

และรัฐบาลไทย ข้าราชการไทย ก็ไม่ใช่ขี้ข้าที่ต้องคอยรับใช้หรือทำตามความต้องการของทักษิณ
1) อำนาจอธิปไตยของประเทศ แบ่งแยกเป็น 3 ฝ่าย ประกอบด้วย
ฝ่ายนิติบัญญัติ… คือ รัฐสภา มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย ออกมาใช้บังคับในบ้านเมือง
ฝ่ายตุลาการ… คือ ศาลยุติธรรม มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตามตัวบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
ฝ่ายบริหาร… คือ รัฐบาล มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน สั่งการหน่วยงานของรัฐ อำนวยความสงบสุขแก่ประชาชน ควบคุมดูแลมิให้มีการกระทำผิดกฎหมายในบ้านเมือง และติดตามบังคับคดีทั้งหลายตามคำพิพากษาของฝ่ายตุลาการ
แต่ละฝ่าย ล้วนมีอำนาจหน้าที่ของตนตามกฎหมาย
พูดง่ายๆ ว่า สภาออกกฎหมาย ฝ่ายบริหารควบคุม ดูแลการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อเห็นว่ามีการกระทำผิด ฝ่ายบริหารก็ดำเนินคดี แต่ไม่สามารถตัดสินคดีได้เอง จะต้องให้ฝ่ายตุลาการเป็นผู้พิพากษา และเมื่อมีคำพิพากษา ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ ฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ดำเนินการให้มีผลตามคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าจะเป็น การลงโทษ การคุมขัง การยึดทรัพย์ การประหารชีวิต รวมไปถึงการติดตามจับกุมผู้ร้ายหลบหนี
2) ข้อเท็จจริงปรากฏเป็นที่ประจักษ์…. ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาฯ ศาลระดับสูงสุดของประเทศไทยพิพากษาลงโทษจำคุกในที่ดินรัชดาฯ คดีถึงที่สุดแล้ว
ดังนั้น ฝ่ายบริหาร ได้แก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย มีหน้าที่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะต้องติดตามจับกุม นำตัวมาลงโทษตามคำพิพากษาของฝ่ายตุลาการ
ยิ่งกว่านั้น ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาแผ่นดิน ข้อหาร้ายแรงอีกหลายคดี ทั้งคดีทุจริตโกงกิน ฉ้อราษฎร์บังหลวง คดีก่อความไม่สงบและก่อการร้ายในบ้านเมือง
ฝ่ายบริหาร ได้แก่ รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ติดตามจับกุม นำตัวมาขึ้นศาล
นี่คือครรลองที่ควรจะเป็นตามระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย
3) ขณะนี้ ฝ่ายบริหาร มียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลมีหน้าที่ ดังกล่าวโดยไม่อาจละเว้น หลีกเลี่ยง หรือทุจริตประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ราชการ
แต่ทันทีที่ได้อำนาจบริหารประเทศ กลับปรากฏพฤติการณ์เคลือบแคลงสงสัย ส่อแสดงพิรุธ สุ่มเสี่ยงที่จะทำลายระบบนิติรัฐ อาศัยอำนาจในฐานะฝ่ายบริหาร ดำเนินการช่วยเหลือผู้ร้ายหลบหนีอาญาแผ่นดิน ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่เคารพต่ออำนาจตุลาการของประเทศ และอาจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองเสียเอง
ข้อเคลือบแคลงที่ปรากฏชัดเจนโดยลำดับ 3 กรณี ประกอบด้วย
กรณีช่วยเหลือให้ทักษิณได้เข้าญี่ปุ่น
ทักษิณต้องการเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น อ้างว่าได้รับเชิญให้ไปบรรยาย แต่ติดขัดว่าตนเองมีโทษจำคุกและคดีอาญาเป็นชนักติดหลังอยู่ ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถออกวีซ่าเข้าประเทศให้ได้ตามระบบปกติ ตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น
แต่หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้เรียกเอกอัครราชทูต ญี่ปุ่นประจำประเทศไทย Seiji Kojima เข้าพบ พร้อมหารือ ในเรื่องดังกล่าว ล่าสุด รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นอาจจะอนุญาตให้ทักษิณสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เป็นกรณีพิเศษ
แสดงว่า ถ้าไม่มีอำนาจของรัฐบาลไทยช่วยเหลือ ทักษิณก็ไม่สามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นได้
ก็เท่ากับว่า มีการอาศัยอำนาจฝ่ายบริหาร ช่วยเหลือ ผู้ร้ายหลบหนีอาญาแผ่นดินของไทยให้สามารถ เดินทางหลบหนีคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ไทยอยู่ต่างประเทศอย่างชัดเจน
รัฐบาลกำลังใช้อำนาจในฐานะฝ่ายบริหาร ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลที่เป็นอำนาจ เด็ดขาด ถึงที่สุดแล้วของฝ่ายตุลาการ
กรณีคืนพาสปอร์ตให้ทักษิณ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เพิกถอนพาสปอร์ตของทักษิณตามระเบียบ ของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548
ขณะนี้ ทักษิณจึงไม่สามารถเดินทางไปไหน ต่อไหนด้วยหนังสือเดินทางของประเทศไทย
รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศอาจจะออกหนังสือเดินทางให้แก่ทักษิณ หรือให้หนังสือเดินทางการทูตแก่ทักษิณเลยด้วยซ้ำ
หากกระทำเช่นนั้นจริง ย่อมจะเป็นการตบหน้าอำนาจตุลาการ และระบบกฎหมาย ไทยอีกฉาดใหญ่
เพราะทักษิณเป็นบุคคลที่ทางการไทย ต้องติดตาม จับกุมตัวมาขึ้นศาลและรับโทษตาม คำพิพากษาของศาลฎีกา มิใช่ไปออกหนังสือเดินทาง อำนวยความสะดวกให้เขาเดินทางหลบหนีคดีอยู่นอกประเทศ
นอกจากนี้ ทักษิณก็มีพฤติกรรมและคุณสมบัติอยู่ในข่ายที่สมควรต้องถูกยกเลิกหรือเรียกคืนหนังสือเดินทาง ตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือ เดินทาง พ.ศ. 2548 คือ “….เป็นผู้ซึ่งกำลังรับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป็น ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเห็นว่าไม่ควรจะออกหนังสือเดินทางให้….”
กรณีให้ทักษิณอ้างเป็นทูตการค้าของประเทศ
นายธนิก มาสีพิทักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดเผยว่า ตนได้เดินทางเข้าพบทักษิณที่ดูไบ อ้างว่าทักษิณต้องการทำหน้าที่เจรจาการค้าการลงทุน เพื่อให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
สอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ที่มีการพูดกันว่า ทักษิณอาจจะทำหน้าที่เป็นทูตการค้า
หากรัฐบาลไทย ในฐานะฝ่ายบริหาร ดำเนินการให้ทักษิณมีบทบาทดังกล่าวข้างต้นจริงๆ หรือแม้แต่ปล่อยให้มีการสมอ้าง ยอมให้ทักษิณกระทำการเจรจาการค้า การลงทุน โดยที่ต่างชาติหลงเชื่อว่ากระทำในฐานะตัวแทน หรือผู้มีหรือได้รับอำนาจจากรัฐบาลไทยจริงๆ ก็จะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง
เพราะการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ หรือเงื่อนไขการลงทุนต่างๆ ที่กระทำโดยทักษิณนั้น จะไม่ถูกตรวจสอบ โดยรัฐสภา ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการฉ้อฉล หรือเกิดปัญหาอันกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศในภายหลังได้
ยิ่งกว่านั้น การที่ฝ่ายบริหารของประเทศยอมให้ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลไทย และอยู่ระหว่างการหลบหนีคดีทุจริตคอรรัปชั่นของระบบกฎหมายไทย ยกสถานะให้เจรจา การค้าของประเทศ ก็จะสร้างความเสื่อมเสีย และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมของประเทศอย่างร้ายแรง
นักลงทุนต่างชาติจะยอมรับหรือเชื่อมั่นกับระบบกฎหมายไทยได้อย่างไร ในเมื่อฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจช่วยเหลือคนโกง ซึ่งถูกศาลตัดสินชี้ขาดแล้ว เพียงเพราะเป็นพรรคพวกของตน
เท่ากับว่า จะเป็นการใช้อำนาจบริหาร บ่อนทำลาย อำนาจตุลาการของประเทศอย่างร้ายแรง
ขอร้องเถอะครับ… อำนาจบริหาร ท่านก็ได้ไปแล้ว กรุณาใช้อำนาจนั้นปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง เคารพในอำนาจตุลาการ ทำหน้าที่ให้สมกับโอกาสที่ได้รับ
เร่งแก้ปัญหาของชาวบ้าน มากกว่าจะลุกลี้ลุกลน แก้ปัญหาส่วนตัวให้นายใหญ่ของตนเองอย่างนี้