อัยการถอนฟ้องคดีทักษิณ แลกปรองดอง? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (19/9/2011)

การดิ้นรนที่จะล้มล้างคดีความผิดส่วนตัวของทักษิณ ชินวัตร มีความเป็นไปได้หลายทาง

 แต่ละทาง มีความเป็นไปได้ และผลกระทบแตกต่างกัน

 หนทางแรก ถึงเวลานี้ ดูเหมือนหนทางที่พยายามถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ โดยเอาจำนวนชื่อประชาชนเข้ามาเป็นเครื่องมือกดดันต่อสถาบันเบื้องสูง (มีการใช้ชื่อปลอมมากกว่า 1 ล้านชื่อ) เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะทักษิณ ชินวัตร หรือลูกเมีย มิได้แสดงความสำนึกต่อการกระทำผิด ทั้งไม่ได้มีตัวตนรับโทษอยู่ในคุกขณะยื่นหนังสือฎีกา ซึ่งไม่ถูกต้องตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่น่าจะมีการถวายฎีกาขึ้นไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทได้ตามกฎหมาย

 หนทางนี้ ดูตีบตันมาก

 หนทางที่สอง ที่เริ่มมีการพูดกันมาก คือ การอาศัยอำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ออกพระราชกฤษฎีกาโดยกำหนดเงื่อนไขเอื้อให้ทักษิณได้รับการพระราชทานอภัยโทษไปพร้อมกับนักโทษคนอื่นๆ เช่น กำหนดอายุ 60 ปีขึ้นไป กำหนดว่ามีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และไม่กำหนดว่าจะต้องรับโทษอยู่ในคุกมากี่ปีแล้ว สำทับด้วยความช่วยเหลือจาก กลไกของรัฐที่อยู่ใต้อาณัติของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็อาจจะช่วยให้ทักษิณไม่ต้องเข้าคุกเหมือนนักโทษทั่วไป แค่เพียงมารายงานตัว ณ สถานที่ควบคุมของรัฐเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนได้รับอานิสงส์พ้นผิดไป

 หนทางนี้ มีความเป็นไปได้สูง แต่อาจจะยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทักษิณได้ครบถ้วน เพราะนอกจากคดีที่ดินรัชดา ซึ่งศาลฎีกาได้มี คำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี คดีถึงที่สุดไปแล้วนั้น ทักษิณ ชินวัตร ยังมีคดีร้ายแรงติดตัวอีกหลายคดี ซึ่งมีหลักฐานแน่นหนา ศาลประทับรับฟ้องแล้ว เพียงแต่ทักษิณยังไม่ยอมกลับมาสู้คดีในศาลยุติธรรม

 คดีความที่ยังค้าคาอยู่ เช่น คดีปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริตคดีเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ คดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทั้งสองคดีนี้ ทักษิณถูกฟ้องเป็นจำเลยฐานทุจริต อยู่แล้ว

 นอกจากนี้ ยังคดีที่เกี่ยวเนื่องสืบต่อจากคดียึดทรัพย์อันได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดินอีกหลายกรณีความผิด ที่ยังรอให้ดำเนินคดีกับทักษิณ ชินวัตร เช่น คดีขึ้นเป็นนายกฯ โดยคงถือหุ้นสัมปทาน คดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เป็นต้น

 คดีเหล่านี้ มีบรรทัดฐานข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ ซึ่งทำให้ทักษิณ ชินวัตร ต่อสู้ได้ยากลำบากมาก

 เรียกว่า รอดยาก

 หนทางที่สาม จึงเป็นแนวทางล่าสุดที่อาจจะต้องดำเนินการเพิ่มเติม…

 เป็นไปได้ว่าหากต้องการให้ทักษิณ ชินวัตร ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็จะต้องหาหนทางถอนฟ้องคดีที่ทักษิณถูกดำเนินคดีอยู่ในชั้นกระบวนการยุติธรรมด้วย

 วิธีการที่จะทำให้เกิดผลออกมาในรูปนี้ ก็เริ่มมีเค้าลางปรากฏให้สงสัย

 ข้อที่น่าสังเกต คือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้มีการส่งข้อเสนอแนะฉบับที่ 2 ไปให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์

 ระบุว่า เป็นแนวทางที่จะสร้างบรรยากาศของความปรองดอง

 เนื้อความปรากฏตามที่สื่อสารมวลชนนำเสนอ มีประเด็นสำคัญ 7 ข้อ ดังต่อไปนี้

 ข้อ 1 รัฐบาลต้องลดความขัดแย้งด้วยการให้ความเป็นธรรมในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเท่าเทียม โดยในส่วนของประชาชนต้อง ให้มีสิทธิเข้าถึงกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย ขณะที่ต้องมี การผลักดันให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบทุกฝ่ายที่มีส่วนให้เกิดความรุนแรง รวมถึงเจ้าหน้าที่ต้องเข้าสู่การวินิจฉัยตามกระบวนการยุติธรรมด้วย

 ข้อ 2 ให้รัฐบาลควบคุมการใช้อำนาจของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ ไม่ให้กระทบกับบรรยากาศของความปรองดอง โดยเฉพาะรัฐบาลเอง แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ลืมว่าส่วนหนึ่งของชัยชนะมาจากการประกาศนโยบายสนับสนุนการปรองดอง ต้องวางตัวเป็นกลางในสายตาของทุกฝ่าย รัฐบาลต้องกำกับการใช้อำนาจด้วยความอดทน จริงใจ

 ข้อ 3 ควรพิจารณาการดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมือง ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 คดีหมิ่นเบื้องสูง คดีกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต้องมีการตรวจสอบการแจ้งข้อหาให้ชัดเจน รวมถึงการทบทวนการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินควร และควรสนับสนุนให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวตามสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลย โดยพนักงานสอบสวน อัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาว่ามีเหตุหลบหนี ทำลายพยานหลักฐาน หรือเป็นอันตรายต่อสังคมหรือไม่ หากไม่มีเหตุ ดังกล่าวควรมีการยืนยันเพื่อให้สิทธิได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากคดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ ทางการเมือง แต่หากไม่ได้รับการปล่อยตัวรัฐบาลก็ควรจัดสถานที่ในการควบคุมอื่นที่เหมาะสม ที่ไม่ใช่เรือนจำปกติ เช่น สถานที่ที่เคยใช้กับนักโทษคดีการเมืองในอดีต

 ในระหว่างที่มีการศึกษาถึงแนวทางในการนำมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทยมาใช้ สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณาคดีขึ้นสู่ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน

 ข้อ 4 เห็นควรให้มีการชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายอย่างรวดเร็วและจริงจัง โดยต้องมีมาตรการพิเศษที่ไม่ยึดติดกับสิทธิที่มีอยู่ตามกรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานปกติ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องเยียวยาไม่ควรจำกัดแค่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในช่วง เม.ย.-พ.ค.2553 แต่ควรครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยให้รวมถึงประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน ภาคเอกชน โดยการเยียวยาไม่ควรมีเฉพาะตัวเงิน แต่รวมถึงการให้โอกาสในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ

 ข้อ 5 ควรเยียวยากลุ่มผู้ที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมจากการชุมนุม ด้วยการเร่งรัดการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมผู้ที่เกี่ยวข้องที่ถูกควบคุมอยู่ใน เรือนจำทั่วประเทศ โดยตรวจสอบว่าไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินควร ปรับบัญชีรายชื่อผู้ต้องขังและจำเลย เพื่อเยียวยากลุ่มที่ตกสำรวจ จ่ายค่าทดแทนแก่จำเลยที่ศาลมี คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแล้ว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าศาลได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวจำเลยที่ถูกตัดสินลงโทษแล้ว

 ข้อ 6 คอป. มีความกังวลต่อสถานการณ์กระทำผิดคดีหมิ่นเบื้องสูงและการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคดีหมิ่นเบื้องสูง ต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนของคดี ทุกฝ่ายต้องยุติการกล่าวอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง อัยการซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการใช้ ดุลพินิจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ ควรใช้ดุลพินิจ สั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดี โดยยึดประโยชน์สูงสุดในการปกป้องสถาบัน และขอให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินคดีที่นำประเด็นกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงมาขยายผล ในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เช่น การกล่าวหาและโฆษณารณรงค์เรื่องขบวนการ “ล้มเจ้า” ซึ่งอาจมีการตีความกฎหมายที่กว้างขวางจนเกินไปและอาจส่งผลต่อความปรองดองในชาติ

 ข้อ 7 รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของทุกสังคมในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ผลักดันให้มีการเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่างๆ อย่างเต็มที่

 ประเด็นสาระทั้ง 7 ข้อ ของ คอป. หลายเรื่องวางอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ดี แต่น่าติดตามต่อไปอย่างยิ่งว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะอาศัยข้อเสนอของ คอป. เป็นสะพานไปสู่การดำเนินการเพื่อช่วยล้มล้างคดีทั้งปวงให้แก่ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

 การที่ คอป. เสนอไปทั้งหมดนั้น เป็นไปได้มากว่ารัฐบาลอาจจะเลือกละเลยบางข้อที่ไม่ตอบสนองเป้าประสงค์ทางการเมืองของตน แต่เลือกที่จะทำเฉพาะในบางเรื่องที่ตนต้องการจะกระทำ แล้วสมอ้างว่าทำตามข้อเสนอของ คอป.แล้ว

 จะมีการ “แปลงสาร” หรือ “บิดผันข้อเสนอ” ตีความเกินเลย หรือจำเพาะเจาะจงไปในทางที่เอื้อประโยชน์ แก่ทักษิณและพวกหรือไม่? เป็นเจตนาของ คอป. หรือไม่? เช่น

 ข้อเสนอให้มีสถานที่ควบคุมตัวนักโทษที่ไม่ใช่เรือนจำปกติ จะฟื้นขึ้นมาใช้ในสมัยนี้เพื่อใคร ทั้งๆ ที่ ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีนักโทษการเมือง ทักษิณและพวกไม่ได้เป็นนักโทษการเมือง หากแต่เป็นคดีเผาบ้านเผาเมือง คดีอาญา และคดีทุจริต?

 การรุกเร้ากดดันให้ปล่อยตัวจำเลยในคดีอาญาที่เป็นคนเสื้อแดง โดยไม่จำแนกแยกแยะพฤติการณ์ความผิด และระดับความรุนแรงแห่งการกระทำผิด?

 การให้ยุติหรือละเว้นการดำเนินคดีของทักษิณและพวกที่อยู่ในชั้นสอบสวน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องจากคดียึดทรัพย์อันได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดินของทักษิณ โดยอ้างความปรองดอง?

 การให้มีการถอนฟ้องคดีของทักษิณที่อยู่ในชั้นศาล (ทักษิณหนีไป ไม่ยอมมาขึ้นศาล) โดยเฉพาะคดีทุจริต อัยการจะถอนฟ้องโดยอ้างความปรองดองได้หรือไม่?

 เพราะอย่าลืมว่า ในอดีต ยุครัฐบาลทักษิณ เคยมีคดีของธัมมชโยแห่งวัดธรรมกายอยู่ในชั้นศาล แต่อัยการก็ถอนฟ้องออกไป ทั้งๆ ที่ ศาลยุติธรรมได้มีดำเนินการไต่สวนพยานไปจนถึงปากสุดท้าย และจวนจะมีการตัดสินคดีอยู่แล้ว โดยอ้างว่า หากดำเนินคดีธัมมชโยกับพวกต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยก

 ฯลฯ

 หากผลลัพธ์ออกมาในรูปนี้จริง คนที่ได้ผลประโยชน์สูงสุด คือ ทักษิณ ชินวัตร

 เพราะไม่ต้องรับโทษ ไม่ต้องรับผิด โดยไม่ต้องต่อสู้คดีในศาล ซึ่งอาจจะต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการอาศัยอำนาจรัฐบาลมาดำเนินการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองอย่างเบ็ดเสร็จโดยเร็ว

 แต่ที่บอบช้ำที่สุด คือ ระบบยุติธรรมของประเทศไทย!

 โดยเฉพาะสถาบันศาลยุติธรรม จะเสมือนถูกรัฐประหารเงียบ!

 คนไทยจะยอมหรือ… ถ้าคนโกงไม่ต้องรับผิด คนทุจริตไม่ต้องติดคุก คนทำผิดกฎหมายบ้านเมืองกลับจะได้ดิบได้ดี ด้วยอำนาจดลบันดาลของรัฐบาลญาติพี่น้อง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศกลับต้องทนทุกข์อยู่กับภัยเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติร้ายแรง

 ใครกำลังจับประเทศไทยเป็นตัวประกัน แลกกับการลบล้างความผิดและถอนฟ้องคดีความทั้งปวงให้แก่ตนเอง!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต