เปิดบ่อนกาสิโน จนเงินหรือจนปัญญา? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (3/10/2011)


 “…เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว มีสามี มือใหญ่ใจเติบ และมีลูกชายที่น่ารัก คงจะมีความ ตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง ป้องกัน มิให้คนในครอบครัวของตนตกเป็นทาสการพนัน อาจจะเริ่มต้นจากการทดลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า ถ้าสามีของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะสบายใจอยู่ไหม? ถ้าลูกชายของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะสุขสบายใจได้ไหม?…”

 แนวคิดที่ต้องการจะเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทย โดยอำพราง ไว้ในเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการนำแนวคิดเดิมที่เคยผลักดันในยุครัฐบาลทักษิณ กลับมาอีกครั้งในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

 คราวนี้ จิ้มเลือกลงไปที่ทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งข้าวหอมมะลิสำคัญของโลก

 แถมผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นายวันชัย สุระกุล ลงทุนลงแรงออกมาขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 หวังเปิดทางให้สร้างกาสิโนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท

 ยิ่งกว่านั้น คนระดับว่าที่ ผบ.ตร. พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ก็ออกมาเอออวยไปด้วยกัน

 อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ยามใดที่มีการเสนอแนวคิดว่าจะเปิดบ่อนกาสิโนออกมา ยามนั้น ฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจรัฐอยู่ก็มักจะตกอยู่ในภาวะ “จนตรอก”

 หากรัฐบาลไม่จนเงิน ขาดเงิน ขาดรายได้มาใช้จ่าย รัฐบาลก็มักจะกำลังจนตรอกทางปัญญา

 ไม่รู้จะสร้างผลงานที่ดีๆ ให้ประชาชนกล่าวขวัญถึงได้อย่างไร

 หรือไม่ ก็มักจะจนตรอกทางการเมือง จึงพยายามปลุกกระแสกาสิโนขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

 ลองดูในสมัยรัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลสมัครก็ได้

 เรียกว่า เป็นตัวชี้วัดความจนตรอกของรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง

 1) อ้างกันเรื่อยเปื่อยว่า หากเปิดบ่อนกาสิโนแล้ว จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ

 อ้างว่า ธุรกิจการพนันมีเงินหมุนเวียนสูงกว่าหนึ่งแสนล้านบาท

 แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินหมุนเวียนในกาสิโนนั้น ไม่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจเลย

 คนละเรื่องกับเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการในตลาดค้าขายทั่วไป

 เพราะการเล่นพนันในบ่อน เงินได้เสียระหว่างคนเล่นกับเจ้ามือ เป็นเพียงการโอนเงินจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง โดยเงินของคนเล่นเสียก็ตกไปเป็นของคนที่เล่นได้

 จำนวนเงินรวมทั้งหมด เท่าเดิม

 มิได้ผลิตสินค้าหรือบริการใดเพิ่มขึ้น จึงไม่เพิ่มรายได้ของระบบเศรษฐกิจส่วนรวม

 ไม่เหมือนซื้อสินค้า ที่จะทำให้เกิดการผลิต และเกิดการหมุนเวียนทรัพยากรการผลิตต่างๆ ตามมา

 การพนันจึงไม่เกิดคุณค่าแก่สังคมส่วนรวม

 หากภาครัฐจะได้บ้าง ก็คงมีค่าต๋ง หรือถ้ารัฐเป็นเจ้ามือเอง ก็คงเพียงแต่กินเงินชาวบ้านมาเข้ากระเป๋าตนเท่านั้นเอง

 ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับต้นทุน ผลกระทบ และความเสียหาย ที่มีต่อทรัพยากรมนุษย์และสังคม เสียเวลา เสียโอกาสไปทำมาหากินอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มผลิตผลที่มีค่ามากกว่านี้

 ยังไม่นับถึงปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรม และการทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น การฆ่าตัวตาย การจี้ ปล้น ลักทรัพย์ การยักยอกเงินบริษัท การเบี้ยวหนี้ธุรกิจ การทุบตีภรรยา การแย่งชิงมรดก การละทิ้งลูกเมียพ่อแม่ ฯลฯ ตลอดจนค่านิยมในสังคมที่จะผิดเพี้ยนมากขึ้นไปอีก

 2) อ้างกันอีกว่า มีบ่อนชายแดน ทำให้เงินไหลออกไปเล่นบ่อนชายแดน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

 อันที่จริง ถ้ารู้ขนาดนี้ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เจ้าของบ่อนชายแดนส่วนใหญ่นั้นก็ล้วนเป็นคนไทย

 เพราะฉะนั้น ถ้าคนเล่นได้ก็นำเงินกลับเข้าประเทศ ถ้าเจ้าของบ่อนได้ก็นำรายได้กลับเข้าประเทศ

 แต่อันที่จริง หากไม่ต้องการให้คนออกไปเล่นการพนันบ่อนชายแดนจริงๆ ก็ยังมีหลากหลายวิธีที่ป้องกันและปราบปราม อย่างได้ผล เช่น การเข้มงวดเอาจริงกับการตรวจตราวิธีผ่านด่านชายแดน การควบคุมการนำเงินเข้าออก รวมถึงกลวิธีแก้เผ็ด ดัดสันดานนักพนันตามชายแดนอีกมากมาย เป็นต้น

 ยิ่งกว่านั้น หากอ้างว่า เมื่อมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายแล้ว ก็จะได้แก้ปัญหาบ่อนเถื่อน บ่อนกลางกรุง บ่อนวิ่ง บ่อนลอยฟ้า ฯลฯ ข้อนี้ ก็เป็นข้ออ้างเลื่อนลอยอย่างยิ่ง

 ไม่มีหลักประกันใดเลยว่า เมื่อมีบ่อนถูกกฎหมายแล้วจะไม่มีบ่อนเถื่อน

 ที่ผ่านมา เมื่อมีสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยรัฐบาล ก็ยังปรากฏว่า มีหวยเถื่อนแพร่ระบาด

 ปัญหาอยู่ที่ตำรวจและผู้มีอำนาจรัฐ จะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายหรือไม่

 ถ้าเอาจริง เชื่อแน่ว่าจะปราบสิ่งผิดกฎหมายได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องลดน้อยลงกว่านี้มาก (ไม่ว่าจะหวยใต้ดิน บ่อนเถื่อน หรือการออกไปเล่นพนันตามบ่อนชายแดน)

 3) นอกจากนี้ บ่อนการพนันถูกกฎหมายยังจะเป็นแหล่งฟอกเงิน เป็นรากฐานขององค์กรอาชญากรรม และการ ทุจริตทางการเมือง เป็นช่องทางผ่องถ่ายผลประโยชน์จากการคอรŒรัปชั่น และธุรกิจอิทธิพลนอกกฎหมาย

 คงจำได้ อดีตนักการเมือง (ปัจจุบันบวชเป็นพระ) คุณรักเกียรติ สุขธนะ เคยอ้างต่อศาลในคดีทุจริตว่า ตนเองได้เงินมาจากการเล่นการพนัน มิใช่การโกง แต่ยังดีที่กรณีนั้น ป.ป.ช.มีหลักฐานอื่นมาโต้แย้ง ทำให้จำนนด้วยข้อเท็จจริง

 หากเปิดบ่อนกาสิโนได้จริง นักการเมืองบ้านเราจะฮั้วกับผู้มีอำนาจรัฐที่ดูแลบ่อน ทำการปลอมแปลงเอกสาร หรืออาศัย บ่อนกาสิโนในเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ เป็นเครื่องมือฟอกเงิน หรือปิดบังอำพรางการทุจริตประพฤติมิชอบของพวกตนได้ง่ายขึ้นหรือไม่

 4) หากเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยมีบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย ย่อมเป็นความเข้าใจผิดมหันต์

 ในความเป็นจริง เราเคยมีบ่อนถูกกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบ่อนจะได้รับชื่อบรรดาศักดิ์ ว่า “ขุนพัฒนสมบัติ” สมัยนั้นทางการสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาท

 ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ยังได้กำหนดภาษีการพนันเพิ่มขึ้นจากอากรบ่อนเบี้ย และสามารถเก็บภาษีได้ปีละ 500,000 บาท กระทั่งในปี พ.ศ.2413 เฉพาะในแขวงกรุงเทพฯ ก็ยังมีบ่อนใหญ่ประจำอยู่ 126 ตำบล และยังมีบ่อนเบี้ยขนาดเล็กอีกประมาณ 277 ตำบล

 แต่ในที่สุด ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกบ่อนการพนัน ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า การมีราษฎรมัวเมาในการพนันย่อมเป็นเหตุนำไปสู่ความวิบัติ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ในความมั่นคงของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้อื่นมาทดแทนรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย โดยมีประกาศเริ่มลดจำนวนบ่อนลงเรื่อยๆ จนเหลือบ่อนอยู่เพียง 9 ตำบล ในพ.ศ.2453 แต่กว่าจะเลิกบ่อนกาสิโนในประเทศไทยได้ ก็แสนยากลำบาก กระทั่งในสมัยรัชกาล ที่ 6 จึงได้มีประกาศปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2460

 พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริหลายประการเกี่ยวกับบ่อนการพนัน ซึ่งพสกนิกรอย่างพวกเราน่าจะน้อมใส่เกล้าฯ เช่น เมื่อครั้งเสด็จฯประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ไปเมือง มอนติกาโล เมืองแห่งการพนัน ทรงเรียนตำราเล่นการพนันต่างๆ ในกาสิโน และทรงบันทึกในพระราชหัตถเลขา ดังพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 พระราชทานกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ.2450 ความบางตอนว่า

 ”…ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจ ข้อซึ่งเข้าใจกันว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้นไม่จริงเลย สนุกยิ่งกว่าอะไรๆหมด ถ้าชาวบางกอกได้รู้ไปเล่นแล้ว ฉิบหายกันไม่เหลือ ถ้าหากว่าไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไร จะรอช้าแต่สักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที”

 นอกจากนี้ พระปิยมหาราชยังทรงอรรถาธิบาย ถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องเลิกบ่อนเบี้ยการพนันไว้ใน พระราชนิพนธ์ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” พิมพ์ ในงานพระราชทานเพลิงพระศพพลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ความบางตอนว่า

 ”การที่พระเจ้าแผ่นดินอนุญาตหรือทรงเห็นดีด้วยในเรื่องเล่นเบี้ย นี้ก็คงจะเป็นความจริง แต่คงจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินบางองค์… เพราะเหตุฉะนั้นถึงแม้ว่าพระเจ้าแผ่นดินภายหลังจะมิได้เลิกธรรมเนียมยกหัว เบี้ยพระราชทาน ในเวลาตรุษเวลาสงกรานต์เสียก็ดี แต่ก็ไม่ได้โปรดให้เล่นเบี้ยในพระราชวังหรือทรงสรรเสริญการเล่นเบี้ยว่าเป็น การสนุกสนานอย่างหนึ่งอย่างใดเลย

 เพราะเหตุที่พระบรมราชวงศ์ปัจจุบันนี้ พระเจ้าแผ่นดิน ดำรงอยู่ในคุณความประพฤติดี 3 ประการ คือ ไม่ทรงประพฤติและทรงสรรเสริญในการที่เป็นนักเลงเล่นเบี้ยการพนันอย่าง 1 ไม่ทรงประพฤติในการดื่มสุราเมรัยและกีดกันมิให้ผู้อื่นประพฤติอย่าง 1 ไม่ทรงประพฤติล่วงในสตรีที่เป็นอัคคมนิยฐานนี้อย่าง 1 เป็นความประพฤติซึ่งพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชวงศ์นี้ได้ทรงงดเว้นเป็นชาติสืบๆ กันมา พระบรมราชวงศ์นี้จึงได้ตั้ง ปกครองแผ่นดินอยู่ยืนยาวกว่าบรมราชวงศ์อื่นๆ ึ่งได้ปกครอง แผ่นดินมาแต่กาลก่อนแล้ว บ้านเมืองก็เจริญสมบูรณ์ปราศจาก เหตุการณ์ภายในซึ่งจะให้เป็นที่สะดุ้งสะเทือนหวาดหวั่นแก่ชน ทั้งปวง

 แต่การเล่นเบี้ยนั้น เป็นที่ไม่ต้องพระอัธยาศัยมาทุกๆ พระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้น ควรที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ซึ่งมีความนับถือเคารพต่อพระบารมีและพระ เดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินสืบๆ กันมา ควรจะคิดตริตรองให้เห็นโทษ เห็นคุณตามที่จริง และงดเว้นการสนุก และการหาประโยชน์ในเรื่องเล่นเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการฉลองพระเดชพระคุณทะนุบำรุงแผ่นดิน เพิกถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ย ซึ่งอบรมอยู่ในสันดานชนทั้งปวงอันอยู่ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุจะเหนี่ยวรั้งความเจริญของบ้านเมืองให้เสื่อมสูญไป

 ด้วยกำลังที่ช่วยกันมากๆ และเป็นแบบอย่างความประพฤติให้คนทั้งปวงเอาอย่าง ตามคำนักปราชญ์ย่อมกล่าวว่า การที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างง่ายกว่าที่จะสั่งสอนด้วยปาก ถ้าเจ้านายขุนนางประพฤติเล่นเบี้ยอยู่ตราบใด คนทั้งปวงก็ยังเห็นว่าไม่สู้เป็นการเสียหายมาก ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงยังประพฤติอยู่ ถ้า ผู้มีบรรดาศักดิ์ละเว้นเสีย ให้เห็นว่าความพยายามเช่นนั้นเป็นของคนต่ำช้าประพฤติแล้ว ถึงแม้จะเลิกขาดสูญไปไม่ได้ก็คงจะเบาบางลงได้เป็นแท้..”

 5) เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็น ผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว มีสามีมือใหญ่ใจเติบ และมีลูกชายที่น่ารัก คงจะมีความตระหนักถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยง ป้องกัน มิให้คนในครอบครัวของตนตกเป็นทาสการพนัน

 อาจจะเริ่มต้นจากการทดลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า

 ถ้าสามีของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะสบายใจอยู่ไหม?

 ถ้าลูกชายของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะสุขสบายใจได้ไหม?

 เชื่อว่า ทุกคนย่อมจะรักและห่วงอนาคตของคนในครอบครัว ไม่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อครอบครัวของเรา เพราะฉะนั้น ก็ควรจะหันมาช่วยกันป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาต่างๆ ในบ้านเมืองของเราอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เช่น ถ้ายังมีบ่อนกลางกรุงอยู่ ก็ปลด ผบ.ตร.คนใหม่ ตามข้ออ้างที่เคยทำกับ ผบ.ตร.คนก่อน เป็นต้น

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต