การได้รับประกันตัวออกจากคุกของเหล่าบรรดาแกนนำขบวนการเสื้อแดง ก่อให้เกิดความงุนงงสงสัยแก่ผู้สนใจติดตามสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในบ้านเมืองอย่างยิ่ง
และนำมาซึ่งความรู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองในอนาคต
1) การเคลื่อนไหวภายใต้แกนนำเสื้อแดงกลุ่มนี้ ได้เกิดขึ้นถึง 2 ปีซ้อน
ในปี 2552 ล้มการประชุมอาเซียน ประกาศไล่ล่านายกรัฐมนตรี บุกเข้าปิดล้อมและพยายามฆ่านายกฯ และเลขาธิการฯ ที่กระทรวงมหาดไทย เกิดสถานการณ์จลาจลในกรุงเทพมหานคร แม้จะไม่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิต แต่ก็มีความเสียหายร้ายแรง และทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน เป็นชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ออกมาปกป้องชุมชนของเขามิให้ถูกคนเสื้อแดงเผา
ล่าสุด ปี 2553 ที่ผ่านมา คนกลุ่มเดิมได้ก่อให้เกิดสถานการณ์สงครามก่อการร้ายกลางเมือง ยึดพื้นที่ย่านธุรกิจเป็นตัวประกัน มุ่งให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจส่วนรวม บุกโรงพยาบาล ปิดกั้นทางเข้าโรงพยาบาล เพื่อหวังกดดัน ล้มรัฐบาล
มีการใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐคู่ขนานไปกับการชุมนุมของประชาชน
ประชาชนที่ออกมาคัดค้านการกระทำของคนเสื้อแดงถูกกองกำลังติดอาวุธสังหาร
มีการก่อการร้าย โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ สถานที่ราชการ สถานที่สำคัญ เช่น ยิงถล่มทหารที่สี่แยกคอกวัว ยิงประชาชนผู้ชุมนุมด้วยกันเองเพื่อโยนความผิดให้ทหาร พยายามยิงอาร์พีจีเข้าใส่วัดพระแก้ว ยิงคลังเก็บน้ำมัน ยิงระเบิดถล่มสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(ช่อง ๑๑) ยิงเข้าใส่ค่ายทหารราบ ๑๑ กองบัญชาการกองทัพบก สถานีตำรวจลุม พินี วางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง
มีการบุกเผาและปล้นสะดมภ์ร้านค้าของประชาชน เผาทำลายห้างเซ็นทรัลเวิร์ล เซ็นเตอร์วัน บิ๊กซี การไฟฟ้าคลองเตย ดินแดง เผาศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง ฯลฯ
หลังจากนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐได้ติดตามจับกุมคุมขังแกนนำคนเสื้อแดงแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าเกิดเหตุร้ายในลักษณะเดิมอีกเลย ทำให้ประชาชนผู้เคารพกฎหมายบ้านเมืองรู้สึกเบาใจ และเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศว่าจะสามารถเอาตัวผิดมาลงโทษ เพื่อสร้างบรรทัดฐานแห่งความเป็นธรรมแก่สังคมส่วนรวม โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้าย
2) แกนนำเสื้อแดงที่ได้รับการประกันตัวครั้งนี้ ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.พ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายยศวริศ ชูกล่อม และ นายภูมิกิตติ สุขจินดาทอง
ใช้เงินประกันตัวมูลค่าคนละ 600,000 บาท พ่วงเงื่อนไขห้ามกระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ในอันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาญาจักรหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ ทำให้จำเลยคดีก่อการร้ายเหล่านี้ได้ออกจากคุก คือผู้ที่ไปขึ้นให้การเป็นพยานต่อศาลในการขอประกันตัว ประกอบด้วย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ, พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1, นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
น่าคิดว่า พล.ต.สนั่น เคยเป็นและยังเป็นรองนายกฯ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาจลาจลในปี 2552 และก่อการร้ายในปี 2553 นั้น เสธ.หนั่นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้แสดงบทบาทในการแก้ปัญหาคนเสื้อแดงเท่าที่ควร
แถมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 รองนายกฯ พล.ต.สนั่นยังได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศนอร์เวย์ แล้วกลับมาให้สัมภาษณ์ว่า “ไปเจอกันโดยบังเอิญ”
นอกจากนี้ ปัจจุบัน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 และนายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ล้วนเป็นข้าราชการผู้มีอำนาจหน้าที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เมื่อบุคคลเหล่านี้ถูกดำเนินคดีในฐานก่อการร้าย โดยมีพยานหลักฐานซึ่งรวบรวมโดยเจ้าพนักงานสอบสวนและอัยการทางฝ่ายรัฐ อยู่ระหว่างฟ้องร้องดำเนินคดีในศาล หากไม่คัดค้านการประกัน บุคคลทั้งสองก็ควรจะสงวนท่าที
แต่ครั้งนี้กลับไปขึ้นให้การช่วยเหลือคู่คดีของรัฐ
3) ก่อนหน้านี้ เคยมีการวิพากษ์วิจารณ์การอาศัยอำนาจคณะรัฐมนตรี การสั่งการกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนท่าทีของรองนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ในลักษณะที่พยายามเอื้ออำนวยให้จำเลยเสื้อแดงประกันตัวได้ง่ายขึ้น ว่าเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการกดดันศาล และก้าวล่วงการใช้อำนาจตุลาการของศาลยุติธรรม
โดยอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา “ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ” เคยแสดงความเห็นไว้ว่า
“…การดำเนินการขอประกันตัวโดยใช้มติ ครม.ดังกล่าว จึงเป็นการดึงสถาบันศาลเข้าสู่วังวนทางการเมือง และจะถูกแทรกแซงทางการเมือง ทั้งโดยฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล ก็อาจเป็นไปได้ทั้งสิ้น ทั้งการใช้มติ ครม.เพื่อให้ศาลประกันตัวผู้ต้องหาดังกล่าว ยังเป็นการดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์แต่อย่างใดไม่ และเป็นการปิดกั้นประชาชนไม่ให้ได้รับความยุติธรรมในความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหาอีกด้วย…”
การที่มีเจ้าหน้าที่รัฐไปช่วยเหลือจำเลยก่อการร้ายในครั้งนี้ จะเข้าข่ายเช่นเดียวกันหรือไม่?
4) แกนนำเสื้อแดงที่ได้รับการประกันตัวออกจากคุกนั้น ล้วนเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย ซึ่งอันมีโทษร้ายแรงสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต
แกนนำเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือดูแลจากทีมทนายความพรรคพวกของทักษิณ และคนของรัฐบางส่วน แต่ทอดทิ้งให้คนเสื้อแดงอีกจำนวนมากต้องอยู่กันตามยถากรรมภายในคุก
ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงถูกแกนนำทอดทิ้ง ไม่เคยให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย จนภาครัฐต้องเข้าไปช่วยดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานระหว่างที่อยู่ในคุก โดยที่เกือบทุกคนมิได้ต้องคดีก่อการร้าย แต่ถูกดำเนินคดีเบากว่านั้น (ผิดกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน) ปัจจุบัน ยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกกว่า 150 คน
น่าคิดว่า ความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อระบบยุติธรรมของประเทศจะเป็นอย่างไร หากคนต้องโทษคดีหนักได้ปล่อยตัว แต่คนต้องโทษคดีเบา (ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ) กลับถูกทอดทิ้งให้ติดอยู่ในคุก
ทั้งๆ ที่ ควรจะเป็นตรงกันข้าม คือ จำเลยคดีร้ายแรง โทษหนัก มีพฤติการณ์ความผิดชัดเจน หรือมีความเสียหายร้ายแรง ควรอยู่ในคุก แต่จำเลยคดีโทษเบา ควรมีโอกาสได้รับการประกันตัวมากกว่า
5) เปรียบเทียบโอกาสหลบหนีของแกนนำคดีก่อการร้าย กับคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีเบากว่านั้น จะเห็นว่า แกนนำก่อการร้ายย่อมมีโอกาสที่จะหลบหนีมากกว่า
ทั้งมีเงินทอง ทรัพย์สิน มีช่องทางหลบหนี มากกว่าคนเสื้อแดงทั่วไป
และมีแรงจูงใจให้หนีมากกว่า เพราะบทลงโทษสูงสุดของคดีก่อการร้ายถึงขั้นประหารชีวิต
หรือตรงกันข้าม ย่อมทำให้มีแรงผลักดันที่จะก่อเหตุร้าย หรือทำทุกวิถีทาง (รวมถึงอาจกระทำผิดกฎหมาย) เพื่อให้ตนไม่ต้องถูกลงโทษในคดีก่อการร้าย เพราะอาจหมายถึงถูกประหารชีวิต
พูดง่ายๆ ว่า แพ้ไม่ได้
ลำพังเงินประกัน หรือคำพูดของจำเลย (รวมถึงพยาน) จะเป็นหลักประกันมิให้จำเลยหลบหนีได้หรือไม่ เพราะเคยมีกรณีของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยเดินทางกลับมาขึ้นศาล ต่อสู้คดีในยุครัฐบาลสมัคร แต่เมื่อใกล้วันพิพากษา เห็นท่าไม่ดี ก็สามารถใช้เล่ห์เหลี่ยมหลบหนีความผิดออกนอกประเทศไปจนถึงวันนี้
6) การกำกับดูแลและควบคุมจำเลยก่อการร้ายให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกันตัวอย่างเคร่งครัด จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หากดูจากกรณีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นตัวอย่าง
โดยเฉพาะอย่างอย่างยิ่ง ท่าที “อหังการ” ของจำเลยก่อการร้ายเหล่านี้ เพราะทันทีที่ได้ออกจากคุก ก็ประกาศเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้สึกรู้สาต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
เป็นท่าทีที่แตกต่างจากกรณีของนายวีระ มุสิกพงศ์ ที่เมื่อได้รับการประกันออกไป ก็ดูเหมือนจะจำกัดบทบาทของตนเอง ไม่ปลุกระดมเคลื่อนไหวอย่างเอิกเกริกเหมือนที่นายจตุพรกระทำ
คราวนี้ แกนนำก่อการร้ายบางคน ถึงกับประกาศว่าจะลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย เพราะต้องการเป็น ส.ส. เพื่อจะได้เอกสิทธิความเป็นผู้แทนราษฎร เอาไว้ช่วยเหลือตนเองมิให้ติดคุก (เลียนแบบนายจตุพร)
สะท้อนว่า มิได้จะเลิกพฤติกรรมการกระทำความผิด เพียงแต่จะหาเกราะป้องกัน ให้ตนสามารถทำผิดได้โดยไม่ถูกลงโทษ!
7) การที่จำเลยก่อการร้ายได้รับการประกันตัวออกไป ภายหลังจากที่มีขบวนการกดดันศาลยุติธรรม
ชุมนุมหน้าศาลอย่างเอิกเกริก และใช้ช่องทางกดดันทั้งหน้า-หลัง
น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า พฤติการณ์กดดันศาล ท้าทายอำนาจศาล ทำลายความน่าเชื่อถือของศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อหวังผลตามความต้องการของตน จะถูกนำไปใช้มากขึ้น
8) ขอสนับสนุนการทำหน้าที่ของคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย ที่ยินยันว่าจะให้มีการติดตามพฤติกรรมของคนเหล่านี้ว่ากระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวหรือไม่ และพร้อมที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการประกันตัวทันทีที่มีการทำผิดเงื่อนไข
สุดท้าย… เมษายน 2552 จลาจลกลางเมือง
เมษายน – พฤษภาคม 2553 ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง สงครามกลางเมือง
มาถึงปี 2554 เมษายน – พฤษภาคม – มิถุนายน… เชื่อว่า พระสยามเทวาธิราชจะช่วยปัดเป่า มิให้บ้านเมืองถูกกระทำชำเราเพื่อ “บูชายัญ” แก่กลุ่มคนที่ตั้งใจทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวของตนและนายใหญ่
แต่ครั้งนี้ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้มีอำนาจหน้าที่ ก็คงต้องทำอะไรที่มากกว่าการออกมาบอกในภายหลังว่า “คาดไม่ถึง” (อีกแล้ว)
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต