

ผมเชื่อว่า คนทุกคนมีอุดมการณ์แตกต่างกัน จุดมุ่งหมายแตกต่างกัน และมีความคิดอ่านไม่เหมือนกัน นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธ์ รับบทบาทแกนนำปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งมีเป้าหมายอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกัน นายประพันธ์ คูณมี นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย รับบทแกนนำปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของพันธมิตรฯ ในรอบนี้ ก็คงมีเป้าหมายของตนเองอีกอย่างหนึ่ง
แต่ด้วย “บทบาท” ของการเป็น “ผู้นำปราศรัยบนเวทีการชุมนุมทางการเมือง” ของท่านเหล่านี้ ทำให้นึกเทียบเคียงถึงกันบางเรื่อง และอดที่จะห่วงใยไม่ได้
1) วิธีเลือกเป้าหมายในการโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ หรือเลือกคู่ชกบนเวทีปราศรัย
นายจตุพรกับนายณัฐวุฒิ เขาพยายามที่จะ “ชกข้ามรุ่น” โดยเลือกเป้าหมายในการวิพากษ์วิจารณ์เป็นบุคคลที่อยู่ในสถานะสูงกว่า หรือมีทุนทางสังคมดีกว่าตนเอง เช่น บุคคลระดับประธานองคมนตรีขึ้นไป หรือผู้บัญชาการทหารบก หรือนายกรัฐมนตรี
ก็เพื่อจะได้ยกระดับตัวเอง และได้แสดงบทบาทว่าตนสามารถด่าคนในระดับสูงกว่าตนเอง หรือตำหนิคนที่สังคมให้การยอมรับนับถือมากกว่าตนเองได้ ด้วยถ้อยคำแรงๆ เพื่อจะบอกว่า “ข้าแน่”
และถ้าคนอยู่ระดับสูงกว่าลดตัวลงมาตอบโต้ เขาก็ดีใจที่ได้รับเกียรติ ได้รับความสำคัญ และคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
นายประพันธ์ก็ดี หรือนายชัชวาลย์ก็ดี ได้ใช้วิธีการ “ยกตัวเอง” แบบเดียวกันนั้นหรือไม่
2) กลวิธีการพูดบนเวทีปราศรัย
เมื่อต้องเล่นบทบาทนักพูดบนเวทีไฮปาร์ค หรือแกนนำปราศรัย เป็นธรรมดาที่จะต้องปรุงแต่งลีลาการพูดของตนเองให้มีลีลาน่าติดตาม ไม่งั้นคนฟังก็จะหลับ ไม่ได้รับความสนใจ
นายจตุพรกับนายณัฐวุฒิ เขาใช้กลวิธีใส่สีตีไข่ หลายเรื่องพูดโกหกหน้าตาย จริงหนึ่งส่วนเติมสีสันเข้าไปอีกสองส่วน แต่ทำเสียงขึงขัง ดุดัน สีหน้าจริงจัง มั่นใจในคำพูดของตนเอง และหาวิธีพูดให้คนฟังรู้สึกดีที่จะเชื่อในคำพูดของเขา
เมื่อพูดซ้ำๆ พูดคนเดียว ไม่มีคนคอยซักคอยขัด และพูดบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก นานไปก็ชักจะเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองพูดตีไข่ใส่สีลงไปนั้น ทั้งหมดคือความจริง หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
พักหลังๆ ผมเป็นห่วงที่แกนนำปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ชักจะใช้วิธีแบบนี้มากขึ้น
เฉพาะที่ผมทราบ และบอกได้เลยว่าเป็นความเท็จอย่างไร้ความรับผิดชอบ ก็คือที่บางคนพูดจาปราศรัยอย่างสนุกปากว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทว็อชด็อก จำกัด นี่คือตัวอย่างของความเท็จอย่างสิ้นเชิง เป็นต้น
3) นักปราศรัยที่ใช้วิธีใส่สีตีไข่ ปากเก่ง ใส่ร้ายโจมตีคนอื่นเขาไปทั่ว คนพวกนี้ ลึกๆ ก็รู้ว่าเป็นการสร้างศัตรู ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นด้วยใจเป็นธรรม เพราะคนแบบหลังนั้น แม้จะทำให้คนอื่นไม่พอใจเหมือนกัน แต่คนที่ถูกวิจารณ์เขาก็ยังพอจะมีความนับถือในด้านคุณธรรมเหลือให้อยู่บ้าง
ผู้เล่นบทบาทนักปราศรัยแบบตีไข่ใส่ร้าย จึงมักแสดงออกด้วยการมีบอดี้การ์ด ล้อมหน้าล้อมหลัง ไปไหนมาไหนก็ลำบาก ต้องไปในพื้นที่เฉพาะ ไม่ได้รับรู้รับฟังความเห็นที่หลากหลาย
พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าคนมีบอดี้การ์ดทุกคนจะเป็นอย่างนี้ทั้งหมด (บางคนอาจมีบอดี้การ์ดเพราะเหตุผลอื่น)
4) นักปราศรัยที่ขึ้นเวทีชุมนุมบ่อยๆ พูดปราศรัยอยู่เป็นประจำ ก็จะสั่งสมความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการได้พูดให้คนอื่นฟังอยู่คนเดียว มีคนปรบมือเป็นกำลังใจ รวมถึงการพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ก็จะทำให้ตนเองมีอีโก้ หรืออัตตาในตัวเองพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนที่ผมขึ้นเวทีปราศรัยบ่อยๆ ก็เคยมีกัลยาณมิตรคอยเตือน และก็ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ
ยิ่งถ้าใครเกิดความหลง เสพติดการได้เป็นบุคคลสำคัญ
หากเลือกที่จะอยู่เฉพาะในสังคมที่มีแต่คนเข้ามาชื่นชมตัวเอง เช่น เวทีการชุมนุม หรือในสังคมที่รู้อยู่แล้วว่าจะมีแต่คนที่เขาชื่นชอบเรา จะเดินไปไหนก็จะมีคนขอลายเซ็นต์ ขอถ่ายรูป ขอกอด ขอหอมแก้ม เป็นต้น การอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ก็เท่ากับปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก เลือกที่จะพองตัวเป็นคางคกอยู่ใต้กะลาครอบ
เสี่ยงที่จะหลงคิดไปว่า ตนเองคือศูนย์กลางของจักรวาล
หลงผิดว่า ความคิดอ่านของฉันเท่านั้นที่ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด เพราะทุกคนที่รายล้อมอยู่ล้วนเทิดทูนตัวฉัน ใครคิดต่างจากฉันล้วนเป็นศัตรูที่จะต้องเกลียดชังกันอย่างที่สุด
5) ด้วยความปราถนาดี ผมอยากจะบอกว่า ในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมานี้ ขั้วอำนาจในสังคมไทยได้มีการใช้นักปราศรัยเล่นบทบาทหัวหมู่ทะลวงฟัน
เหมือนตัวละครที่เล่นบททหารเลว หรือเป็นลูกหาบที่ทำหน้าที่ตามนายสั่ง
เหมือนที่ณัฐวุฒิกับจตุพร ถูกทักษิณใช้
แต่นายประพันธ์กับนายชัชวาลย์ จะถูกใครใช้หรือเปล่า ก็ต้องพิจารณาดู
สุดท้าย… บทบาทที่แตกต่าง หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้ เป็นความปรารถนาดี เตือนด้วยความจริงใจ เพราะไม่ต้องการเห็นหรือสร้างความเกลียดชังในสังคม
จึงขอฝากด้วยบทกลอนของ “พ.กิ่งโพธ์” หรือ “ท่านจันทร์” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 12 เมษายน 2554 เรื่อง “อย่าสร้างความเกลียดชัง”
“มีผู้ถามทะไลลามะแห่งทิเบต
ถูกจีนยึดประเทศ-โกรธไหม?
”โกรธแต่ไม่เกลียด” ตรัสไว้
ฝากคนไทยมีสำนึกพิจารณา
อย่าเกลียดสีเหลืองสีแดงแรงจัด
อย่าเกลียดประชาธิปัตย์เลยหนา
เพียงแค่โกรธก็เป็นทุกข์มิสุขอุรา
คุณเกลียดใครก็เข่นฆ่าตัวคุณเอง”
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต |