ปล่อยตัวแกนนำก่อการร้าย? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 27/12/2010

     ปล่อยตัวแกนนำก่อการร้าย? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)ปล่อยตัวแกนนำก่อการร้าย? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 27/12/2010

         หลังจากที่ฝ่ายการเมืองในรัฐบาลได้แสดงท่าทีประนี ประนอม อะลุ่มอะล่วย พูดทำนองว่าแกนนำเสื้อแดงบางคนน่าจะได้รับการประกันตัวออกมา เพราะไม่มีท่าทีพฤติกรรมรุนแรง! 

         ฝ่ายทนายความของเสื้อแดงได้เตรียมจะยื่นขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราว (ขอประกันตัว) แกนนำและผู้ต้องหาเสื้อแดงทั้งหมดที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในคุก 

         การขอประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่อำนาจเด็ดขาดนั้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาลยุติธรรม 

         เรื่องนี้ หากมีการยื่นกันจริงเมื่อไหร่ ไม่ว่าศาลจะพิจารณาชี้ขาดอย่างไร ทุกฝ่ายจะต้องเคารพ 

         ขณะนี้ จึงน่าสนใจว่า ผู้คนในสังคม เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ อัยการ จะมีท่าทีอย่างไรต่อการขอประกันตัวในครั้งนี้? 

         1) โดยหลักสากลทั่วไป และภายใต้คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดี ยังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบเท่าที่ยังไม่ถูกศาลพิพากษาชี้ขาด 

         ผู้ต้องหาทุกคน ควรได้รับโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาล 

         หลักการข้างต้น เป็นเรื่องถูกต้อง เหมาะสม และควรได้รับการถือปฏิบัติอย่างถูกต้อง 

         2) กรณีที่มีการจับกุมคุมขัง ควบคุมตัวผู้ต้องหาสำคัญไว้ในคุก ระหว่างดำเนินคดีในชั้นศาล เป็นขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งต้องพิจารณาตามมูลเหตุ ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ในแต่ละคดี 

         ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้ว ศาลย่อมพิจารณา “คุ้มครองป้องกันประโยชน์ของสังคมส่วนรวม” 

         หากว่าผู้ต้องหานั้น รูปคดีมีพฤติการณ์ร้ายแรง หรือส่อแสดงว่าจะหลบหนี หรือมีความสุ่มเสี่ยงที่จะออกไปก่อเหตุซ้ำ สร้างความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้อื่น หรือเข้าไปยุ่งเหยิง ทำลายพยานหลักฐาน ขัดขวาง ข่มขู่ หรือทำความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม ศาลก็อาจพิจารณาไม่อนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) ก็เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม 

         การขังผู้ต้องหาที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี เป็นอำนาจศาล ตามหลักอาชญาวิทยาสากลทั่วไป 

         3) กรณีที่มีการคุมขังแกนนำเสื้อแดง และคนเสื้อแดงนั้น แต่ละคนต้องคดีแตกต่างกันไปตามมูลเหตุแห่งการกระทำความผิด 

         ประการสำคัญ คือ ไม่มีผู้ใดถูกดำเนินคดีการเมือง ทุกคนล้วนถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา 

         คดีอาจหนัก-เบา มาก-น้อย แตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของแต่ละคน 

         ต้องไม่ลืมว่า… การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้ปรากฏชัดเจนว่า มิใช่การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ มีการฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง ก่อความรุนแรง ใช้อาวุธ 

         จงใจปิดการจราจรแบบถาวร ยึดสี่แยกราชประสงค์ มุ่งให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจส่วนรวม บุกโรงพยาบาล ปิดกั้นทางเข้าโรงพยาบาล เพื่อหวังกดดัน ล้มรัฐบาล 

         ขณะเดียวกัน ก็มีปฏิบัติการคู่ขนานไปกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ สถานที่ราชการ สถานที่สำคัญ เช่น ยิงถล่มทหารที่สี่แยกคอกวัว ยิงประชาชนผู้ชุมนุมด้วยกันเองเพื่อโยนความผิดให้ทหาร พยายามยิงอาร์พีจีเข้าใส่วัดพระแก้ว ยิงคลังเก็บน้ำมัน ยิงระเบิดถล่มสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(ช่อง11) ยิงเข้าใส่ค่ายทหารราบ 11 กองบัญชาการกองทัพบก สถานีตำรวจลุมพินี วางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง 

         ยิงอาวุธร้ายแรงเข้าสู่ฝูงชนที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายหลายคน หลายครั้ง มีการบุกเผาและปล้นสะดมภ์ร้านค้าของประชาชน เผาทำลายห้างเซ็นทรัลเวิร์ล เซ็นเตอร์วัน บิ๊กซี การไฟฟ้าคลองเตย ดินแดง เผาศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง ฯลฯ 

         ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงต้องมีการติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย 

         เพราะการกระทำเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา 

         แม้ผู้ต้องหาคนเสื้อแดง จะอ้างว่าตนเองกระทำไปเพราะเป้าหมายทางการเมือง แต่การกระทำนั้นผิดกฎหมายอาญา จึงต้องถูกดำเนินคดีอาญา โดยไม่สามารถอ้างว่าเป็นคดีการเมือง 

         พูดง่ายๆ ว่า ผู้ต้องหาเสื้อแดงกระทำผิดอาญา โดยมีเป้าหมายทางการเมือง 

         แกนนำบางคน จึงได้ถูกดำเนินคดีร้ายแรงในข้อหาก่อการร้าย 

         4) กรณีคดีก่อการร้ายของแกนนำเสื้อแดงบางคนนั้น ศาลเคยมีคำสั่งห้ามประกันตัวมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ด้วยเหตุผลว่า 

          “ข้อหาร่วมกันหรือใช้ผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานก่อการร้าย มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต และเป็นภัยแก่ประชาชนโดยส่วนรวม หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เกรงผู้ต้องหาหลบหนี ให้ยกคำร้อง” 

         5) โดยทั่วไป… กรณีถ้าจะมีการปล่อยตัวผู้ต้องหา (ประกันตัว) ระหว่างกระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาล เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน จะต้องตระหนักถึงผลได้ผลเสียที่จะมีต่อสังคมส่วนรวม โดยต้องมั่นใจได้ว่า ผู้ต้องหาจะไม่หลบหนี ซึ่งจะทำลายความยุติธรรมแห่งคดี หรือไม่ไปก่อความเสียหายดังกล่าวข้างต้น 

         ด้วยเหตุนี้ เจ้าพนักงานสอบสวนก็ดี อัยการก็ดี หรือดีเอสไอก็ดี ในฐานะเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดี จึงมีหน้าที่พิจารณาว่าจะคัดค้านการประกันตัวหรือไม่? ถ้าจะปล่อยตัวควรมีเงื่อนไขอย่างไร? ซึ่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ “ป้องกันไว้ก่อน” โดยไม่เล็งหวังผลทางการเมืองใดๆ เข้ามารบกวนการพิจารณาตัดสินใจ เพื่อให้ข้อมูลและความคิดเห็นต่อศาล ดุลและคานกับการร้องขอปล่อยตัวของทนายความฝ่ายผู้ต้องหา 

         ฝ่ายผู้ต้องหาถึงกับต้องมีหลักทรัพย์หรือเงินมาวางประกันแทนตนเอง 

         เสมือนเอาเงินมาติดคุกแทน 

         เพื่อว่าถ้าผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว กระทำผิดเงื่อนไขการประกัน ศาลก็มีอำนาจที่จะริบเงินประกันนั้นได้ พร้อมๆ กับเพิกถอนการประกัน แต่กรณีเช่นนี้ ถ้าผู้ต้องหาหลบหนี หรือกระทำความเสียหายร้ายแรงอันไม่อาจเยียวยา ผลร้ายที่เกิดขึ้นต่อความยุติธรรมในสังคมย่อมไม่คุ้มค่ากับเงินประกัน 

         ยิ่งกว่านั้น การเอาเงินกองทุนยุติธรรมไปช่วยเหลืออุ้มชูแกนนำเสื้อแดงผู้ต้องคดีก่อการ ร้าย อันเป็นคดีอาญาร้ายแรง โดยออกค่าประกันตัวให้เสร็จสรรพ ก็เท่ากับว่า ผู้ต้องหาไม่มีอะไรต้องเสีย หากคิดจะหลบหนี หรือกระทำผิดสัญญาประกัน 

         เรียกว่า เอาเงินหลวงมาติดคุกแทน! 

         ขืนปล่อยตัวไปแล้ว ในอนาคต หากผู้ต้องหาหลบหนี ไม่มาศาล ศาลก็ริบเงินกองทุนยุติธรรมที่เป็นเงินประกันนั้น ฝ่ายผู้ต้องหาจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะรักษาสัญญาการประกันตัว 

         6) การที่ฝ่ายการเมืองในรัฐบาลดำเนินนโยบายทางการเมือง โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี การสั่งการกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนท่าทีของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ฯลฯ ในลักษณะที่เอื้ออำนวยให้ผู้ต้องหาเสื้อแดงประกันตัวได้ง่ายขึ้นนั้น เป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการกดดันศาล และก้าวล่วงการใช้อำนาจตุลาการของศาลยุติธรรม 

         อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา “ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ” ถึงกับแสดงความเห็นไว้ว่า 

           “…การดำเนินการขอประกันตัวโดยใช้มติ ครม.ดังกล่าว จึงเป็นการดึงสถาบันศาลเข้าสู่วังวนทางการเมือง และจะถูกแทรกแซงทางการเมือง ทั้งโดยฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล ก็อาจเป็นไปได้ทั้งสิ้น ทั้งการใช้มติ ครม.เพื่อให้ศาลประกันตัวผู้ต้องหาดังกล่าว ยังเป็นการดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนผู้ บริสุทธิ์แต่อย่างใดไม่ และเป็นการปิดกั้นประชาชนไม่ให้ได้รับความยุติธรรมในความเสียหายอันเกิดจาก การกระทำความผิดของผู้ต้องหาอีกด้วย…” 

         7) ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ควรต้องพิจารณาจำแนกแยกแยะตามข้อเท็จจริงและมูลเหตุความร้ายแรงแห่งคดีของ ผู้ต้องหาแต่ละคน เพื่อพิจารณาว่าจะคัดค้านการประกันตัวในรายใดบ้าง อย่างไร 

         กรณีผู้ต้องหาบางรายที่ถูกดำเนินคดีความผิดไม่ร้ายแรงนัก และมีจำนวนไม่น้อยถูกทอดทิ้งจากแกนนำ ไม่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไม่นำเงินบริจาคมาช่วยประกันตัวให้ หรือแม้แต่ ส.ส.ที่ยุยงให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมก็ใจดำ ไม่ใช้ตำแหน่งของตนมาช่วยประกันตัวให้ชาวบ้าน อย่างนี้ ภาครัฐก็ควรพิจารณานำเงินกองทุนยุติธรรมมาช่วยเหลือเยียวยา เพื่อให้เขาสามารถต่อสู้คดีต่อไปได้อย่างเป็นธรรม 

         แตกต่างจากกรณีแกนนำเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีฐานก่อการร้าย แถมนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. ยังย้ำว่า “หากปล่อยตัวแกนนำนปช.ทั้ง 7 คน แล้วออกมาอยู่แบบ “วีระ มุสิกพงศ์” คือใช้ชีวิตแบบ “ตอไม้ที่ตายแล้ว” ก็คงไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ชาติ แต่พวกเขาจะออกมาเพื่อร่วมกันยกระดับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในทุกวันที่ 10 และ 19 ของทุกเดือน” 

         แบบนี้ เป็นท่าทีชัดเจนว่า หากแม้นได้ประกันตัวออกไปแล้ว ก็ยังจะนำการเคลื่อนไหวปฏิบัติการเพื่อเป้าประสงค์ของพวกตนต่อไป โดยไม่สำนึกต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย สุ่มเสี่ยงต่อการจะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยา อย่างนี้ เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนจึงต้องใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ 

         ดีเอสไอก็ดี ตำรวจก็ดี อัยการก็ดี ควรต้องคัดค้าน มิให้ศาลปล่อยตัว หรือให้ประกันตัวออกมาเด็ดขาด 

         แม้แต่แกนนำเสื้อแดงที่ยังลอยนวลอยู่นอกคุก มีพฤติกรรมยุยงปลุกปั่น ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ทั้งๆ ที่ ยังมีคดีร้ายแรงติดตัวอยู่ในศาล ก็สมควรที่จะพิจารณาขอให้ศาลเพิกถอนการประกันตัว หรือให้มีการจับกุมคุมขังไว้ในคุก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และป้องกันรักษาความสงบของส่วนรวม 

         อย่ารอให้มีการเผาบ้านเผาเมือง เกิดเหตุจลาจล ก่อการร้าย ฆ่ากันตายอีกรอบ… แล้วจึงออกมาบอกว่า “คาดไม่ถึง” (อีกแล้วหรือ)

 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต