เขมร-ไทย กับศาลโลก : เขมรขอตีความคำพิพากษา พ.ศ.2505 ไม่ใช่พิจารณาคดีใหม่ (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (2/5/2011)

ในที่สุด เขมรก็เผยไต๋ เปิดเผยความต้องการที่แท้จริงของตนออกสู่สังคมโลก หลังจากพยายามก่อเหตุให้มีการปะทะ ใช้อาวุธสงครามโจมตีตามชายแดนไทย-กัมพูชา มาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ เป็นเหตุให้มีทหารและพลเรือนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

 ล่าสุด รัฐบาลกัมพูชา โดยรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ นายฮอร์ นัม ฮง พร้อมทั้งรัฐมนตรีอาวุโส นายวาร์ คิม ฮง ก็เดินทางไปกรุงเฮก เพื่อยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ขอให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลฯ เคยพิพากษาไว้เมื่อปี พ.ศ.2505

 ขอให้ตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ว่ากินความครอบคลุมดินแดนแค่ไหน และขอให้ศาลฯ มีคำสั่งออกมาตรการ (คุ้มครอง) ชั่วคราวอีกด้วย

 รูปการณ์ที่ปรากฏ มันจึงเป็นการสร้างสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดน เพื่อเป็นเหตุให้ตนได้นำเรื่องขึ้นไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

 พฤติกรรมอำมหิต ใจดำ โหดร้าย ใช้กองกำลังยิงปืนใหญ่ปืนน้อยเข้าฝั่งไทย ยั่วยุให้เกิดการตอบโต้ และเมื่อมีการตอบโต้ก็จะถือเอาว่าเป็นการปะทะทั้งสองฝ่าย ดึงความสนใจของชาวโลก และศาลฯ โดยเฉพาะการขยายแนวปะทะ เลื่อนจากบริเวณประสาทพระวิหารที่อยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ ไปสู่พรมแดนเขตจังหวัดสุรินทร์ หวังให้เห็นถึงความขัดแย้งในเขตแดนกว้างขวางกว่าเดิม

 อาศัยเลือดเนื้อ ชีวิต และความทุกข์ร้อนของประชาชนทั้งสองประเทศ เป็นสะพานเหยียบไปสู่ศาลฯ

 1) ในความเป็นจริง ฝ่ายไทยก็คงรู้มาก่อนแล้วว่ากัมพูชาจะยื่นศาลฯ เพื่อขอให้ตีความดังกล่าว

 รู้แม้กระทั่งเรื่องที่เขมรได้ว่าจ้างที่ปรึกษา(ทนาย)ต่างชาติ 2 คน มาดำเนินการ

 แต่ก็คงคาดไม่ถึงว่า ก่อนยื่นศาล เขมรจะเล่นละครเลือด เปิดฉากโจมตี บาดหมางกับเพื่อนบ้านอย่างนี้

 ดังปรากฏว่า รัฐบาลไทยให้สัมภาษณ์ว่า ได้เตรียมการจัดทีมกฎหมาย ประกอบด้วย คนไทย และทนายความจากประเทศอื่นๆ อีก 3 คนเป็นชาวฝรั่งเศส แคนาดา และออสเตรเลีย เตรียมไว้แล้ว และพบว่ามีทางเลือกที่ฝ่ายไทยเราสามารถจะดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ

 (1) ไทยเราชิงตัดหน้า ยื่นศาลโลกให้ตีความคำพิพากษา 2505 ก่อนกัมพูชา ซึ่งหมายความว่าเราชิงตั้งประเด็นการขอตีความในประเด็นที่เราพอใจ

 (2) จับมือกับเขมร ยื่นศาลโลกเพื่อให้ตีความร่วมกัน

 (3) ปล่อยให้เขมรยื่นขอตีความกับศาลโลกไปก่อน เพื่อให้ฝ่ายไทยเราได้เป็นผู้ชี้แจง

 แต่ถึงวันนี้ หลังเขมรเปิดฉากแสดงละครเลือด ก็ปรากฎว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นศาลโลกไปเรียบร้อยแล้ว โดยอาศัยอ้างธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ข้อ 60 ที่ว่า “คำพิพากษาย่อมถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อไปได้ ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลจะเป็นผู้ตีความโดยคำร้องของคู่กรณี”

 2) สาระสำคัญที่กัมพูชายื่นต่อศาลโลกในครั้งนี้ คือ “ตีความคำพิพากษา 2505″ และ “มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว”

 (1) กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาที่ได้ตัดสินในปี 2505 ว่า “…ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ศาลจะวินิจฉัยตีความว่า พันธกรณีของไทยที่จะต้อง “ถอนกำลังทหารหรือตำรวจ หรือผู้รักษาการณ์ หรือผู้ดูแลอื่นๆ ที่ประเทศไทยได้วางไว้ที่ปราสาทหรือในพื้นที่ใกล้เคียงในดินแดนของกัมพูชา” และดินแดนนั้นถูกกำหนดขอบเขตในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างไร โดยพยายามให้ศาลใช้เส้นแผนที่ตามที่กัมพูชาต้องการ

 พูดง่ายๆ คือ จะขอให้ศาลโลกตีความว่าคำพิพากษา 2505 ที่ให้ไทยถอนทหารนั้น รวมกินขอบเขตตามแผนที่ที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการ ใช่หรือไม่

 จะเห็นว่า การร้องขอต่อศาลโลกของกัมพูชาในครั้งนี้ มิใช่การรือฟื้นคดี ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายไม่อาจเปลี่ยนผลการตัดสินคดีของศาลที่ตัดสินไปแล้วในปี 2505 ได้

 ด้วยเหตุนี้ การคาดหวังว่า เราจะฉวยโอกาสเรียกคืนปราสาทพระวิหารในครั้งนี้เสียเลย จึงเป็นการคาดหวังที่เกินความเป็นจริง

 ถ้าเช่นนั้นแล้ว ในฐานะคนไทย ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อครั้งนี้เป็นการตีความคำพิพากษาเดิม (ซึ่งไม่มีหนทางเปลี่ยนคำพิพากษาเดิมในปี 2505)

 พูดง่ายๆ ว่า ฝ่ายไทยเราไม่มีทางจะพลิกกลับมาชนะคดีได้

 แล้วแบบนี้ ไทยเรายังจำเป็นต้องยอมรับผลการตีความของศาลในครั้งนี้หรือไม่

 ประเด็นนี้ คงต้องว่าตามกฎกติกาสากล ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และกฎบัตรสหประชาชาติ ระบุไว้ในข้อ 92 และ 93 ว่า

 ข้อ 92 “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะเป็นองค์การทางตุลาการอันสำคัญของสหประชาชาติ ศาลฯ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมนูญผนวกท้าย ซึ่งยึดธรรมนูญศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นมูลฐาน และซึ่งถือว่าเป้นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับกฏบัตรฉบับปัจจุบัน”

 ข้อ 93 “1.สมาชิกทั้งปวงของสหประชาชาติย่อมเป็นภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยพฤตินัย

 2…..”

 เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่ประเทศไทยจะไม่ยอมรับอำนาจศาลฯ สำหรับการตีความในครั้งนี้ เพราะตัวคดีในปี 2505 นั้น ได้มีคำพิพากษาออกมาอยู่แล้ว เหตุทั้งหมดจึงเกิดขึ้นมาแต่อดีต เป็นผลสืบเนื่องจากการยอมรับอำนาจศาลในอดีต

 (2) ฝ่ายกัมพูชาขอให้ศาลมีมาตรการ(คุ้มครอง)ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำตัดสินตีความ

 แน่นอนว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องขอมาตรการชั่วคราวต่อศาลฯ ในเรื่องที่ตนเองจะได้ผลประโยชน์ เช่น

 - ขอให้ไทยถอนกำลังทั้งหมดจากส่วนต่างๆ ของดินแดนกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทพระวิหารทันที โดยไม่มีเงื่อนไข

 - ห้ามไทยมีกิจกรรมทางทหารใดๆ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร

 - ให้ไทยงดการกระทำหรือดำเนินการใดๆ ที่จะขัดขวางสิทธิของกัมพูชาหรือทำให้ข้อพิพาทในกระบวนการพิจารณาคดีหลักร้ายแรงขึ้น ฯลฯ

 ความลงท้าย

 เมื่อการส่งศาลฯ เพื่อขอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษาปี 2505 เป็นสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ และหากศาลรับคำร้องของกัมพูชา ก็คงหนีไม่พ้นที่ไทยจะได้มีโอกาสชี้แจง ให้แนวคิด เหตุผล ท่าทีของไทย สนธิสัญญาที่ฝรั่งเศสทำกับไทย โดยใช้ “สันปันน้ำ” แบ่งอาณาเขตเมื่อปี ค.ศ.1904 น่าจะมีศักดิ์เหนือกว่าแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียว ข้อตกลง บันทึกความเข้าใจ รวมทั้งการจัดทำหมุดเขตแดนทั้งหลายที่ได้ดำเนินการกันมา น่าจะเป็นหลักฐานให้ศาลฯ ได้รับรู้ถึงความจริง ความตั้งใจของทั้ง 2 ฝ่ายมาก่อน แล้วมีเหตุอะไรที่ทำให้กัมพูชาเปลี่ยนใจมาขอตีความ

 การตีความของศาลในครั้งนี้ จึงเป็นการระบุความเข้าใจของศาลฯ เกี่ยวกับคำพิพากษาใน ปี พ.ศ. 2505 ซึ่งผูกพันทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น ผลการตีความครั้งนี้ คงยากที่จะบอกว่า ใครแพ้ใครชนะ เพราะคำตัดสินคดีมีมาตั้งแต่ปี 2505 แล้ว

 หากมองในแง่ดี ประโยชน์ที่ได้ก็คือ จะเกิดความชัดเจน นำไปปฏิบัติได้ (ขึ้นอยู่กับผลการตีความ) เพราะคำพิพากษาในปี 2505 ก็มีบางจุดที่คลุมเครือ ต่างคนต่างตีความตามที่ตนต้องการ ก็น่าจะช่วยระงับข้อพิพาทของไทย-กัมพูชา โดยสันติวิธีได้ และเผลอๆ อาจระงับข้อขัดแย้งในประเทศได้ด้วย

 อย่างไรก็ตาม เขมรน่าจะคิดอะไรที่รอบคอบกว่านี้ เพราะเขมรน่าจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนไทยต่อคำพิพากษาของศาลโลกในปี 2505 ซึ่งคนไทยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ การที่เขมรส่งศาลโลกเพื่อตีความในครั้งนี้ เกรงว่าจะเป็นการกรีดซ้ำแผลใจของคนไทย อาจส่งผลให้ความชิงชังเขมรในหมู่คนไทยมีมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับกัมพูชาและความสัมพันธ์กับไทยและอาเซียนในอนาคต

 ยิ่งกัมพูชายื่นขอตีความต่อศาลโลก ขณะที่สหประชาชาติและอาเซียนมีมติให้เจรจาตกลงกัน 2 ฝ่าย เฉพาะไทย-กัมพูชา โดยมีตัวแทนอาเซียน (อินโดนีเซีย) เป็นผู้ประสานงาน ก็เสมือนกัมพูชาไม่ให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านและมวลมิตรในอาเซียน

 แต่ทั้งหมดนี้ จุดที่น่าเป็นห่วงสำหรับฝ่ายไทยเราในขณะนี้ คือ คำขอให้ศาลฯ มีมาตรการชั่วคราวข้างต้น เพราะอาจทำให้ไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะการรุกคืบหน้าของฝ่ายกัมพูชากรณีการพัฒนาเป็นมรดกโลกโดยฝ่ายเดียว ซึ่งพื้นที่บางส่วนรุกล้ำอธิปไตยของฝ่ายไทย เรื่องนี้ รัฐบาลไทยคงจะต้องทำงานหนัก และทุกภาคส่วนในประเทศไทยเองก็คงจะต้องรวมใจรวมพลังกันให้เป็นหนึ่งเดียว

 เลิกจิกตีกันเอง เหมือนไก่ตรุษจีน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต