

หนทางหนึ่ง ที่มีคนแนะให้จับตามอง ก็คือ อาศัยอำนาจคณะรัฐมนตรี ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่ออภัยโทษ โดยระบุเงื่อนไขให้เข้าข่ายที่ทักษิณจะได้รับอานิสงส์ไปพร้อมกับคนอื่นๆ เพื่อลดกระแสต่อต้าน
1) การออกพระราชกฤษฎีกานั้น เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนวุฒิสภา
2) ที่ผ่านมา ในวโรกาสพิเศษ เช่น 60 ปีแห่งการครองราชย์ รัฐบาลก็เคยมีการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษและผู้ต้องกักขัง โดยระบุเงื่อนไขเอาไว้ว่าบุคคลในลักษณะ ใดบ้างเข้าข่ายที่จะได้รับการอภัยโทษ หรือได้ลดโทษอย่างไร
การออกพระราชกฤษฎีกาในลักษณะนี้ มักจะอ้างเหตุผลว่า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
3) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่าง…
กรณีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. พ.ศ.2553 ได้หยิบยกโอกาสแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปีที่ 60 เห็นสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นประพฤติตนกลับเป็นพลเมืองดี
มาตรา 6 กำหนดว่า นักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
(1) ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือ หลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่รวมกันไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
(2) ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(ก) เป็นคนพิการโดยตาบอดทั้งสองข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคลซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่ น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นคนทุพพลภาพ มีลักษณะอันเห็นได้ชัด
(ข) เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) หรือโรคจิต….
(ค) เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ
(ง) เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ…และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียว หรือหลายคดี ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีขึ้นไป
(จ) เป็นผู้ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ… และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ หรือ
(ฉ) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่ จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่รวมกันไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
มาตรา 7 นักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปตามมาตรา 6 ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษ ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ต้องโทษประหารชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
(2) ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกำหนดโทษจำคุกห้าสิบปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาด ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร…
(3) ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ถึงตลอดชีวิต ให้ลดโทษจากกำหนดโทษตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาด ตามกฎหมาย ว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร ตาม(2)
(4) ผู้ต้องโทษจำคุกเพราะความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ไม่ว่าจะมีความผิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ให้ลดโทษจาก กำหนดโทษลง 2 ใน 3 เฉพาะความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท และในประการสำคัญ ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนั้น ก็ปรากฏเงื่อนไขสำคัญอยู่ด้วย คือ
”..ทั้งนี้ ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พระราชกฤษฎีกานี้ ต้องมีตัวอยู่ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้….”
พูดง่ายๆ ว่า จะต้องเป็นผู้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลอยู่จริงๆ ไม่ใช่ผู้ที่หลบหนีไป โดยไม่ยอมรับโทษตามคำพิพากษาของศาลเลย
4) เห็นได้ว่า เงื่อนไขของการได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาในลักษณะนี้ เป็นตัวแปรสำคัญว่าใครจะได้รับประโยชน์หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
ผู้ที่ตัดสินใจคือรัฐบาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมราชทัณฑ์ แม้จะมีคณะกรรมการจากส่วนต่างๆ มาช่วยดูแลดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้พิพากษา อัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทั้งหมดก็มักอนุมัติตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยกรมราชทัณฑ์
ผู้กระทำผิดหัวหมอจำนวนหนึ่ง ก็เคยอาศัยช่องทางนี้รอดคุกรอดตะรางมาไม่น้อย โดยระหว่างที่หลบหนี ก็ให้คนประสานอย่างไม่ทางการกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ วิ่งเต้น เพื่อให้มั่นใจว่าหากกลับไปเข้าคุกสักวันสองวัน มีชื่ออยู่ในเรือนจำแล้ว ตนจะได้เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการปล่อยตัว
5) การที่มีคนในรัฐบาลชุดนี้ ถูกตั้งคำถามว่าพยายามจะช่วยเหลือทักษิณให้รอดคุกรอดตะราง แล้วแพลมๆ ออกมาในทำนองว่า ให้รอดูวันที่ 5 ธันวาคม จึงทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า จะอาศัยอำนาจรัฐบาล ดำเนินการผ่านช่องทางลักษณะนี้หรือไม่
เช่น ครั้งนี้อาจจะมีการวางเงื่อนไขให้อภัยโทษแก่คนที่อายุเกิน 60 โทษไม่เกิน 2 ปี
และครั้งนี้ อาจจะพิเศษ โดยให้รวมถึงคนที่หลบหนีไป ไม่ได้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำ
หรือถ้า “ใจไม่ด้านพอ” ก็อาจจะใช้วิธีพาทักษิณกลับบ้าน โดยเข้ามาติดคุกอยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมง ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกา จะมีผลบังคับ เพื่อให้เข้าตามเงื่อนไข
ซึ่งคนในรัฐบาลก็ย่อมจะรู้กันเป็นภายในว่าจะกำหนดเงื่อนไขอย่างไร และจะให้มีผลเมื่อใด
เมื่อรัฐบาลรู้ ทักษิณก็คงจะรู้
”ทักษิณคิด รัฐบาลเพื่อไทยทำ”
การเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ก็ไม่น่าจะลำบาก ไม่ว่าจะทางบกหรือทางน้ำ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลโคลนนิ่ง ยึดครองอำนาจรัฐไว้ในมืออยู่อย่างนี้ อาจจะส่งตัวเข้าเรือนจำเงียบๆ หรือจะเอาแบบเอิกเกริก เข้าเรือนจำแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง พอให้เข้าเงื่อนไข
6) หากสามารถกระทำได้เช่นนี้จริง ทักษิณก็จะไม่ต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ
และเมื่อล้างผิดคดีที่ดินรัชดาฯ ได้แล้ว ก็อาศัยอำนาจรัฐในมือรัฐบาลโคลนนิ่ง ช่วยให้ต่อสู้คดีอื่นๆ ที่เหลืออยู่อย่างได้เปรียบ เพราะพยานหลักฐานทั้งหลายล้วนอยู่ในครอบครองของฝ่ายรัฐ
โดยเฉพาะคดีทุจริตที่คาอยู่ในศาล ไม่ว่าจะเรื่องดาวเทียม เรื่องเอ็กซิมแบงก์ ฯลฯ หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐเอนเอียงเข้าข้าง โอกาสที่จะรอดพ้นในคดีที่เหลือก็เปิดกว้าง (แทบไม่ต้องพูดถึงคดีที่ยังไปไม่ถึงศาล)
หรือหากในวันข้างหน้า ศาลพิพากษาออกมาไม่เป็นคุณ ทักษิณก็ค่อยหาทางหนีทีไล่ใหม่ได้อีก
โดยการนี้ ทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจช่วยกันทำตามคำแนะนำของเพื่อนเก่า คือ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์แนะนำเป็นเค้าโครงไว้ให้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรกลับมาสู้คดีที่ค้างอยู่ให้จบ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าได้ทำงานมาถูกต้อง รอบคอบ “…และถ้าไม่ได้ทำความผิดตามที่ต้องมาเป็นจำเลย ขึ้นศาล วันข้างหน้าจะได้ฟ้องกลับได้ในฐานะฟ้องเท็จ”
ได้ล้างผิดยังไม่พอ แถมได้แก้แค้นคนที่ไม่ยอม ศิโรราบแทบเท้าตนอีกด้วย
7) หากมีการพยายามจะล้างผิดให้ทักษิณ ด้วยวิธีการเช่นนี้จริงๆ ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีความสง่างามอย่างยิ่ง
นับเป็นการชุบมือเปิป โดยใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตน
ไม่สมศักดิ์ศรีของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งควรจะทำตัวเป็นแบบอย่างของการเคารพกฎหมายบ้านเมือง ยอมรับคำพิพากษาของศาล
แตกต่างกับเนลสัน แมนเดลลา อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ ของประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งยอมรับการลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง ยอมติดคุกนานถึง 27 ปี โดยไม่เคยใช้เล่ห์ลวงเช่นนี้
นักการเมืองที่ใช้วิธีอุบายเยี่ยงนี้ นับว่าประพฤติตนไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ยิ่งกว่านั้น ยังจะเป็นการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง โดยเจตนาไม่บริสุทธิ์
โดยที่การเคลื่อนไหวเพื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดงก่อนหน้านี้ ก็เป็นการปูทาง และปลุกระดมความคาดหวังของสังคมให้พุ่งเป้าไปที่สถาบันเบื้องสูงอย่างไม่บังควร
คุกตะราง ไม่ได้มีไว้ขังคนรวย คนมีอำนาจ แม้ว่าคน คนนั้น จะหลอกล่อให้คนจนออกมาตายเพื่ออำนาจของเขากี่ศพกันแล้วก็ตาม