เราจะเลือกใคร?