ยิ่งลักษณ์ไม่กลัวเสือกัด! (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (8/8/2011)


 วันจันทร์ที่ 8 ส.ค. 2554 คงเป็น วันที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

 ผมขอแสดงความยินดี และขอเอาใจช่วยให้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม

 1) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ส.ค. 2554) คุณ ยิ่งลักษณ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย และมวลหมู่คนเสื้อแดง พากันตั้งความหวังเอาเองว่า จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในวันที่มีการออกเสียงเลือกตั้งในสภาวันนั้นเลย และเมื่อผิดหวัง ก็ปรากฏว่า มีบางคนถึงกับบังอาจ จาบจ้วง วิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำไม่บังควร

 คุณยิ่งลักษณ์และพรรคพวกทั้งหลาย พึงสำเหนียกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น มิใช่องค์กรที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไปกะเกณฑ์ บีบคั้น คาดคั้น หรือกดดันข่มขู่ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

 พึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกรุณาอย่าคาดคั้น ตั้งเป้า ตั้งเงื่อนไขต่อองค์พระมหากษัตริย์

 สถาบันพระมหากษัตริย์มิใช่ตรายางที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่สถิตอยู่ในฐานะองค์พระประมุขของ ประเทศ เป็นสถาบันที่ธำรงอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน สร้างคุณูปการ แก่สังคม สั่งสมพระบารมีมากล้น และมีความสำคัญไม่แพ้แต่มากกว่าสถาบันอื่นใดในสังคม

 ประมุขของประเทศจำเป็นต้องพิจารณา วินิจฉัย มิใช่จะทำตามส่วนอื่นโดยอัตโนมัติ โดยทันที

 2) เห็นว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำตัวเฉิดฉาย ภูมิใจในตัวเอง แสดงความสุขสม ร่าเริงยินดี เปรมปรีดากับตำแหน่งใหญ่ โดย ไม่รู้สึกอนาทรร้อนใจกับภาระหน้าที่ เสือสิงห์กระทิงแรด ที่แวดล้อม และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่จะตามมา ก็อดจะเป็นห่วงไม่ได้

 นึกถึงเด็กสาวผู้ที่เพิ่งจะผ่านงานวิวาห์…

 กำลังอยู่ในงานเลี้ยงฉลอง และอยู่ในช่วงดื่ม น้ำผึ้งพระจันทร์…

 โดยที่เธอยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่รู้จักคู่ครองหรือคนที่เธอต้องครองชีวิตคู่ด้วยว่ามีเขี้ยวเล็บอย่างไร ภูมิหลังและภูมิหน้าต่อจากนี้ จะเจออะไร?

 การขาดประสบการณ์ที่จะเรียนรู้ก่อนแต่งงาน คงไม่ต่างอะไรกับการขาดประสบการณ์ทางการเมือง ทั้งในสภา ในทำเนียบ ในพรรค ในสื่อ และในสังคมระดับกว้าง

 เธอไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ไม่ว่าจะเป็น สส.-สว.รัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขานุการ ของรัฐมนตรี หรือแม้แต่ในการเมืองระดับท้องถิ่น นายก อบต. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นใดๆ ก็ไม่เคย

 เธออาจจะขาดประสบการณ์ที่จะหยั่งรู้นิสัย สันดานของนักการเมืองหลากหลายประเภท ที่มุ่งหาประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง ด้วยเล่ห์ สารพัดวิธี

 เธออาจจะขาดประสบการณ์ที่จะเข้าใจกระบวนการ ทางการเมืองการปกครองที่ละเอียดอ่อน มีกฎหมายกฎเกณฑ์ที่กำหนดและบังคับให้ทำอะไรได้ อะไรทำ ไม่ได้

 เธออาจจะยังประเมินเขี้ยวเล็บของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ สื่อมวลชนได้ต่ำ ไม่ตรงกับความเป็นจริง

 เธออาจจะได้ข้อมูลและคำป้อยอแต่เพียงด้านดี ด้านเดียว อาจได้รับคำแนะนำหลายแบบหลายประเภท ซึ่งเธอจะต้องมีจิตใต้สำนึกที่ดี เลือกว่าจะเชื่อใคร จะฟังคำแนะนำของใครส่วนไหน ผสมกับของตนเองและของคนอื่นๆ ส่วนไหน

 60 วัน นับจากวันที่เธอตัดสินใจเข้าสู่การเมืองการเลือกตั้ง จนได้เป็นนายกรัฐมนตรี มันเร็ว และมันน้อยมาก หากจะเทียบกับการแต่งงานกับชายหนุ่มที่เพิ่งตัดสินใจคบด้วย ในเวลา 60 วัน ก็แต่งงาน อยู่กิน

 วันนี้อาจหวานชื่น แต่ในอนาคตไม่แน่…

 เธอจะต้องถามตัวเองว่า เธอเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะความสามารถของเธอเอง หรือเป็นเพราะพี่ชาย น้าชาย ที่อยู่ต่างแดน

 เช่นเดียวกับการแต่งงาน เธอต้องรู้ว่าที่แต่งเพราะตัวเราชอบ เรารัก เราเข้าใจคู่สมรส เรามีความ สามารถที่จะใช้ชีวิตร่วมได้ หรือเราแต่งงานเพราะมีแม่สื่อพ่อสื่อ หรือใครชักใยอยู่เบื้องหลัง

 ”ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ยิ่งลักษณ์ประกาศตาม” คงจะหลอกหลอนเธอไปอีกนาน

 การที่ว่ามีใครคิด ใครกำหนดนโยบาย กำหนดตัวบุคคลที่จะทำงานด้วย เหมือนกับว่ามีคนกำหนดชะตาชีวิตแต่งงานว่าจะแต่งเมื่อไหร่ กับใคร

 น่าคิดว่า…การยอมรับเป็นตัวแทน กระทำการแทนผู้อื่นนั้น ตามระบบกฎหมายไทยอาจทำได้หลายกรณี โดยทำหนังสือรับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขาย ถ่ายโอนทรัพย์สิน ฯลฯ แต่ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จะสามารถกระทำการได้หรือไม่

 แม้แต่การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็ยังไม่สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้คนอื่นไปลงคะแนนแทนกันได้

 เพราะฉะนั้น กรณีเข้ามาเล่นการเมือง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ยิ่งลักษณ์นำไปประกาศ” นั้น คนรับผิดชอบโดยตรง ก็คือเธอ

 เธอตระหนักถึงความรับผิดชอบเพียงพอหรือยัง?

 3) ที่ผ่านมา เธอยอมช่วยเหลือ ปกป้องพี่ชาย (น้าชาย) กรณี “ซุกหุ้น” ถึงกับจะโดนคดีแจ้งเท็จ ให้การอันเป็นเท็จ บิดเบือนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ฯลฯ อนาคตของเธอจะเป็นอย่างไร?

 ”คนตาบอด ไม่เห็นเสือ ไม่กลัวเสือกัด” เป็นคำพูดของทักษิณ ชินวัตร เคยพูดกับนายเสนาะ เทียนทอง

 ครั้งนั้น ทักษิณถูกนายเสนาะ ทัดทานว่า การประกาศนโยบาย หาเสียงขึ้นทะเบียนคนจน ก็เหมือน กับการหลอกลวงคนจน เพราะ ไม่มีแผนการดำเนินการจริงจังเลย โดยครั้งนั้นทักษิณเปรียบเปรยในทำนองว่า คนจนไม่รู้ความจริงก็เหมือนคนตาบอด ย่อมไม่เห็นเสือ เมื่อไม่เห็นก็ย่อมไม่กลัวจะถูกเสือกัด

 คนไม่รู้ย่อมไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาหลังจากนั้น

 การแสดงท่าทีอาการของยิ่งลักษณ์ ที่ไม่สะทกสะท้านกับการจะเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยประสบการณ์ที่น้อยนิด หรือไม่มีเลยนั้น ทำให้นึกถึงคำกล่าว ข้างต้นขึ้นมาทันที

 ”คนตาบอด ไม่กลัวเสือกัด”

 เหมือนคนแต่งงานโดยไม่รู้จักคู่ครองของตน ดีพอ ก็ไม่กลัวคู่ครองและปัญหาที่จะตามมาใน อนาคต

 เหมือนที่เธอและบรรดาคนทำงานบ้านและคน ขับรถของทักษิณอีกหลายคน อาทิ ดวงตา วงศ์ภักดี, บุญชู เหรียญประดับ, ชัยรัตน์ เชียงพฤกษ์, วิชัย ช่างเหล็ก เป็นต้น ต่างก็น่าจะได้รับบทเรียน มาก่อนแล้ว เมื่อครั้ง “ซุกหุ้น” ช่วยทักษิณ ซึ่งใน ครั้งกระโน้นก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย คงไม่มีปัญหา มันจึงเข้าทำนอง “คนตาบอด ไม่กลัวเสือกัด” อยู่เหมือนกัน

 ครั้งนี้ ก็ได้แต่ภาวนาว่า… ที่เธอไม่กลัวเสือกัด เพราะเธอมั่นใจว่ารู้จักเสือ (การเมืองไทย) ดีพอแล้ว หรือแต่งงาน เพราะรู้จักคู่ของตนดีแล้ว เธอจึงอยู่ในช่วงฮันนีมูนได้อย่างระรื่น ลำพองใจ

 4)นอกจากนี้ เธอจะต้องระมัดระวัง ไม่เป็นตัวอย่างที่ทำให้ผู้หญิงไทยผิดหวัง

 และต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนในประชาคมโลก ด้วยว่าเขาจะดูแคลนเราอย่างไร

 เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้าสู่ตำแหน่งการเมืองระดับสูง

 หากล้มเหลว อาจทำให้สังคมตราหน้าว่าผู้หญิงไทย ก็มีความสามารถได้เพียงนี้เอง

 ตรงกันข้าม หากประสบความสำเร็จ ก็ยังอาจจะถูกปรามาสได้อีกว่า เป็นได้เพียงหุ่นหญิง ตัวแทนเชิดของพี่ชาย

 ทั้งหมดนี้ เกิดจากความเอารัดเอาเปรียบของพี่ชาย ที่เข็นเธอออกหน้า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วทิ้งให้น้องสาว

 หวังว่า เธอจะเข้าใจความรู้สึกของคนไทยคนอื่นๆ ด้วยว่า เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว คนไทยอดเสียวไม่ได้

 เพราะสุข-ทุกข์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว แต่เป็นของคนทั้งชาติ

 โดยเฉพาะหากเกิดปัญหากับบ้านเมือง คนไทยส่วนใหญ่หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศไม่ได้

 ตั้งสติให้ดี ตั้งต้นให้ดี และทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบนะครับ!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต