
งานนี้ ทักษิณวีดีโอลิงค์ บางตอนว่า บรรยากาศวันนี้ทำให้ย้อนนึกไปถึงสมัยที่เคยไปร่วมงานวันเกิดของนายเสนาะที่ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2543 โดยวันนี้ถือเป็นวันพิเศษของพวกเราที่มารวมตัวอีกครั้ง ตอนที่ตั้งพรรคไทยรักไทยใหม่ๆ ก็ยกขันหมากไปสู่ขอนายเสนาะถึง จ.สระแก้ว ให้มาร่วมสร้างบ้านสร้างเมืองกัน สงสัยนายเสนาะกับตนเป็นดวงที่ต้องทำงานด้วยกัน
ข้างฝ่ายคุณเสนาะ เทียนทอง ก็ขึ้นกล่าวรับกันไม่ขาดตกบกพร่อง โดยบอกว่า
”ผมไม่คิดว่าจะเป็นวันเปิดตัว การกลับเข้ามายืนเคียงคู่ เคียงบ่าเคียงไหล่กับพรรคเพื่อไทย ชีวิตวันนี้ได้ตัดสินใจกับน้องที่รัก เรื่องเก่าไม่ต้องมาพูดกัน วันนี้เราต้องทำให้สำเร็จเหมือน 1 เม.ย. 2543 มาร่วมกันทำงานเพื่อไม่ปล่อยให้ประเทศตกต่ำไปกว่านี้ ไม่ปล่อยให้ใครมาย่ำยีสถาบัน ไม่ปล่อยให้ใครมาโกหกตอแหลประชาชน ไม่ปล่อยให้ใครมาคอร์รัปชัน และผมจะทำพรรคเพื่อไทยให้ยิ่งใหญ่ และจะชูนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี”
อีกทั้ง บรรยากาศบนเวที ยังเป็นภาพของคุณเสนาะ โดยมีข้อความว่า “78 ปี คนกล้า รักษาสัจจะ”
มาถึงตรงนี้… ทั้งคำพูดที่ว่า “ไม่ปล่อยให้ใครมาโกหกตอแหลประชาชน ไม่ปล่อยให้ใครมาย่ำยีสถาบัน ไม่ปล่อยให้ใครมาคอรัปชั่น” และ “78 ปี คนกล้า รักษาสัจจะ” ก็ทำให้อดนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของคุณเสนาะ เทียนทอง ที่เคยประกาศกร้าว เปิดโปง และหักเหลี่ยมทักษิณไว้อย่างไม่มีชิ้นดี ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ 4″ ซึ่งผมได้ไปสัมภาษณ์คุณเสนาะด้วยตนเอง
ในหนังสือดังกล่าว คุณเสนาะถึงกับบอกว่า “จะเอาทักษิณ หรือประเทศไทย”
ความจริงจากปากของคุณเสนาะในวันนั้น ทำให้ใครต่อใครรู้ทันคนที่โกหกตอแหลประชาชน ย่ำยีสถาบัน และคอรัปชั่น กระทั่งปัจจุบัน คนๆ นั้น แทบไม่มีแผ่นดินจะอยู่
1) อันที่จริง “เสนาะกับทักษิณ” สองคนนี้ ทั้งเคย “ขบเหลี่ยม” กันมาก่อน และเคยร่วมงานกันมานาน
ใน “รู้ทันทักษิณ 4″ คุณเสนาะบอกว่า
”…พูดตามตรง ทักษิณไม่เคยเป็นเพื่อนในนิยามของผม
ผมกับทักษิณไม่เคยสนิทกันจริงๆ จังๆ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง ขณะนั้นใกล้ๆ เลือกตั้ง ทักษิณยังเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม แต่ไม่ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ทำให้ถูกวิจารณ์ในทำนองว่า “ชักเข้าชักออก”
ช่วงนั้น ใกล้ๆ เลือกตั้ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ กำลังต่อสู้ในการเลือกตั้งกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย ผมเป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ซึ่งขณะนั้นพรรคชาติไทยก็ถือเป็นพันธมิตรของทางพี่จิ๋ว
ทักษิณโทรมาชวนผมไปกินข้าว เรื่องนี้สำคัญมาก เมื่อเจอกัน ทักษิณก็ถามผมว่า “พี่เหนาะมีทางสู้ได้ไหม” ผมประเมินด้วยประสบการณ์ตอนนั้นแล้วตอบว่า “สู้ได้” แต่ก็บอกปัญหาและความหนักใจไปตามตรงว่า “แต่ถ้ามันกระท่อนกระแท่นแบบนี้ ก็คงลำบาก มันเกี่ยวกับเรื่องกำลังทรัพย์” ทักษิณถามผมอย่างจริงจังว่า “พี่เหนาะคิดว่าจะใช้อีกเท่าไหร่”
ผมมองหน้าเขา แล้วก็บอกจำนวนเงินไปตามตรง ทักษิณได้ยินแล้วก็ทำท่าทีตอบรับ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่า เขาจะจัดมาให้ ช่วยเอามาเสริมกำลัง แต่ไม่ได้ผ่านมาทางผมโดยตรง รู้สึกว่าจะผ่านไปทางพี่จิ๋ว
หลังการเลือกตั้ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้น ทักษิณก็ได้เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี”
”รู้ทันทักษิณ 4″ ช่วยให้ย้อนคิดว่า… ครั้งกระโน้น ทักษิณไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่ก็สามารถสู้ โดยผ่านคนอื่น และมาครั้งนี้ ทักษิณหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ยังจะสู้ผ่านคนอื่นเหมือนเดิม กับคนกลุ่มเดิมๆ อีกแล้วหรือ
2) ทักษิณมีนิสัยอย่างไรเมื่อต้องการชนะเลือกตั้ง คุณเสนาะก็แฉไว้ด้วยว่า
”… (1) ทักษิณเป็นคนไม่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการ ไม่เคยผ่านงานระดับผู้บริหารหน่วยงานราชการ แม้เคยรับราชตำรวจ แต่ก็ใช้เวลาว่างไปกับการประกอบธุรกิจเสียมาก และรับราชการได้ไม่นานก็ลาออกไปประกอบธุรกิจ ทำมาหากินส่วนตัว (2) ทักษิณมีลักษณะเป็นนักเสี่ยงโชค นิยมความเสี่ยง เข้าลักษณะ “กล้าได้ กล้าเสีย” ขาดความรอบคอบ กระทั่งเคยประสบปัญหาทางธุรกิจ เคยแลกเช็ค เคยถูกฟ้องเช็คเด้ง (3) ทักษิณนิยมบริหารธุรกิจแบบ “คิดไวทำไว” ชอบตัดสินใจเดินหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาวิธีไปแก้ปัญหารายละเอียดภายหลัง โดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญ (4) ทักษิณมีวุฒิการศึกษา แต่ขาดวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำ ไม่มีสภาวะผู้นำ โดยเฉพาะในระดับประเทศ
ลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ นำไปสู่พฤติกรรมการใช้อำนาจ การกำหนดนโยบาย และการดำเนินนโยบายที่ไม่รอบคอบ สุ่มเสี่ยง และใช้การตลาดเป็นหลัก อาทิ การจดทะเบียนคนจน
ถามว่า จดทะเบียนคนจนแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ผมเคยแนะนำว่า “น้องไอ้นี่มันทำไม่ได้นะ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ การประกาศสงครามความยากจน แต่เอาเขามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้เป็นสินอยู่ แต่ไม่ใช่คนจนก็มาจดทะเบียนด้วยนะ มันจะบานปลายกันไปใหญ่ น้องไปให้เขาจดทะเบียนพี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึกมันปฏิบัติไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันได้แค่ตัวเลขมาโชว์ตอนเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นมันไม่มีผลจริง”
แต่ทักษิณบอกว่า “โธ่…พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ”
เขาพูดอย่างนี้เลย แสดงว่า ไม่ได้จริงใจกับนโยบายที่เขาประกาศ ประกาศไปก่อนค่อยคิดหาวิธีทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ขอให้ได้คะแนนเสียงก่อน ไม่สนใจวิธีปฏิบัติของราชการ สุกเอาเผากิน
หรือแม้กระทั่ง เงิน SML ผมก็เคยเตือนว่า มันจะเข้าข่ายซื้อเสียงนะ นี่อยู่ในภาวะเลือกตั้งนะ แต่ทักษิณก็ตอบว่า “โธ่… อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็ของเรา”…”
3) เรื่องที่เขาหากินกับงบประมาณแผ่นดินอย่างไร คุณเสนาะก็แฉไว้อีกเหมือนกันว่า
”…มีการใช้ระบบธุรกิจของครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ในรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ เริ่มตั้งแต่เอาคนของตัวเองเข้าไปวางไว้ในกระทรวงทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนในกระทรวงนั้นจะรู้กันว่า คนๆ นี้ คือ “คนของเขา” ถ้าจะทำอะไรก็ต้องผ่านเข้าไปทางคนๆ นี้ เรียกว่า ส่งตัวแทนเข้าไปดูแลผลประโยชน์ในทุกกระทรวง และมีอยู่ 2-3 คนที่ดูแลทุกกระทรวง เป็นเหมือน “หลงจู๊”…
…รัฐมนตรีหลายคน จะมี “คนของเขา” เข้ามาบอกว่า เดี๋ยวทำงบฯ นะ จะเอากี่พัน(ล้าน) จะเอาห้าพันหรือหกพัน แต่ต้องเอาเข้าพรรค 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า คุณไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ ก็อยู่ไม่ได้ เวลาทำโครงการ ก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือ การยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตายว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้ เหมือนกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็เพื่อจะได้อ้างในการใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ
นโยบาย 10 เปอร์เซ็นต์นี้ ในการทำโครงการ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็จะต้องทำโครงการโดยไปตกแต่งงบประมาณ ไปพอกหรือเพิ่มงบขึ้นมาก่อน เพื่อว่ามูลค่าโครงการที่เสนอขออนุมัตินั้น จะได้ครอบคลุมถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องหักเข้าพรรคเอาไว้แล้ว
จากนั้น ไปตกลงกับคนของเขา ผ่าน “คุณหญิง” ตกลงกันเรียบร้อยเมื่อไหร่ ก็ส่งเรื่องมาให้ตัวตายตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ คนที่เคยเป็นลูกจ้างในบริษัทมาก่อน พอเข้า ครม. นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนนำเสนอโครงการเองและอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีทุกคนไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย
ทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า 10 เปอร์เซ็นต์นั้น มีอยู่เท่าไรแล้ว คงต้องไปถามคุณหญิง !”
4) จริงๆ แล้ว ใน “รู้ทันทักษิณ 4″ ยังมีอีกหลายประเด็น แต่ยกมาอีกสักเรื่องที่คุณเสนาะเคยแฉไว้
”…ทุกวันนี้ ไม่ต้องพูดกันแล้วว่า พฤติกรรมของทักษิณเป็นยังไง เพราะมาถึงขณะนี้ คนๆ เดียวกำลังจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากตัวปัญหาเพียงคนเดียว คือ พ.ต.ท.ทักษิณ จนนำมาซึ่งความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มคนในสังคม โดยคนๆ นี้โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจแล้วก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ
พ.ต.ท.ทักษิณน่ากลัว เพราะเป็นคนที่มีวุฒิการศึกษา และมีความคิดที่จ้องวางแผนเอาเปรียบคนอื่น ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกินในการเป็นผู้นำประเทศ ทำได้ทุกแบบ โกงได้ทุกอย่าง
คนๆ นี้ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแม้แต่นิดเดียว กล้าทำถึงขนาดเผาบ้านเผาเมืองตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน สมัยวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 กรณีการลอยตัวค่าเงินบาทโดยรู้กลไกเพียงแค่ 3-4 คน วางแผนไตร่ตรอง
กันไว้ก่อน ทำให้ร่ำรวยมหาศาล แต่ล่มจมกันทั้งบ้านทั้งเมือง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ใช้กันจริงจังเมื่อการเลือกตั้งปี 2544 เขาไปศึกษาช่องโหว่ต่างๆ มาเป็นอย่างดี แล้วก็กลับมาทุ่มอย่างเต็มตัว ฉกฉวยวิกฤติบ้านเมืองที่ตัวเองทำล่มจมไว้…”
น่าคิดว่า… หากคุณเสนาะเป็น “คนกล้า รักษาสัจจะ” ก็ต้องเชื่อว่า ทั้งหมดนั้นเป็นความจริง และการจะไปร่วมภารกิจกับคนที่คุณเสนาะเคยบอกว่า “คนๆ นี้โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจแล้วก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ” ย่อมเป็นเรื่องไม่ดีงามต่อประเทศชาติ เพราะคุณเสนาะเองก็ถึงกับเคยบอกเอาไว้ว่า “…อย่าให้ทักษิณออกไปงายๆ ออกไปเฉยๆ เพราะหากมีเงินทองที่ปล้นไปจะต้องยึดทรัพย์คืนแผ่นดินด้วย เพื่อให้เจตนารมณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเป็นจริงในเรื่องของการขจัดคนชั่ว คนไม่ดี ไม่ให้ก่อความวุ่นวายได้”
5) แต่เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงกรณีซื้อขายที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ก็สะท้อนใจได้อีกเหมือนกันว่า “เสนาะกับทักษิณ” คงสามารถกระทำต่างจากคำพูดของตัวเองได้ หากเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
ครั้งหนึ่ง… วันที่ 22 เมษายน 2542 ก่อนหน้าที่คุณเสนาะจะยกก๊วน ส.ส.ไปเข้าพรรคไทยรักไทยของทักษิณ สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษได้เชิญผมไปเป็นผู้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกรายการ “ผ่าทางตัน” ตอนนั้นมีเรื่องการซื้อขายสนามกอล์ฟอัลไพน์ด้วย
เจิมศักดิ์ : “สมมุติว่ากลุ่มวังน้ำเย็นขอย้ายมาอยู่ด้วยเนี่ย ยินดีไหมครับ?”
ทักษิณ : “อย่าไปสมมุติเลยครับ มันไม่เกิดหรอกครับ”
เจิมศักดิ์ : “ทำไมถึงไม่เกิด คุณทักษิณก็เคยช่วยเหลือ ซื้อสนามกอล์ฟมาแล้วก็ซื้อ”
ทักษิณ : “สนามกอล์ฟเนี่ยนะครับ ราคาที่ผมจ่ายไป 500 ล้านบาท 500 ล้านนี้มีที่อยู่ประมาณ 500 ไร่ แล้วมีคลับเฮ้าส์หลังเบ้อเริ่ม สร้างด้วยเงิน 100 กว่าล้าน worth ไหมครับ แล้วเป็นสนามที่ใช้แข่งเอเชี่ยนเกมส์ เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นการช่วยเหลือหรอกครับ เป็นการซื้อกันทางธุรกิจ ในฐานะคนรู้จักกันมาเจรจาค้าขายกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ worth ที่จะซื้อผมก็ซื้อเท่านั้นเอง…จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่เกิดหรอกครับ นะครับ ผมคิดว่าอย่าไปคาดการณ์กัน ว่าจะย้ายมาอยู่ตรงนู้น ตรงนี้ พรรคไทยรักไทยมีแนวทางเป็นของตัวเอง มีแนวทาง มีอุดมการณ์ มีคณะกรรมการ มีอะไรทุกอย่าง เพราะฉะนั้นวิธีการมันคงไม่เป็นอย่างนั้น คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ปรากฏว่า สุดท้าย ทักษิณก็ดูดกลุ่มวังน้ำเย็นของคุณเสนาะเข้าร่วมพรรคไทยรักไทย
ส่วนสนามกอล์ฟอัลไพน์ก็ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินที่ทักษิณปกปิดไว้ ไม่ยอมแจ้งต่อ ป.ป.ช. เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ป.ป.ช.ในเวลาต่อมา
ก็ขนาดว่า “มันคงเป็นไปไม่ได้ มันคงไม่เป็นอย่างนั้น คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้น” แต่มันก็เป็นไปแล้ว
เพราะฉะนั้น การที่คุณเสนาะ เทียนทอง จะกลับไปร่วมภารกิจเฉพาะกับทักษิณ ชินวัตร ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยของคนที่เคยร่วมทำอะไรๆ กันมามากมาย
สงสารก็แต่คนไทยและประเทศไทย ที่ต้องมีชะตากรรมอยู่ในวังวนของคนเหล่านี้!