”Easy Pass” หรือการดำเนินการช่องทางด่วนอัตโนมัติของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง
เริ่มต้น การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ทางด่วนจ่ายเงินสำรองค่าทางด่วนแบบ Easy Pass โดยจะมีส่วนลดให้ร้อยละ 5 ของมูลค่าที่จ่ายสำรองค่าทางด่วน แต่ทั้งนี้ ผู้ใช้ทางด่วนจะต้องจ่ายเงินมัดจำสำหรับอุปกรณ์ที่ติดกับรถยนต์อีก 800 บาท
ต่อมา การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้เปลี่ยนอัตราค่าส่วนลดในกรณีสำรองค่าทางด่วนล่วงหน้า จากร้อยละ 5 มาเป็นการนำเงินส่วนลดมาใช้เพิ่มเงินสำรองค่าผ่านทางด่วนของ Easy Pass แทน
ผมเห็นว่า การดำเนินการเปลี่ยนแปลงของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามสัญญาที่ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ ทำให้ผู้ใช้ทางด่วนเสียเปรียบ เป็นการหลบเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % ดังตัวอย่างต่อไปนี้
หากผู้ใช้ทางด่วนไปจ่ายเงินสำรองค่าทางด่วนของ Easy Pass จำนวน 2,000 บาท หากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ให้ส่วนลด 5 % ผู้ใช้ทางด่วนก็จะได้เงินสำรองค่าผ่านทางด่วนมูลค่า 2,000 บาท แต่จ่ายเงินเพียง 1,900 บาท อีก 100 บาท เป็นส่วนลด
แตกต่างจากการที่ผู้ใช้ทางด่วนต้องจ่ายเงิน 2,000 บาท และจะได้เงินสำรองค่าผ่านทางด่วน 2,000 บาท บวกกับอีก 100 บาท ที่เป็นส่วนแถม
กรณีหลังน่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ใช้ทางด่วน และหลบเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้
1) เป็นการบังคับผู้บริโภคที่ใช้ทางด่วนให้เอาเงินส่วนลด 100 บาท ไปสำรองค่าทางด่วนโดยไม่มีส่วนลดร้อยละ 5 หากคำนวณอัตราส่วนลด จะพบว่า มูลค่า 2,100 บาท จ่าย 2,000 บาท จะมีค่าเท่ากับผู้ใช้ทางด่วนได้รับส่วนลดจริงเพียง 4.75 %
2) เมื่อการทางพิเศษฯ เปลี่ยนเงินส่วนลดมาเป็นการแถมเงินสำรองค่าผ่านทาง เงินสำรองค่าผ่านทางที่แถมให้ (ส่วนลดเดิม) จึงกลายเป็นมูลค่าที่มิได้มาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % ดังที่ปรากฎในใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี กรณีตัวอย่างข้างต้นนั้น ก็จะเห็นว่า เงินส่วนลดที่นำไปแถมค่าสำรองผ่านทาง 100 บาท ไม่นับรวมเป็นจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานของการเสียภาษี ทั้งๆ ที่เงิน 100 บาท ก็เป็นการบังคับผู้ใช้ทางด่วนนำเงินมาจ่ายค่าบริการทางด่วนโดยที่มิได้มีส่วนลด
3) การทางพิเศษฯ ยังระบุเงื่อนไขในใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ว่า “เงินสำรองค่าผ่านทางส่วนแถมใช้เป็นค่าผ่านทางเท่านั้น ไม่สามารถขอคืนหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น” ถือว่าเป็นการบังคับผู้บริโภคให้นำเงินส่วนลดที่ควรจะได้ตามที่ทางการพิเศษฯ ได้เคยสัญญาในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปจ่ายสำรองค่าผ่านทางด่วนล่วงหน้า อันเป็นการสร้างมาตรการบังคับและไม่สามารถจะขอคืนหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ตัวอย่างข้างต้นเป็นตัวอย่างของผู้ใช้ทางด่วน 1 ราย จ่ายสำรองค่าทางด่วน 1 ครั้ง เป็นเงิน 2,000 บาท การทางพิเศษฯ ได้นำส่วนลด 100 บาท ไปจ่ายค่าบริการของตนเต็มราคา ผู้ใช้ทางด่วนไม่ได้ส่วนลดจากเงิน 100 บาท คือ 5 บาท และกรมสรรพากรขาดรายได้ภาษีอากรอีก 7 บาท เท่ากับว่าการทางพิเศษฯ มีกำไรอันไม่สมควรเพิ่มขึ้น 12 บาท ดังนั้น หากผู้ใช้ทางด่วน 1 ล้านคน จ่ายสำรองค่าทางด่วน 10 ครั้งต่อปี ครั้งละ 2,000 บาท คิดเป็นเงินค่าสำรองทางด่วนทั้งหมด 20,000 ล้านบาท เท่ากับว่าผู้ใช้ทางด่วนสูญเสียค่าส่วนลดให้กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 50 ล้านบาท และกรมสรรพากรขาดรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 1,308 ล้านบาท
กล่าวโดยสรุป
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการนำส่วนลดจำนวนร้อยละ 5 มาเป็นเงินสำรองค่าทางด่วนเต็มราคาโดยไม่มีส่วนลด แล้วยังมีเงื่อนไขบังคับผู้ใช้ทางด่วนที่ไม่สามารถขอคืนหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น และยังเป็นมาตรการที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีกด้วย
ท้ายที่สุด ผมได้ใช้สิทธิในฐานะสามัญชนคนไทย ท้วงติงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ขอให้ควบคุมการดำเนินการเก็บเงินสำรองค่าทางด่วนโดยมีส่วนลดให้กับผู้ใช้ทางด่วนตามที่ได้สัญญาไว้ในการประกาศเชิญชวนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการที่หน่วยงานของรัฐจะไม่เอาเปรียบผู้บริโภค เป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่หลบเลี่ยงภาษี และรักษาสัจจะสัญญา มิฉะนั้น อาจมีผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคต่อไปได้
นอกจากนี้ ผมได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากรและรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ขอให้พิจารณาดำเนินตรวจสอบการเก็บเงินสำรองค่าทางด่วน และการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่อาจขาดหายไป และผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ดำเนินการเก็บเงินสำรองค่าทางด่วนโดยมีส่วนลดให้กับผู้ใช้ทางด่วนตามที่ได้สัญญาไว้ในการประกาศเชิญชวนต่อสาธารณชนด้วย
เรื่องนี้ ผมร้องเรียนไปเมื่อต้นเดือนเมษายน 2554 และจะติดตามเรื่องต่อไป จนได้ทราบความเปลี่ยนแปลง หรือมีคำชี้แจงที่ชัดเจน
ผมเชื่อว่า เราคนไทย ทุกคน หากเห็นสิ่งใดผิดปกติ ไม่ถูกต้อง หรือพบความเสียหายต่อผลประโยชน์ของแผ่นดินส่วนรวม ถ้าเราทุกคนช่วยกันตามกำลังของแต่ละคน เสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ โดยเจตนาดีต่อบ้านเมืองส่วนรวม ผมยังมีความหวังว่า ประเทศชาติของเราจะไปรอดแน่นอนครับ.
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต |