พฤติกรรม”ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ผิดกฎหมาย โทษยุบพรรค? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (18/7/2011)

 


 การเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 เป็นการเลือกตั้งที่ดำเนินการอยู่ภายใต้กฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

 พรรคการเมืองทุกพรรค ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตลอดจนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย ล้วนมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันถือเป็นกติกาสูงสุด ซึ่งทุกฝ่ายต่างรับรู้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้ง โดยมิอาจกระทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

 การบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง จะเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานว่าการเลือกตั้งจะดำเนินไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม โดยมิให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

 ขณะนี้ มีข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และปรากฏประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณชนว่า พรรคการเมืองบางพรรคได้กระทำผิดกติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างอุกอาจ

 1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 97 บัญญัติว่า

 ”มาตรา 97 ในกรณีที่พรรคการเมืองต้องยุบเพราะเหตุอันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนมาตรา 42 วรรคสอง หรือมาตรา 82 หรือต้องยุบตามมาตรา 94 ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป จะจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ทั้งนี้ ภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นต้องยุบไป”

 ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ได้มีมติ ครั้งที่ 45/2554 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ระบุชัดว่า บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง หากเข้าไปใช้อำนาจหน้าที่ หรือกระทำการอันมีลักษณะเดียวกันกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 97 พ.ร.บ. พรรคการเมืองข้างต้น

 เท่ากับว่า อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิไปจากกรณียุบพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (111 คน) พรรคพัฒนาชาติไทย (19 คน) พรรคแผ่นดินไทย (3 คน) ซึ่งถูกยุบในปี 2550 หรือกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาฯ ซึ่งถูกตัดสินยุบพรรคในปี 2551 ทั้งหมด ต้องห้ามมิให้ “กระทำการอันมีลักษณะเดียวกันกับกรรมการบริหารพรรค”

 ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดนโยบายของพรรค การกำหนดตัวผู้สมัครหรือตัวแทนของพรรคไปดำรงตำแหน่งต่างๆ การปราศรัยหาเสียง การบริหารหรือการสนับสนุนเงินทุนของพรรคการเมือง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำต้องห้ามทั้งสิ้น

 2) ยิ่งกว่านั้น เพื่อความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทำการเสนอข้อมูลไว้ในเว็บไซต์ทางการของ กกต. ใช้ชื่อว่า “ประมวลข้อหารือ คำถาม-คำตอบ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554″ ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 มีเนื้อหาสำคัญแจ้งชัดว่า

 ”คำถาม – กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติในการประชุมครั้งที่ 100/2550 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ห้ามมิให้อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง ช่วยเหลือพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียงเลือกตั้ง การห้ามดังกล่าวอาศัยข้อกฎหมายใด

 คำตอบ – ตามบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 และข้อบังคับของพรรคการเมืองที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น กำหนดให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมือง สิ้นสุดลงเมื่อตกเป็นบุคคลผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉะนั้น บุคคลดังกล่าวจึงพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองและจะไปจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่อีกไม่ได้ ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นต้องยุบไป ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 หากบุคคลดังกล่าวได้เข้าไปใช้อำนาจหน้าที่ หรือกระทำการอันมีลักษณะเช่นเดียวกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง ก็อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 (มติ กกต. ครั้งที่ 45/2554 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554)”

 แถมยังอธิบายลงรายละเอียดเอาไว้อีกหลายกรณีด้วย เช่น

 ”คำถาม – กรณีการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งจะครอบคลุมถึงลักษณะใดบ้าง

 คำตอบ – การปราศรัยหาเสียงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เช่น การขึ้นเวทีก็ถือเป็นปราศรัยหาเสียง (มติ กกต. ครั้งที่ 45/2554 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554)”

 หรือ

 ”คำถาม – กรณีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะไปช่วยเหลือหรือมอบเงินปลอบขวัญแก่ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามโครงการสวัสดิการและสวัสดิภาพครู สามารถกระทำได้หรือไม่

 คำตอบ ควรหลีกเลี่ยงการดำเนินการ เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้มีการร้องคัดค้านว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550…”

 จะเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำอธิบายแจ้งชัดแก่ทุกพรรคการเมือง ย้ำ! “ทุกพรรคการเมือง” รวมถึงพรรครัฐบาลในขณะนั้นด้วย ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ หรืออะไรควรหลีกเลี่ยง

 ทุกพรรคการเมือง จึงถูกบังคับอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบ กติกาการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเท่าเทียมกัน

 3) กรณีพรรคเพื่อไทย ข้อเท็จจริงปรากฏ

 3.1 รับสารภาพผ่านป้ายหาเสียง?

 ใช่หรือไม่ว่า พรรคเพื่อไทยได้รับสารภาพผ่านป้ายหาเสียงของตนเองมาโดยตลอดว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบพรรค ถูกเพิกถิอนสิทธิทางการเมือง และต้องห้ามมิให้ “กระทำการอันมีลักษณะเดียวกันกับกรรมการบริหารพรรค” ได้มีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรคเพื่อไทย

 โดยป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยถึงกับระบุว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

 เท่ากับประกาศและยอมรับต่อสาธารณชนว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้คิดนโยบาย มาตรการ และการดำเนินการต่างๆ ให้พรรคเพื่อไทยทำตาม

 3.2 ทักษิณร่วมประชุม สั่งการ กำหนดนโยบาย?

 มีเหตุการณ์ที่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554 ทักษิณ ชินวัตร ได้กระทำการในลักษณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยทั้งหลายก็ได้ยินยอม สนับสนุน หรือร่วมกระทำการให้ทักษิณเข้ามาก้าวก่าย ร่วมประชุม สั่งการ กำหนดนโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน ในการประชุมใหญ่เพื่อแถลงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

 ในวันดังกล่าว ทักษิณได้ประกาศนโยบายต่างๆ ให้พรรคเพื่อไทยนำไปใช้หาเสียงในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท, จบปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 บาท, บัตรเครดิตเกษตรกร, ข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาท, ลดภาษีนิติบุคคล, แจกคอมพิวเตอร์เด็ก, อินเตอร์เน็ตฟรี, ถมทะเล ฯลฯ

 ลูกน้องเก่าของทักษิณที่ไปบวชเป็นพระแล้ว ยังถูกตามตัวให้กลับมาช่วยงานการเมือง เดินเกมการเมืองให้น้องสาวในช่วงเลือกตั้ง และอาจจะได้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หากนางสาวยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกฯ

 3.3 ทักษิณกำหนดตัวแทนชิงตำแหน่งนายกฯ และตัวผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย?

 ทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงออกว่าตนเองมีอำนาจ อิทธิพล หรือสามารถกำหนดตัวบุคคลของพรรคเพื่อไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

 ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ตอนที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็มีการเลือกนายมิ่งขวัญเป็นหัวหน้าทีม ทำให้นายมิ่งขวัญ และ ส.ส.ที่สนับสนุนตั้งความหวังว่านายมิ่งขวัญจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย แต่หลังจากนั้นทักษิณก็บอกว่า “หนังจบแล้ว” แถมยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าผู้จะถูกส่งชื่อลงในบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อเสนอตัวเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าพรรค แต่เป็นคนที่ตนเองคิดไว้ในใจแล้ว

 หากทักษิณไม่สั่งการ หรือไม่เข้ามามีบทบาท มีอำนาจเหนือการตัดสินกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ถามว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ซึ่งไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองเลย จะได้รับการเสนอชื่อขึ้นอันดับหนึ่ง เหนือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ข้ามหัว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และคนในพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน หรือไม่?

 3.4 ทักษิณตั้งรัฐบาลที่ดูไบ หรือที่เมืองไทย?

 หลังการเลือกตั้ง ยังปรากฏว่า บุคคลใกล้ชิดพรรคการเมืองหลายพรรคที่กำลังมีข่าวจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์ และเดินทางไปวิ่งเต้นเก้าอี้รัฐมนตรี เข้าเจรจากับทักษิณ ไม่ว่าจะที่บรูไนหรือที่ดูไบ

 นายบรรหาร ศิลปอาชา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังกลับมาจากการพูดคุยกับทักษิณ ในทำนองว่า “ได้เก้าอี้รัฐมนตรีมาสัก 3 ที่นั่ง ก็บุญแล้ว”

 สะท้อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ บริหารพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลอยู่ ใช่หรือไม่?

 เมื่อการกระทำของทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี เป็นการกระทำที่แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อการกระทำของทักษิณนั้นมีลักษณะเดียวกันกับกรรมการบริหารพรรค กล่าวคือ ช่วยกำหนดนโยบายและตัวบุคคลในพรรคเพื่อไทย ก็ย่อมเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อ มาตรา 97 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค

 4) การกระทำของนายบรรหารก็ดี นายสุวัจน์ก็ดี นายสมชายก็ดี และอดีตกรรมการบริหารของพรรคการเมืองอื่นใดที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิการเมืองจากการยุบพรรคการเมืองก็ดี หากพบว่ามีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือ กระทำการเสมือนหนึ่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ฯลฯ ไม่ว่าโดยการปราศรัยหาเสียง การกำหนดตัวบุคคลของพรรค ฯลฯ

 พรรคการเมืองและบุคคลเหล่านั้น ก็สมควรจะต้องถูกสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

 5) การใช้วิธีแสดงพลัง หรือข่มขู่ กดดัน ด้วยการประกาศจะนำมวลชนคนเสื้อแดงไปคุกคามการทำหน้าที่ของ กกต. นับเป็นกลวิธีทางการเมืองที่สมควรได้รับการประนามอย่างยิ่ง

 เพราะ กกต.ต้องทำหน้าที่ของตนบนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย” มิใช่ด้วย “ความกลัว”

 ใครผิดว่าไปตามผิด ใครไม่ผิดก็ไม่สมควรได้รับการลงโทษ

 พรรคการเมืองใดปล่อยให้กรรมการบริหารพรรคของตนกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่?

 พรรคการเมืองใดสมคบคิดหรือยินยอมให้ทักษิณ ชินวัตร รวมถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเข้ามาก้ายก่าย กระทำการเสมือนหนึ่งผู้บริหารพรรคการเมืองหรือไม่?

 กกต.ต้องหาญกล้าทำหน้าที่ของตน มิฉะนั้น กฎหมู่จะอยู่เหนือกฎหมาย โจรจะครองเมือง!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต