ประเทศไทยบนความเสี่ยง (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (22/8/2011)


 รัฐบาลน้องทักษิณ กำลังผลักดันประเทศไทยให้เดินไปบนเส้นลวด…

 โดยมีหุบเหวของวิกฤติร้ายแรง 2 ด้าน รออยู่เบื้องล่าง คือ วิกฤติการเมือง และวิกฤติเศรษฐกิจ

 วิกฤติการเมือง จะเกิดจากการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ทักษิณ บางกรณีที่เริ่มต้นแล้ว เช่น กรณีทักษิณได้เข้าญี่ปุ่น กรณีไม่เรียกเก็บภาษีหุ้นชินฯ หมื่นกว่าล้าน ฯลฯ

 วิกฤติเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายแม่บุญทุ่ม ลดแหลกแจกสะบัดของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งจะมีผลเสียทั้งสองทางพร้อมๆ กัน ได้แก่ ปัญหาทางการคลังแผ่นดิน และปัญหาภาวะเงินเฟ้อ

 พูดภาษาชาวบ้าน คือ ใช้เงินหลวงหาเสียงจนต้องกู้ยืม เพิ่ม ภาระหนี้สาธารณะของประเทศ และในขณะเดียวกัน การอัดฉีด เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจนเกินพอดี ก็จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว เดือดร้อนกันทั่วทุกหย่อมหญ้า

 ปัญหาการเมืองมีคนพูดกันพอสมควร วันนี้ จึงขอชี้ประเด็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ อันจะเกิดจากนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นสำคัญ

 1) นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะมีการแถลงต่อรัฐสภานั้น ได้มีการสอดแทรกเนื้อหาอันระบุถึงสภาวการณ์ ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุถึงภาวะเงินเฟ้อที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

 แต่น่าเสียดาย… ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดใหม่จะไม่นำพาต่อสภาพการณ์ข้อเท็จจริงของประเทศเลยแม้แต่น้อย เพราะเนื้อหาสาระของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะดำเนินการนั้น นอกจากจะไม่แก้ไข เยียวยาปัญหาเงินเฟ้อแล้ว กลับยังจะมีส่วนซ้ำเติมปัญหา และบ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างน่าหวั่นวิตก ด้วย มาตรการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน แจกจ่ายและอัดฉีดเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ มากมาย

 2) ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” เป็นหน่วยงาน อิสระที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบจากนโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาล

 รายละเอียดเรื่องนี้ เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ทุกฝ่ายควรตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลชุดใหม่

 สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีรายงานผล การประเมินหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทย ระบุว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะของไทยอาจเพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้หนี้สาธารณะ ของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2554 ซึ่งจะอยู่ประมาณ 44% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ (GDP) จะขยับขึ้นเป็น 60% ของ GDP ในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2556 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ คาดว่าประเทศไทย จะเริ่มมีหนี้สาธารณะสูงกว่ากรอบวินัยการคลังตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เป็นต้นไป และมีโอกาสที่จะสูงใกล้ 70% ของ GDP ในช่วง ปีงบประมาณ 2559

 ถือว่าเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง และอันตรายต่อเสถียรภาพ ของประเทศอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก และมีเศรษฐกิจเปิด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในฐานะการคลังของประเทศจะค่อนข้างรุนแรง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าปัญหาหนี้จะรุนแรงกว่า ที่เกิดขึ้นกับประเทศในกลุ่มยุโรปในปัจจุบัน

 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาแนวโน้มนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เทียบกับโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของ รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลมีมาตรการที่มีผลกระทบกับงบประมาณ ค่อนข้างมาก ขณะที่โครงสร้างรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยธนาคาร แห่งประเทศไทยประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐออกเป็น 4 ด้าน คือ

 (1) มาตรการที่เป็นภาระชัดเจนต่องบประมาณโดยทันที เช่น โครงการรับจำนำข้าวและมาตรการลดภาระค่าครองชีพ หรือประชานิยม เช่น การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

 (2) มาตรการที่จะเป็นภาระผูกพันงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับเพิ่มขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การเพิ่มเงินให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนโยบายด้านสวัสดิการสังคม เช่น การปรับขึ้นเบี้ยคนชรา เบี้ยคนพิการ ฯลฯ

 (3) มาตรการที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ เช่น การปรับลดภาษี นิติบุคคล การคืนภาษีและเพิ่มค่าลดหย่อนให้กับผู้ซื้อบ้านหลังแรก หรือซื้อรถคันแรก หรือการปรับลดภาษีสรรพสามิต น้ำมัน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นต้น และ

 (4) เป็นมาตรการที่เพิ่มโครงการลงทุนของประเทศ เช่น โครงการรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมหัวเมืองใหญ่ โครงการรถไฟรางคู่ชานเมือง และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทาน ซึ่งมาตรการทั้ง 4 ด้านจะเพิ่มรายจ่ายในอนาคตของรัฐบาลในจำนวนที่สูงมาก

 นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นภาระโดยนัยต่องบประมาณ คือ นโยบายที่ดำเนินการ ผ่านสถาบันการเงิน เฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเท่าที่ประเมินจาก 4 โครงการหลัก จะต้องใช้เงินมากถึง 442,000 ล้านบาท หรือประมาณ 20% ของงบประมาณภาครัฐประกอบด้วย

 (1) โครงการสินเชื่อบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร วงเงิน 174,000 ล้านบาท

 (2) โครงการพักหนี้เกษตรกร วงเงิน 210,000 ล้านบาท

 (3) โครงการรีไฟแนนซ์หนี้ส่วนบุคคล 10,000 ล้านบาท

 (4) โครงการบ้านหลังแรก ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 5 ปี วงเงิน 48,000 ล้านบาท

 ซึ่งโครงการเหล่านี้ หากมีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก หรือขาดทุน สุดท้ายจะต้องเป็นภาระของงบประมาณของ ภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ขณะที่เมื่อพิจารณาโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายและงบประมาณ ภาครัฐ พบว่า อัตราการขยายตัวของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ในช่วงปี 2550-2554 เพิ่มขึ้น 8.8% ของ GDP เทียบกับช่วงปี 2540-2549 ที่รายจ่ายของประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 4.9% ขณะที่รายได้ ของรัฐบาลในปี 2550-2554 เพิ่มขึ้น 4.2% ของ GDP เทียบกับในช่วงปี 2540-2549 ที่รัฐบาลที่รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.7% โดยรายจ่ายประจำเป็นรายจ่ายที่สูงมาก ขณะที่งบลงทุนยังคงอยู่ในระดับต่ำอยู่ที่ประมาณ 16% ของงบประมาณรวม ทั้งๆ ที่ อัตราที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 25% ของ GDP

 พร้อมกันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีข้อเสนอแนะต่อ การใช้จ่ายของรัฐบาลในช่วงต่อไป โดยให้จัดลำดับความสำคัญ และเร่งรัดการดำเนินนโยบายที่สำคัญก่อน โดยเน้นรายจ่ายที่จะเพิ่มศักยภาพของประเทศ และมาตรการที่ออกไปควรจะมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้การใช้จ่ายเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยยึดกรอบ วินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

 การดำเนินมาตรการต่างๆ ควรทยอยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อเงินเฟ้อและมีเวลาให้ ภาคธุรกิจและประชาชนปรับตัวได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งจะต้อง พยายามเพิ่มรายได้ของภาครัฐ และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงเพื่อทดแทนกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลทางการเงินในภาคต่างๆ ของประเทศ ซึ่งอาจจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อรุนแรง และภาวะฟองสบู่ของประเทศ รวมทั้งปัญหาหนี้สาธารณะในที่สุด

 ในความเป็นจริงแล้ว ขณะนี้มีวิกฤติหนี้ในสหรัฐและสหภาพยุโรป ประเทศไทยควรจะเอาปัญหาหนี้สินของประเทศอื่นมาเป็นบทเรียน โดยจะต้องรักษาวินัยทางการคลัง ภายใต้สถานการณ์ที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยควรใช้ความระมัดระวังเรื่อง วินัยการคลัง และควรระลึกเสมอว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กและ มีเศรษฐกิจเปิด จึงไม่อาจก่อหนี้สาธารณะได้ระดับสูงเท่ากับประเทศมหาอำนาจ

 3) จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยข้างต้น ควรจะทำให้ฝ่ายการเมืองได้ระลึกถึงความจริงสำคัญที่ว่า นักการเมืองนั้นมาแล้วก็ไป…. แต่สิ่งที่จะยังคงอยู่ คือ ผลพวงจากการดำเนินการ หรือการปู้ยี่ปู้ยำผ่านนโยบายของฝ่ายการเมืองในแต่ละยุค และคนที่จะช่วยดูแลแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าใครจะมา-ใครจะไป ก็คือบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลัง

 ดังนั้น ฝ่ายการเมืองก็ควรจะให้ความสำคัญกับคำเตือน หรือข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองด้วย

 4) นอกจากหน่วยงานภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนก็มีความห่วงใย ในนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ไม่น้อย

 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ได้ประเมินนโยบาย ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท พบว่า หากใช้จริงพร้อมกันทั่วประเทศ จะส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มอีกร้อยละ 2.3 และเงินเฟ้อในหมวดอาหารที่จะเร่งสูงขึ้นอีกเกือบเท่าตัว

 การศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย พบว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2554 อยู่ที่ ร้อยละ 2.6 ถึงร้อยละ 3 ในช่วงสิ้นปีนี้ หากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น วันละ 300 บาท พร้อมกันทุกจังหวัดในไตรมาสแรกของปีหน้า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจทะยานขึ้นสู่ระดับร้อยละ 5 ในช่วงปลายปีหน้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงระดับอันตรายต่อเศรษฐกิจ ไทย เนื่องจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จุดสูงสุด ของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วงที่เศรษฐกิจ โลกร้อนแรงและราคาน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ก็ไม่เคยอยู่เหนือระดับร้อยละ 4

 เงินเฟ้อพื้นฐานที่จะทะยานถึงร้อยละ 5 นี้ จะทะลุกรอบนโยบายการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยวางไว้ ดังนั้น ผลลัพธ์โดยตรงคือดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับขึ้นอีกในปีหน้าอย่างแน่นอน

 ในส่วนของระดับราคาในกลุ่มอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของระดับราคาทั่วไป การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าอื่น โดยจะทำให้อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหาร ณ เดือนมิถุนายน 2554 อยู่ที่ร้อยละ 8 ซึ่งหมายความว่าถ้ามีการขึ้น ค่าจ้างขั้นต่ำดังข้างต้นแล้ว เราอาจจะได้เห็นอัตราเงินเฟ้อในหมวด อาหารวิ่งไปอยู่ที่ร้อยละ 12-15 ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ ของประชาชนและสวนทางกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ค่าแรงที่ได้เพิ่มขึ้น ไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด

 ยิ่งกว่านั้น เมื่อมองให้รอบด้าน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เห็นว่า ไม่ใช่ว่าแรงงานที่อยู่ในประเทศไทยทุกคน จะได้รับค่าแรงขึ้นในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เหมือนกันหมด เพราะยังมีแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นคนจำนวนมาก และแรงงานที่ไม่สามารถต่อรองค่าจ้างตามกฎหมายกับนายจ้าง แต่กลับต้อง แบกรับภาระค่าครองชีพจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ดังนั้น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จึงยังไม่ใช่คำตอบเดียวของการแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน

 5) เงินเฟ้อ หรือ Inflation เป็นปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตระหนักดีว่าเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนอย่างสาหัส และหากได้เกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขได้ยากลำบาก แสนเข็ญ (เหมือนวิกฤติในประเทศอาร์เจนตินาที่เคยเผชิญปัญหาเงินเฟ้อยาวนาน)

 เงินเฟ้อ คือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าครองชีพพื้นฐานจึงแพงขึ้น อันจะมีผลทำให้ค่าของเงินที่ประชาชนถืออยู่ลดลงโดยปริยาย เพราะเดิมมีเงิน 200 บาท สมมุติ ว่าซื้ออาหารกินอิ่มได้ 2 วัน แต่เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าอาหารและราคาสินค้าต่างๆ ยกระดับแพงขึ้นไปหมด เงินจำนวน 200 บาท เท่าเดิม ก็อาจจะสามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวทานได้แค่ 3 ชาม หรือแม้แต่มีเงินในกระเป๋ามากกว่าเดิม เป็น 300 บาท แต่ก็อาจจะซื้อข้าวของเครื่องใช้ได้น้อยกว่าเดิม เป็นต้น

 คนที่เดือดร้อนมากที่สุด เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ ก็คือคนที่มีรายได้เป็นจำนวนเม็ดเงินตายตัวทั้งหลาย เช่น ลูกจ้างที่กิน เงินเดือนประจำ เงินบำนาญ กินดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะจำนวนเงินได้เท่าเดิมแต่ค่าของเงินลดลง

 ต่อให้ได้รับค่าแรง หรือค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจจะโตไม่ทันเงินเฟ้อ

 นักลงทุนทั้งหลาย ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะต้องคาดการณ์ และลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนบรรดาพ่อค้าวาณิช ประเภทที่ทำธุรกิจ ซื้อมา-ขายไป ก็หนีไม่พ้น เพียงแต่ยังสามารถจะผลักภาระไปในราคาสินค้าของตนเองได้บ้าง

 การดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และ เป็นภารกิจที่ต้องมีความต่อเนื่อง ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับหน้าที่ควบคุมดูแลผ่านการกำหนดกรอบนโยบายการเงิน เป้าหมายเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ฯลฯ ส่วนหนึ่งก็เพื่อควบคุมมิให้เงินเฟ้อสูงเกินอัตราที่กำหนดในแต่ละปี เพื่อควบคุมราคาสินค้าโดยรวมภายในประเทศ

 การให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบดูแลนั้น ก็เพื่อให้ได้รับความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ และความมั่นใจจากทุกฝ่ายในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร สถาบันการเงิน นักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนภายในประเทศ ธุรกิจการพาณิชย์ต่างๆ โดยมั่นใจได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง จะเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง สามารถกำกับดูแลโดยใช้มาตรการทางการเงิน ควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย อันจะทำให้ทุกฝ่ายสามารถ วางแผนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างปลอดภัย

 รัฐบาลจึงไม่สมควรที่จะไปก้าวก่าย กดดัน หรือแทรกแซงการดำเนินการในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะโดยการเข้าไปรื้อเป้าหมาย เงินเฟ้อโดยไม่มีเหตุอันควร หรือเข้าไปกดดันบังคับมิให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะจะเท่ากับตัดแขนตัดขา ลิดรอนเครื่องมือ ก้าวก่าย แทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง

 ยิ่งกว่านั้น ยังจะทำให้องคาพยพในระบบเศรษฐกิจทุกภาคฝ่าย เกิดความไม่มั่นใจ ขาดความเชื่อถือในเป้าหมายเงินเฟ้อ ว่าสามารถจะปรับเปลี่ยนลื่นไหลได้ตามอำเภอใจของฝ่ายการเมือง ก็จะทำลายความเชื่อมั่นที่เคยมีอยู่ร่วมกันในระบบ และในที่สุด เมื่อ คนไม่เชื่อถือในเป้าหมายเงินเฟ้อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถ ควบคุมดูแลได้ ทุกคนก็จะคาดการณ์และเก็งกำไรในระบบเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อก็จะทะยานสูงยิ่งขึ้น การทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศก็จะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว

 จึงเป็นที่น่าหวาดวิตกอย่างยิ่ง… หากรัฐบาลน้องสาวของ ทักษิณ ชินวัตร จะดำเนินนโยบายเพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศชาติส่วนรวมในระยะยาว

 เพราะถ้าถึงวันที่ประเทศชาติแบกภาระหนี้สาธารณะที่ พุ่งสูงขึ้นไม่ไหว และเศรษฐกิจของประเทศตกหล่มวิกฤติเงินเฟ้อ รัฐบาลในขณะนั้นก็จะขาดสภาพคล่อง ขาดเครื่องมือที่จะใช้แก้ ปัญหาช่วยเหลือประชาชน เพียงเพราะรัฐบาลของน้องสาวได้ถลุงใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือพี่ชายของตนเสียแล้ว … เท่านั้นหรือ?

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต