บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น : รัฐบาลไม่ผ่าน Probation ออกไปเสียเถอะครับ (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยคน) (24/10/2011)

1) ปกติ บริษัทเอกชนจะมีช่วง “ทดลองงาน” สำหรับพนักงานที่บริษัทเพิ่งรับเข้ามาใหม่

 นิยมเรียกสั้นๆ ว่า “โปรฯ” ย่อมาจาก Probation

 ส่วนระยะเวลาให้พนักงานใหม่ได้ทดลองทำงานนั้น ก็จะอยู่ประมาณ 3-4 เดือน

 ถ้า “ผ่านโปรฯ” แสดงว่าฝีมือถึงหรือมีแวว บริษัทเชื่อมือ ก็จะให้เซ็นสัญญา เป็นพนักงานประจำ

 แต่ถ้าทำงานแย่มาก “ไม่ผ่านโปรฯ” เมื่อพ้น 3-4 เดือน บริษัทเขาประเมินแล้ว ก็จะให้ไปหางานที่อื่นทำเถอะ โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาไล่ออก

 บริษัททั่วไปทำอย่างนี้ แม้แต่เอสซีแอสเสทฯ ก็คงทำอย่างนี้

 2) สำหรับบริษัทประเทศไทย ประชาชนทุกคนคือผู้ถือหุ้น

 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ผู้ถือหุ้นได้ทำการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ “กรรมการบริษัท” ในสภาผู้แทนราษฎร

 กรรมการเหล่านั้น ได้ใช้อำนาจเลือก “ผู้บริหาร” คนใหม่

 ได้มอบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้บริหารสูงสุด

 หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้ใช้อำนาจเลือกทีมบริหารเข้ามาทำงาน

 นับถึงวันนี้ 3-4 เดือนผ่านไป การทำงานของผู้บริหารคนใหม่น่าจะยังอยู่ในช่วง Probation

 3) เมื่อแรกที่กรรมการบริษัทตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุด ก็มีผู้ถือหุ้นจำนวนหลายล้านคนทักท้วง เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีประสบการณ์การบริหารราชการแผ่นดินมาก่อนเลย แม้แต่ในแวดวงธุรกิจก็ผ่านแค่บริษัทที่คนในครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งไม่น่าจะพิสูจน์ฝีมือของตนเองอย่างแท้จริง

 กระนั้น ประชาชนคนไทยผู้ถือหุ้นก็ยังให้โอกาส

 รอดูการทำงานว่า ทิศทางการทำงานและแนวโน้มของประเทศไทยภายใต้การบริหารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นอย่างไร

 สถานการณ์ทางการเมือง ก็สงบนิ่ง ไม่มีใครใส่เสื้อสีแดงไปถือป้ายก่อกวน สร้างบรรยากาศของความแตกแยก ต่อต้านการทำงานของผู้บริหารคนใหม่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 เป็นโอกาสที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้แสดงผลงานให้ผู้ถือหุ้นทุกคนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ว่าอนาคตของประเทศไทยในมือของผู้บริหารคนใหม่นั้น วางใจได้ สบายใจได้ เชื่อมั่นได้

 4) จากวันนั้น จนถึงวันนี้…

 ผู้บริหารคนใหม่ได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองด้วยบททดสอบสำคัญซึ่ง “เอาชะตากรรมของคนไทยทั้งประเทศเป็นเดิมพัน” ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์รับรู้ปัญหาอยู่ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ

 ช่วงเวลาที่ผ่านมา หากเป็นบริษัทเอกชนย่อมจะต้องมีการประเมินการทำงานของผู้บริหารคนใหม่

 ต้องพิจารณาว่า… “เอาอยู่” หรือเปล่า?

 ข้ออ้างที่ว่า นายกฯ คนใหม่ต้องเจอกับปัญหาใหญ่ เป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ เพราะนายกรัฐมนตรีทุกคนล้วนเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหา (ถ้าไม่มีปัญหา จะให้มีนายกฯ ไว้ทำไม)

 การประเมินฝีมือของผู้บริหาร อย่างน้อยควรจะต้องมีประเด็นพิจารณา ดังต่อไปนี้

 4.1 ประสิทธิภาพและทิศทางการทำงาน

 การทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีความพยายามจะเข้าไปปรับเปลี่ยน แทรกแซง สถาบันองค์กรสำคัญๆ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

 นับตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งมีความพยายามจะเอื้อมมือเข้าไปเจรจาต่อรองอำนาจ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับ ส.ว.บางกลุ่ม

 สถาบันข้าราชการพลเรือน.. มีการโยกย้ายแต่งตั้งมากมาย โดยเอาคนที่เคยมีพฤติกรรมเป็นคุณแก่ผลประโยชน์ของคนในตระกุลชินวัตรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ เสมือนหนึ่งเป็นการปูนบำเหน็จรางวัล โดยเพาะในกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ ตลอดจนจัดวางคนของตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ โยกย้ายข้าราชการที่ไม่ใช่พรรคพวกของตนออกจากตำแหน่งโดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด เช่น เลขาธิการ สมช. ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ฯลฯ เป็นต้น

 สถาบันกองทัพ… มีความพยายามผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อเปิดทางให้นักการเมืองแทรกแซง ล้วงลูก และยึดกุมสถาบันทหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 หน่วยงานตำรวจ… อาศัยช่วงที่สังคมกำลังพะวักพะวงกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่งตั้งพี่ชายอดีตภรรยาของทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.

 สถาบันตุลาการ… รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมพิเศษเพื่อมุ่งปรับรื้อระบบยุติธรรมของประเทศโดยเฉพาะ ซ้ำยังมีท่าทีสนับสนุนการดำเนินการที่จะมีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ

 ยิ่งกว่านั้น คนในรัฐบาลยังแสดงท่าทีตอบรับต่อการจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยที่ ส.ส.พรรครัฐบาลบางคนกำลังมีคดีความผิดต่อสถาบันอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

 ทั้งหมด สะท้อนความพยายามที่จะใช้อำนาจรัฐดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมือง เพื่อ “จัดวางระบบอำนาจใหม่”

 มิใช่การใช้พยายามอำนาจรัฐบริหารราชการแผ่นดินมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนส่วนรวมโดยตรง

 เรียกว่า ทุ่มเททรัพยากรไปกับการบริหารอำนาจการเมือง มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหาของประชาชน

 เหมือนจะเป็นการเตรียมพื้นที่ไว้ให้คนบางคน มากกว่าจะแก้ปัญหาประชาชนส่วนรวม

 เสียเวลา เสียโอกาสของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤติ ทั้งน้ำท่วมและเศรษฐกิจโลก

 4.2 เอกภาพในการทำงาน

 ปัญหาน้ำท่วมเป็นวิกฤติใหญ่ของประเทศชาติ แต่การทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกลับสะท้อนวิกฤติของการบริหารจัดการ

 โดยเฉพาะความไม่มีเอกภาพ และไม่มีการบูรณาการอย่างที่นายกฯ ชอบพูดออกทีวี

 ในการรับมือกับวิกฤติอุทกภัยร้ายแรง รัฐบาลประเมินปัญหาผิดพลาดร้ายแรง

 โดยให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ มากกว่าปัญหาน้ำท่วม

 ไม่ว่าจะเป็น การขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่นของทักษิณ ชินวัตร การเดินทางไปต่างประเทศ หรือการเตะฟุตบอลกับกัมพูชา โดยเฉพาะเมื่อทราบถึงปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2554 แล้ว

 ชาวบ้านในพื้นที่ภาคกลางตอนบนสำลักน้ำเจียนตาย รอจนถึงต้อนเดือนนตุลาคม 2554 นายกรัฐมนตรีจึงได้เปิด “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” (ศปภ.)

 มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็น ผู้อำนวยการ ศปภ.

 น่าสังเกตว่า แม้แต่การตั้ง ศปภ.ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด เพียงเพื่อ “ช่วยเหลือผู้ประสบภัย” หาได้เห็นความสำคัญของการ “แก้ปัญหาน้ำท่วม” ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ การแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ฯลฯ

 หน่วยงานดังกล่าวน่าจะถูกออกแบบมาเพียงเพื่อแจกจ่ายสิ่งของ ช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อน จ่ายเงินชดเชย จะด้วยเหตุนี้หรือไม่ จึงให้รัฐมนตรียุติธรรมมาเป็นประธานฯ

 แทนที่จะใช้คนที่มีประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับระบบชลประทานของประเทศ เข้ามาจัดการน้ำ บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ซึ่งปัญหาน้ำท่วมจำเป็นต้องบูรณาการผู้มีอำนาจหน้าที่สำคัญๆ เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ เช่น กระทรวงเกษตร กระทรวงมหาดไทย ทหาร ตำรวจ

 แทนที่จะใช้คนที่มีประสบการณ์ความรู้ที่ดีที่สุดสำหรับรับมือกับปัญหาของประเทศชาติ กลับเลือกใช้เฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงพวกพ้องของตนเอง แม้แต่นักกฎหมายที่คอยแนะนำเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สาธารณภัย ก็ยังเลือกใช้ทนายความของทักษิณ (ซึ่งเคยติดคุกฐานเอาเงินใส่ถุงขนมไปให้เจ้าหน้าศาล)

 ไม่ให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา สะท้อนผ่านประสบการณ์ตรงของนายปรเมศวร์ มินศิริ” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ThaiFlood.com ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลน้ำท่วมภาคประชาชน มีประสบการณ์ในการรับมือกับน้ำท่วมร่วมกับรัฐบาลมาก่อน แต่ก็ต้องถอนตัวอกจาก ศปภ. โดยให้ความเห็นอย่างตรงไปมาว่า

 ”… ศปภ. ไม่ยอมให้ภาคประชาชนเข้าประชุม เพื่อแชร์ข้อมูล และไม่ยอมรับความคิดเห็นจากภาคประชาชนเลย ซึ่ง ศปภ. ก็ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่มีการลำดับแผนงานก่อนหลัง เอาแต่รักษาหน้าของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว…” และ “… ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย กลายเป็นของเล่นของนักการเมืองเห็นแก่ตัวไม่กี่คนที่กำลังเพลินกับการใช้งบประมาณฉุกเฉิน”

 ยิ่งกว่านั้น การทำงานของ ศปภ.ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความไร้เอกภาพ

 กรณีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หนึ่งในกรรมการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) เร่งรีบออกมาแถลงข่าว ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ดอนเมือง รังสิต ฯลฯ อพยพทันที โดยระบุว่า น้ำจะท่วมสูง 1 เมตรภายใน 7 ชั่วโมง

 ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตระหนก โกลาหล

 แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลและ ศปภ. กลับต้องออกมาแถลงแก้ข่าว

 กรณีที่ประธาน ศปภ. ยืนยันว่านิคมอุตสาหกรรมนวนครจะปลอดภัยจากน้ำท่วมแน่นอน แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงน้ำทะลักเข้าท่วมเต็มพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เกิดความเสียหายมหาศาล คนตกงานทันทีนับแสน

 นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายกรณีที่ ศปภ.ออกมาให้ข่าวขัดแย้งกันเองบ้าง สวนทางกับข้อเท็จจริงบ้าง

 กระทั่งเสื่อมความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน

 ประชาชนต้องหันไปพึ่งข้อมูลข่าวสารจากสื่อสารมวลชนและสื่อออนไลน์ เป็นหลัก โดยมี ศปภ.เสมือนเป็นตัวตลก

 ถูกล้อเลียน เย้ยหยันอย่างไม่ควรเกิดขึ้น

 4.3 การให้ข้อมูลกับผู้ถือหุ้น “ธรรมาภิบาล”

 ในบริษัทมหาชน ผู้บริหารจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

 จะต้องให้ข้อมูลและถูกตรวจสอบโดยกรรมการบริษัท ผู้แทนของผู้ถือหุ้น และจะต้องรายงานต่อผู้ถือหุ้นโดยตรง อย่างตรงไปตรงมา

 กรณีการแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น สำคัญยิ่งกว่ากรณีปกติ เพราะประชาชนฝากชีวิตไว้กับข่าวสารข้อมูลของทางราชการ รัฐบาลยิ่งต้องรับผิดชอบต่อการให้ข้อมูลสำคัญแก้ประชาชนอย่างครบถ้วน

 แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการให้ข้อมูลที่สำคัญแก่ประชาชนไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และถูกครหาว่ามีการปกปิด บิดเบือนข้อมูลสำคัญบางอย่างหรือไม่

 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจหัวข้อ “เสียงสะท้อนของชาวบ้านต่อข้อมูลข่าวน้ำท่วมจากการแถลงของรัฐบาล” พบว่า ร้อยละ 86.2 ระบุว่าข้อมูลจาก ศปภ.ไม่ชัดเจนว่าพื้นที่ของประชาชนจะถูกน้ำท่วมหรือไม่

 ร้อยละ 89.3 สับสนกับข้อมูลข่าวน้ำท่วมที่ได้รับจาก ศปภ.

 ร้อยละ 87.2 ไม่วางใจ ไม่เชื่อถือต่อการให้ข้อมูลข่าวน้ำท่วมจาก ศปภ.

 ยิ่งกว่านั้น ประชาชนมีความพอใจเฉลี่ยต่อการให้ข้อมูลข่าวน้ำท่วมของ ศปภ.ด้านต่างๆ โดยภาพรวม ได้คะแนนแค่ 3.36 (จากคะแนนเต็ม 10)

 และความพอใจเฉลี่ยต่อระบบการแจ้งเตือนประชาชนของรัฐบาล ได้แค่เพียง 3.08 คะแนนเท่านั้น!

 แม้แต่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ยังนำเสนอรายงานข่าว วิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือของ ศปภ.ว่า อาจจะกำลังหลอกตัวเองและหลอกประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ของปัญหาน้ำท่วมอยู่หรือไม่!

 ความไม่รับผิดชอบต่อหุ้นส่วนของประเทศไทย ที่ร้ายแรงที่สุด ถูกประจานผ่านภาพรวมความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้

 ไร่นาและพืชผลการเกษตรเสียหายมหาศาล

 นิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 7 แห่ง เสียหายยับเยิน ไม่ว่าจะเป็น สหรัตนนคร, โรจนะ, ไฮเธค, บางปะอิน, แฟคตอรี่แลนด์, นวนคร และบางกระดี

 มีลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างน้อย 663,218 คน

 สถานประกอบการได้รับความเสียหายกว่า 14,172 แห่ง

 ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต คาดการณ์ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ นับเนื่องจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ว่า จะมีความเสียหายต่อธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในส่วนนิคมอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ ไม่น่าจะต่ำกว่า 100,000 -150,000 ล้านบาท

 ความเสียหายต่อภาคการเกษตรกรรม (พืช ปศุสัตว์ ประมง) ประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท

 ความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้างสาธารณะประมาณ 10,000 ล้านบาท

 ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท

 ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน ประมาณ 14,000 ล้านบาท

 ในเบื้องต้น น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ประมาณ 230,000 ล้านบาท

 ที่สำคัญที่สุด ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 18 ต.ค. 2554 ระบุว่า มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง รวมทั้งหมด 62 จังหวัด 621 อําเภอ

 ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 8,795,516 คน (จำนวน 2,742,310 ครัวเรือน)

 บาดเจ็บจำนวนมาก บ้างจมน้ำตาย บ้างถูกไฟช็อตตายอย่างไม่ควรจะเกิด

 รวมเสียชีวิตถึง 315 ราย

 สูญหาย 3 คน!

 4.4 เมื่อเกิดความบกพร่อง ผิดพลาด เสียหายร้ายแรง… แทนที่ผู้บริหารจะนำปัญหาเข้ารายงานต่อกรรมการบริษัท ผู้แทนของหุ้นส่วนในประเทศ

 ไม่มีการนำเรื่องเข้าไปปรึกษาหารือสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับใช้วิธีการทางการเมือง กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น เพื่อหาแพะรับบาป

 เริ่มจากการให้ลิ่วล้อออกมากล่าวหากองทัพ กล่าวหาว่าทหารไม่ช่วยงานรัฐบาลอย่างเต็มที่

 ปล่อยข่าวว่ามีอำนาจอำมาตย์กลั่นแกล้งเล่นงาน

 หรือแม้แต่ความพยายามจะโยนบาปไปให้ผู้ว่าฯ กทม. โดยให้คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองออกมาเล่นเกมการเมือง ปรักปรำว่า กทม.ไม่เปิดประตูระบายน้ำ

 ทั้งๆ ที่ รัฐบาลดูแลจนเกิดความเสียหายร้ายแรงมาก่อนหน้านั้น ตั้งแต่นครสวรรค์ อยุธยา ลงมาถึงปทุมธานี ยันนนทบุรี

 คำถามบรรทัดสุดท้าย…

 เมื่อคนไทยทุกคนเป็นหุ้นส่วนของบริษัทนี้ หลังจากผู้บริหารมือใหม่เข้ามาทำงาน มีพฤติกรรมในช่วงทดลองงานเยี่ยงนี้ ได้ปรากฏผลเสียหายถึงขนาดนี้ เราจะอนุญาตให้ทำงานต่อไปอีกหรือ? จะให้ผ่านโปรฯ (Probation) หรือไม่?

 บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง คุณไม่ผ่าน Probation

 ออกไปเสียเถอะครับ!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต