

อาทิ
1) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยใช้วิธีการสไกป์ (skype) เข้ามาสั่งการในที่ประชุมพรรคกับคณะรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย โดยใช้เวลานานนับชั่วโมง ใจความบางประเด็น เช่น
ทักษิณบอกให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลกองทุน ตั้งตัวได้
ทักษิณบอกให้เร่งผลักดันกองทุนหมู่บ้านที่จะต้องเพิ่มงบประมาณเข้าไป และนโยบายเอสเอ็มแอล
ทักษิณบอกให้ดำเนินการโครงการเมกะโปรเจกท์ โดยให้เขียนโครงการออกมาเป็นแบบแม็คโครก่อนไมโคร ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา ศึกษาถึงความเป็นไปได้ก่อนที่จะลงมือทำ ฯลฯ
ยิ่งกว่านั้น ทักษิณ ยังสั่งการ กำชับไว้ด้วยว่า หลังจากนี้ไป นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยจะต้องประชุมกับทักษิณ ทุกวันจันทร์ ก่อนประชุม ครม.ในวันอังคารทุกสัปดาห์
2) พรรคเพื่อไทยได้ประกาศ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ขณะหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา
และล่าสุด คนระดับรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ก็ยังคงยืนยันว่าดำเนินการเช่นนี้จริง แถมคุยโวโอ้อวดซ้ำว่าประชาชนนิยมชมชอบมาก
3) ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับรายการ “Late line” ของสถานีโทรทัศน์ออสเตรเลีย (ABC) เมื่อ 31 พ.ค. 2554 ยืนยันว่า ยิ่งลักษณ์เป็นโคลนนิ่งตัวของเขา โดยเขาเป็นผู้ฝึกฝน สอนงาน มีวัฒนธรรม แนวคิดพื้นฐานอย่างเดียวกับเขา
สอดคล้องกับที่ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ถึง ยิ่งลักษณ์ ปรากฏในโพสต์ทูเดย์ 17 พ.ค. 2554
”…ผมบอกเลยว่า ไม่ใช่นอมินี แต่เรียกได้เลยว่า เป็นโคลนนิ่งของทักษิณ ผมโคลนนิ่งการบริหารให้ ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ สไตล์การทำงานเหมือนผม รับการบริหารจากผมได้ดีที่สุด อีกข้อสำคัญหนึ่ง ก็คือ การที่คุณยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นน้องสาวผม มานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค สถานะนั้นสามารถตัดสินใจแทน ผมได้เลย เยสออร์โนนี่พูดแทนผมได้เลย…”
4) ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร ใช้ประเทศ กัมพูชาเป็นสถานที่พบปะกับประธานรัฐสภา สส. และรัฐมนตรีบางคน ให้คำปรึกษาแนะนำหรือกำชับสั่งการทางการเมือง
ประธานรัฐสภา สส. และรัฐมนตรีหลายคน ก็ออกมายอมรับเรื่องนี้
5) การดำเนินการทางการเมืองของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยดังกล่าว อยู่ในการจัดการของสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ซึ่งกำลังมีข้อพิพาทขึ้นศาลโลกและมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันกับผลประโยชน์ส่วนรวมของ ประเทศไทย
ข้อเท็จจริงแห่งการกระทำที่เกิดขึ้นข้างต้นนี้ มิได้ เกิดขึ้นกับคนไทยธรรมดาๆ แต่เป็นการกระทำของคนระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย รัฐมนตรี ผู้มีอำนาจหน้าที่ในฝ่ายบริหารของประเทศไทย และสมาชิกรัฐสภาผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศไทย
เรื่องนี้ ทำให้อดนึกถึงความถูกต้อง เหมาะสม ศักดิ์ศรีของคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีของไทย และรัฐสภาของไทยไม่ได้
เพราะทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่เป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เหมือนอดีตนายกฯ คนอื่น
แม้แต่จะนับว่าเป็นสุจริตชน ก็ไม่อาจเรียกได้
แต่ทักษิณ ชินวัตร มีชนักติดหลังอยู่หลายประการ คือ
1.เป็นนักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน หลบหนีโทษกุมขัง 2 ปี ตามคำพิพากษาของศาลไทย ในความผิด ตาม มาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ห้ามมิให้นายกฯ หรือคู่สมรส ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของรัฐ
2.เป็นผู้ที่ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษายึดทรัพย์ อันได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดิน 46,000 ล้านบาท ในฐานร่ำรวยผิดปกติ อาศัยอำนาจรัฐ เอื้อประโยชน์แก่ตนเองโดยมิชอบ กระทำการก่อให้ เกิดความเสียหายแก่รัฐมากมายหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการแก้สัญญาสัมปทานกิจการมือถือลดส่วนแบ่งรายได้ให้เอกชน การเอื้อประโยชน์แก่ดาวเทียม ไอพีสตาร์ การเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม การปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ฯลฯ
3.เป็นผู้ถูกหมายจับโดยศาลฎีกาฯ ถึง 4 คดี ในฐานจำเลยหลบหนี ไม่ปรากฏตัวต่อศาลในการพิจารณาคดี ทำให้ศาลต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว
4.เป็นผู้ถูกหมายจับจากพนักงานสอบสวนและอัยการในคดี ก่อการร้าย และคดีกระทำผิดกฎหมาย บ้านเมืองอื่นๆ โดยทุกคดีไม่มีคดีใดเป็นคดีการเมือง หากแต่เป็นคดีอาญาตามกฎหมายบ้านเมือง ทั้งสิ้น
5.เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ถูกคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2550 และให้ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองมีกำหนด 5 ปี ปัจจุบันยังไม่พ้นการเพิกถอนสิทธิ
6.เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครเป็น สส. หรือหมดโอกาสทำงานทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะเป็นผู้ถูกยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากการร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ

”ข้าราชการการเมืองต้องไม่ยินยอมให้คู่สมรส ญาติสนิท บุคคลในครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิด ก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือของผู้อื่น และต้องไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน โดยมิชอบ”
เรื่องนี้ หากผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จะหยิบยกขึ้นไต่สวนและส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวน หากเห็นว่าเป็น การกระทำผิดประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็สามารถส่งให้วุฒิสภา ดำเนินการถอดถอนออกจาก ตำแหน่งนายกฯ หรือรัฐมนตรีได้
ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาพฤติกรรมของนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งดำรงตำแหน่ง สส.อยู่ด้วยในขณะเดียวกัน ก็อาจเข้าข่าย กระทำการที่ส่อว่าจะขัดต่อมาตรา 122 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บัญญัติว่า
”สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความ ผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจาก การขัดกันแห่งผลประโยชน์”
ทั้งนี้ เพราะนายกฯ และรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจ การบริหารราชการแผ่นดินควบคู่ไปกับการเป็น สส. หากใช้อำนาจในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคลหรือคณะบุคคล ที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศ เสียหาย อาจจะเข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 122 ได้
และที่สำคัญ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรต้องทบทวนบทบาทของตนเอง ภายหลังที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกฯ ว่าตนเองได้ทำตามที่เคยประกาศไว้ว่า จะไม่ทำงานเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่จะทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ จะนำความรู้ความสามารถทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยแท้จริงหรือไม่?
อาศัยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทำงานเพื่อใคร?
ทำตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เยี่ยงนักการเมืองที่เคารพหลักนิติรัฐ หรือทำตามคำสั่งของนักโทษหลบหนีอาญาแผ่นดิน เยี่ยงทาสของ “ระบอบทักษิณ”?