เมื่อคนของพรรคเพื่อไทยฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็เกิดขบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของศาล ข่มขู่ แบล็คเมล์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการแอบถ่ายและเผยแพร่คลิปวีดีโอ ปล่อยข่าวการวิ่งเต้นสอบเข้าเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ มุ่งกดดันให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยข่มขู่ว่าหากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะเปิดเผยข้อมูลการนำเครือญาติมาเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ต่อ มา ก็ถึงคิวของศาลยุติธรรม ก่อนที่ศาลจะนัดอ่านคำพิพากษาไม่นาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้กล่าวหาผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีที่ตนเป็นจำเลยหมิ่นประมาทใส่ความ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นาย จตุพรอ้างว่า ผู้พิพากษาในคดีนั้น ได้เคยเชิญนายอภิสิทธิ์ไปร่วมงานแต่งงานของลูกสาว และขึ้นกล่าวอวยพรในงานแต่งงาน ทั้งๆ ที่ ความจริง เจ้าภาพงานแต่งงานของอีกฝ่ายเป็นผู้เชิญนายอภิสิทธิ์ไปร่วมงานตั้งแต่เมื่อ ครั้งยังเป็นฝ่ายค้าน
นาย จตุพรยังทำการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้พิพากษาคนดังกล่าวด้วย โดยกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ไต่สวนพยานตามที่ตนในฐานะจำเลยได้ระบุพยานไปทั้งหมด ในที่สุด นายจตุพรก็กลายเป็นคู่ความกับผู้พิพากษาเสียเอง หลังจากนั้น ผู้พิพากษาท่านนั้นจึงได้ขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะพิจารณาคดี เป็นเหตุให้ต้องตั้งผู้พิพากษาคนใหม่เข้ามาพิจารณาคดีดังกล่าว ทำให้คดีต้องพิจารณาใหม่ เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปแรมเดือน
ความ พยายามดึงศาลมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง เห็นชัดขึ้น หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขอถอนประกันตัวนายจตุพร ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ขบวนการเผาบ้านทำลายเมือง ซึ่งศาลยุติธรรมยังคงปราณี ให้ประกันตัว (ปล่อยตัวชั่วคราว) โดยมีเงื่อนไขว่า ห้ามนายจตุพรเข้าร่วมชุมนุมเกิน 5 คน และห้ามเผยแพร่ข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีก่อการร้ายของตน อันจะกระทบการพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรม แต่ยังให้สามารถอภิปรายในรัฐสภา ทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ได้ตามปกติ ปรากฏว่า นายจตุพรก็ยังพยายามดึงศาลให้เข้ามาข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการยื่นคำร้องให้ศาลยุติธรรมเข้ามาอธิบายความเงื่อนไขดังกล่าว แถมยังแสดงพฤติกรรมท้าทาย ด้วยการแสดงบทบาทแกนนำการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองที่มีผู้ร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ในบริเวณที่ขบวนการเสื้อแดงเคยชุมนุมและเกิดปัญหาเผาบ้านเผาเมืองเมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 โดยอ้างว่า เพื่อรำลึกถึงคนตาย
1) วันที่ 9 ม.ค.2554 นายจตุพรเข้าไปนำการชุมนุมของคนเสื้อแดง บริเวณแยกราชประสงค์ ต่อสายโทรศัพท์ถึงทักษิณ (ผู้ต้องหาหลบหนีคดี) เพื่อให้ปราศรัยปลุกระดมคนเสื้อแดง โดยไม่ยำเกรงคำสั่งศาลที่ห้ามเข้าร่วมการชุมนุมที่เกิน 5 คน
2) นายจตุพรได้ต่อสายโทรศัพท์บนเวทีปราศรัย แล้วนำเสียงปราศรัยของทักษิณออกแพร่กระจายเสียงในที่ชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยก ราชประสงค์ เนื้อหาบางตอนระบุว่า
“ปี ที่แล้วเป็นปีไม่ค่อยดี เชื่อว่า ปีนี้จะเป็นปีของพี่น้องคนไทยทุกคน วันที่ 10 เป็นวันแรกของการสลายการชุมนุม และมีคนตาย ตามมาด้วยวันที่ 19 พ.ค. ดังนั้น ไม่มีใครใจเด็ดเดี่ยวเท่าพี่น้องอีกแล้ว พี่น้องครับการปรองดองในความหมายของรัฐบาลนี้หมายความว่าจะต้องไล่ล่าผมและ จับตัวแกนนำ เขามีแผนว่าจะต้องจัดการไล่ล่าผมแล้วพี่น้องก็จะยอมแพ้เอง จริงหรือครับ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเข้าใจแบบนี้
วันนี้ พี่น้อง ตอนนี้ล้ำเกินแกนนำเสื้อแดงไปแล้ว ไปสู่คำว่าประชาธิปไตยและความยุติธรรม ความไม่ยุติธรรมสองมาตรฐานมีมาให้เห็นทุกวันแล้วจะให้พี่น้องทำอย่างไร…
… ปี 54 เราจะตามหาประชาธิปไตยและความยุติธรรมจนเจอให้ได้ ความยุติธรรมและความเป็นธรรมจะต้องกลับคืนสู่สังคมไทย และความมั่งคั่งจะต้องกลับคืนสู่พี่น้อง ตอนนี้มีข่าวลือสารพัด อยากบอกพี่น้องว่าผมแข็งแรงดี และกำลังบินจากยุโรป อยู่บนเครื่องบิน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายปกป้องให้พี่น้องพ้นเงื้อมมือเผด็จการทั้ง หลาย…”
สาระ สำคัญในคำปราศรัยของทักษิณ ชินวัตร (ผู้ต้องโทษ หลบหนีคดี) ผ่านโทรศัพท์มือถือที่นายจตุพรต่อสายให้ เป็นการปลุกระดม ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการจับกุมและดำเนินคดีกับแกนนำเสื้อแดงและทักษิณ นั้น เป็นการไล่ล่าที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม
น่า จะกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง เพราะเป็นการปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่เชื่อถือ หรือไม่เคารพในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายฐานก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองนั่นเอง
3) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย สมควรจะต้องยื่นขอถอนประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ จำเลยในคดีก่อการร้าย เนื่องจากมีพฤติกรรมอันน่าจะขัดต่อเงื่อนไขที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
ลำพังการเข้าร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ก็น่าจะขัดเงื่อนไขที่ศาลให้ประกันตัวออกมาชัดเจนอยู่แล้ว
แต่ การที่นายจตุพรขึ้นเวทีในฐานะแกนนำ แล้วให้ทักษิณ (ผู้ต้องหาหลบหนีคดี) ปราศรัยใส่ร้าย กล่าวหา สร้างความเข้าใจผิดต่อการดำเนินคดีก่อการร้ายนั้น ยิ่งเป็นการกระทำที่กระทบโดยตรงต่อคดีก่อการร้าย
โดย เฉพาะเมื่อชุมนุมและปราศรัยที่สี่แยกราชประสงค์ อันเป็นสถานที่ปฏิบัติการเดิมที่เคยเกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองมาแล้ว และก็ยังเป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงเหมือนเดิมอีกด้วย
แม้ นายจตุพรจะไม่ได้พูดเอง แต่การชักนำ หรือช่วยเหลือ หรือกระทำการให้ทักษิณได้พูดเช่นนั้น ย่อมส่อแสดงถึงเจตนาร่วมกันที่จะบิดเบือน ใส่ร้าย ปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิดว่าการจับกุมดำเนินคดีกับแกนนำเสื้อแดง (รวมถึงนายจตุพร) ในคดีก่อการร้ายนั้น เป็นการไล่ล่าที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม
เหมือนยืมปากทักษิณให้กระทำความผิดแทน
พฤติกรรม ในลักษณะนี้ อาจเทียบเคียงได้กับการข่มขืนสตรี โดยไม่ใช่อวัยะเพศของตัว แต่ใช้อุปกรณ์อื่นใด หรือใช้ผู้อื่นให้กระทำแทน ซึ่งก็ยังมีความผิดเหมือนกัน
4) นายจตุพรพยายามดึงศาลออกมาเล่นการเมืองนอกบัลลังก์
พยายาม ยื่นคำร้องให้ศาลอธิบาย “คำสั่งศาล” ว่าตนจะสามารถร่วมชุมนุมได้มากน้อยแค่ไหน แต่ศาลยุติธรรมก็ไม่เล่นตามเกม โดยยืนยันว่า “คำสั่งศาล” ที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
หลัง จากนั้น นายจตุพรออกมาแถลงข่าวว่า ได้ไปปรึกษานายมานิตย์ สุขอนันต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา (ผู้พิพากษาเจ้าของคดีก่อการร้าย) ได้รับคำแนะนำว่าสามารถขึ้นเวทีปราศรัยต่อหน้าคนเสื้อแดงที่เวทีราชประสงค์ ได้ แต่ต้องไม่พูดเรื่องคดีความการก่อการร้ายของตน หลังจากนั้น ปรากฏว่า นายมานิตย์ สุขอนันต์ ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันว่านายจตุพรสามารถเข้าร่วมการชุมนุม หากไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับคดีก่อการร้ายได้
โดย ปกติแล้ว การใช้อำนาจตุลาการของศาลจะมีผลบังคับก็เมื่อออกเป็นคำสั่งศาล หรือคำพิพากษาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น การให้ความเห็นของผู้พิพากษาท่านหนึ่งย่อมเป็นเพียง “ความเห็นส่วนตน” ไม่น่าจะมีผลผูกพันหรือเปลี่ยนแปลง “คำสั่งศาล” ได้
ดัง นั้น นายจตุพรจะผิดเงื่อนไขการประกันตัวหรือไม่ เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นขอถอนประกันต่อศาล ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลว่าจะมี “คำสั่ง” ถึงที่สุดออกมาประการใด
แต่ กลับน่าเสียดายว่า การที่ผู้พิพากษาคนใดออกมาให้ความเห็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับ “คำสั่งศาล” หรือ “การปฏิบัติของพนักงานสอบสวนหรือจำเลย” อาจจะถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการคัดค้านการทำหน้าที่บนบัลลังก์ของผู้ พิพากษาท่านนั้น อันจะทำให้เกิดความล่าช้า และไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการยุติธรรม
5) นอกจากนี้ การที่นายจตุพรให้สัมภาษณ์ แสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชน อันอาจกระทบเทือนต่อการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีของศาล ในทำนองว่า “ไม่ใช่ลูกไล่ของนายธาริต คนเป็นส.ส.คงไม่ยอมให้อธิบดี หรือซี 10 มาข่มขู่ได้ทุกวัน ถ้าหากกลัวคงไม่ต้องเป็นส.ส. นายธาริตต่างหากที่จะต้องกลัว ในเร็วๆนี้จะฟ้องนายธาริตหลายคดี”
น่า จะเข้าข่ายข่มขู่ หรือใส่ร้าย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า การทำหน้าที่ของหัวหน้าเจ้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายของนายธาริตนั้น เป็นการ “ข่มขู่” หรือ “ไล่ล่า” นายจตุพรโดยไม่ถูกต้อง
และ ถ้านายธาริตกลัวคำขู่ของนายจตุพร แล้วไม่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบพฤติกรรมของนายจตุพรว่าเข้าข่ายผิดเงื่อนไข ประกันตัวหรือไม่ ก็จะทำให้นายจตุพรได้รับประโยชน์โดยมิชอบ
6) การที่นายจตุพรพยายามจะบิดเบือนการกระทำของตน โดยอ้างทำนองว่า “หากกรณีการโทรศัพท์ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย กรณีของพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปพบพันตำรวจโททักษิณ ก็น่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน” นั้น เป็นกรณีที่นำมาเทียบเคียงกันไม่ได้เลย
เพราะพลตรีสนั่นไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขประกันตัวเหมือนนายจตุพร!
พลตรีสนั่นไม่ได้เป็นจำเลยคดีก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง เหมือนนายจตุพร!
การ ผิดเงื่อนไขประกันตัวของนายจตุพร มิใช่เพราะคุยโทรศัพท์กับทักษิณ แต่เป็นเพราะต่อสายโทรศัพท์เอาเสียงของทักษิณมาปราศรัยปลุกระดมให้คนเข้าใจ ผิดต่อการดำเนินคดีก่อการร้ายกับแกนนำเสื้อแดงต่างหาก!
พฤติกรรม ทำผิดแล้วบิดเบือน แกล้งพูดชาวบ้านงุนงงหลงผิด ทำลายความน่าเชื่อถือในคำพิพากษาของศาล ไม่ต่างจากกรณีที่ทักษิณ ชินวัตร ให้ภรรยาไปประมูลซื้อที่ดินรัชดาฯ อันอยู่ในครอบครองของหน่วยงานรัฐใต้บังคับบัญชาของตนเอง ทำนองว่า “ผัวเซ็น เมียซื้อ” หรือ “ผัวขาย เมียซื้อ” ซึ่งคนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถกระทำได้ เพราะผิดกฎหมาย ป.ป.ช.
ครั้ง นั้น เมื่อถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด ทักษิณก็ใช้วิธีบิดเบือน เบี่ยงประเด็น เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในคำพิพากษาของศาลไปว่า “เมียไม่ผิด แต่ผัวดันผิด”
หรือ กรณีนายสมัคร สุนทรเวช ทำผิดรัฐธรรมนูญในฐานะที่ไปเป็นลูกจ้างและรับผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจ รายการทีวีของเอกชน พ่อค้านักธุรกิจ เมื่อถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด ก็มีการออกมาบิดเบือน ทำลายความน่าเชื่อถือของศาลในทำนองว่า “แค่ทำกับข้าวออกทีวีก็ผิด”
7) ขณะนี้ หัวหน้าเจ้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายได้ยื่นขอเพิกถอนประกันตัวนายจตุพรต่อศาลแล้ว
ศาลได้มีคำสั่งนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 มกราคมนี้
แต่ น่าคิดว่า… ในวันที่ 21 มกราคม จะเป็นวันเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ ซึ่งเข้าทางนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่อาจจะใช้สิทธิคุ้มกันการเป็น ส.ส. เป็นตัวช่วยมิให้ตนเองถูกคุมขังได้อีกครั้งหรือไม่?
และ ถ้านายจตุพร “รอดคุก” ไปจนถึงช่วงเปิดสมัยประชุมฯ หลังจากนั้น จะกลับมานำม็อบแบบ “ดิบ ถ่อย เถื่อน” โดยลำพองว่าตนมีเอกสิทธิคุ้มครองอยู่หรือไม่
จะปล่อยให้ “จำเลยคดีก่อการร้าย” สุมไฟการเมืองเข้าใส่ “ศาล” อย่างนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน?
ถ้าจุดไฟติดเมื่อไหร่ เกรงว่าสถาบันตุลาการจะไม่เหลือซาก…
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต