
ขณะนี้ เริ่มมีการเรียกร้องและถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งควรจะมีโอกาสได้เห็นการประชันวิสัยทัศน์ หรือที่นานาชาติเรียกว่า ดีเบต (Debate) ระหว่างผู้ที่จะมีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค หรือไม่ อย่างไร
1) การจัดเวที”ประชันวิสัยทัศน์” (Debate) ว่าที่ผู้นำรัฐบาลในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นการคุ้มครอง “สิทธิที่จะรู้” ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งควรจะต้องได้พิจารณาข้อมูลสำคัญก่อนตัดสินใจลงคะแนนเสียง
นั่นคือ ท่าที จุดยืน และความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ของคนที่อาสาจะเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ
และจะว่าไปแล้ว ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราเคยมีการจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ว่าที่นายกรัฐมนตรีหลายครั้ง
เอาเฉพาะที่ผมเคยจัด ก็มีหลายครั้งหลายสมัย เคยมีนักการเมืองหลายคนก้าวขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ ก่อนจะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น
ผมเคยจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ ระหว่าง พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ คุณชวน หลีกภัย คุณบรรหาร ศิลปอาชา และพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
รวมถึงเวทีประชันวิสัยทัศน์ ระหว่าง คุณชวน หลีกภัย คุณบรรหาร ศิลปะอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ คุณอำนวย วีรวรรณ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หรือแม้กระทั่งเวทีดีเบตระหว่างคุณชวน หลีกภัย และพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
ทั้งหมด ล้วนเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งมีผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแตกต่างกันไป
ดังนั้น หากต้องการให้มีเวทีดีเบตก่อนการเลือกตั้งสมัยนี้ ปัจจุบัน ก็มีสื่อมวลชนคนรุ่นใหม่หลายคน หลายสำนัก ตลอดจนองค์กรการเมือง สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งน่าจะสามารถทำหน้าที่ดำเนินการจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ได้ไม่เลว
2) ทำไมจึงควรมีการ “ประชันวิสัยทัศน์” (Debate) ว่าที่นายกรัฐมนตรี?
อันที่จริง ควรถามว่า ประชาชนส่วนรวมจะได้ประโยชน์อันใด ถึงจะไม่ให้มีการดีเบต?
เพราะการมีดีเบตว่าที่นายกรัฐมนตรีนั้น เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง
ทำให้รู้จักว่า คนที่จะเป็นผู้นำประเทศเป็นใคร? คิดอะไร? พูดจาเป็นอย่างไร? เป็นศักดิ์ เป็นศรี เป็นหน้า เป็นตา ของประเทศชาติได้ไหม?
รวมทั้ง สาธารณชนจะได้ผูกมัดนโยบาย เป็นหลักเป็นฐาน ตลอดจนปรากฏถึงความชัดเจนและตั้งใจในการบริหารประเทศไปในแนวทางใด อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร
แน่นอนว่าย่อมจะดีกว่าพูดข้างเดียว ต่างคนต่างพูด คนละเวที ซึ่งแต่ละฝ่ายจะสามารถบิดเบือนข้อมูล ใช้วาทศิลป์โน้มน้าวจูงใจ ขายฝัน พูดแต่ข้อดีของนโยบายตนเอง ปกปิดหมกเม็ดบางเรื่องบางประเด็น
3) คนประเภทไหนไม่ยอมดีเบต หรือหนีดีเบต?
แม้ประชาชนจะมีแต่ได้กับได้จากการดีเบตว่าที่นายกรัฐมนตรี แต่นักการเมืองที่จะขึ้นเวทีดีเบตนั้น อาจมีทั้งฝ่ายที่เห็นว่าตนจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากการดีเบต
ทำให้บางครั้ง มีนักการเมืองบางประเภท พยายามหลีกเลี่ยง หนีเวทีดีเบต โดยเฉพาะนักการเมืองประเภทที่มีแผลเหวอะหวะ
ไม่ว่าจะแผลสด แผลเก่า แผลเรื้อรัง แผลเน่า พุพองเป็นหนอง
รวมถึงนักการเมืองที่มีเจตนาแอบแฝง ซ่อนเร้นในการจะเข้ามามีอำนาจรัฐ และต้องการปกปิด มิให้ถูกซักถามหรือเปิดเผยในเรื่องที่สังคมควรจะต้องรู้
คนบางพวกที่คิดว่าตัวเองไม่มีบุคลิกที่ดี หน้าตาไม่สวย หรือพูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมอง ไม่มีไหวพริบ คนแบบนี้ ก็จะไม่กล้าขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์
ยิ่งถ้าใครรู้อยู่แก่ใจว่าตนเอง “ไม่ใช่ตัวจริง” เป็นเพียงหุ่นเชิด หรือตัวแทนเชิด
ไม่มีทั้งอำนาจและสติปัญญาจะไปกำหนดแนวทางหรือการตัดสินใจของตนในอนาคตได้ เพราะต้องคอยฟังหรือคอยทำตามผู้ที่ชักใยอยู่ข้างหลัง
คนแบบนี้ ก็ยากที่จะก้าวขึ้นมาบนเวทีเดียวกันกับคู่แข่งคนอื่นๆ
นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่อง “สถานะ” และ “ความได้เปรียบเสียเปรียบ” ก็มักจะถูกนำมาพิจารณาด้วย โดยบ่อยครั้ง ฝ่ายที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มักพยายามหลีกเลี่ยงที่จะขึ้นเวทีดีเบตร่วมกับผู้ท้าชิง เพราะคนอยู่ในตำแหน่งมักถือว่าตนมีสถานะเหนือกว่า จึงไม่อยากลดตัวลงไปประชันวิสัยทัศน์กับผู้ท้าชิง นอกจากนี้ การเป็นฝ่ายที่ลงมือทำงานมาแล้ว ก็อาจทำให้มีประวัติที่ยากจะอธิบาย หรืออธิบายไม่ได้ เช่น ทุจริตโกงกิน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน อาจถูกจับได้ไล่ทัน จนมุมกลางเวที
กรณีที่ผ่านมา เช่น ทักษิณ ชินวัตร ตอนที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ก็พร้อมดีเบต และอยากจะดีเบต แต่จากหลังได้เป็นนายกฯ แล้ว การเลือกตั้งครั้งต่อมาในปี 2549 ก็หลบเลี่ยง หลีกหนี ไม่ยอมดีเบต เป็นต้น
4) การ”ประชันวิสัยทัศน์” (Debate) ว่าที่นายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีประเด็นคำถามที่สังคมควรจะได้พิจารณาวิสัยทัศน์ของคนที่อาสาตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อย่างน้อย 10 ประเด็น
ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดการดีเบต ประชาชนก็มีสิทธิที่จะรู้คำตอบจากปากของว่าที่นายกรัฐมนตรีทุกคน (ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ) เพื่อประกอบการตัดสินใจ ก่อนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในประเด็นเหล่านี้
(1) ทำไมจึงอยากเป็นนายกฯ ของประเทศไทยในยามนี้ ?
นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องถูกซักถามว่า เคยเป็นมาแล้ว ทำไมถึงอยากเป็นอีก?
ส่วนผู้ท้าชิง หรือคุณยิ่งลักษณ์ ก็ควรจะได้โอกาสตอบคำถามว่า ในเมื่อยังไม่เคยเป็นนายกฯ แล้วทำไมถึงอยากเป็นนายกฯ ?
(2) ปัญหาความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา จะแก้อย่างไร
นายกฯ อภิสิทธิ์ อาจต้องถูกซักถามด้วยว่า จะยอมทำตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ หรือไม่
ส่วนผู้ท้าชิง หรือคุณยิ่งลักษณ์ ก็ควรได้โอกาสตอบคำถามว่า จะยอมทำตามความต้องการของฝ่ายกัมพูชา เหมือนรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หรือไม่ อย่างไร
(3) ว่าที่นายกรัฐมนตรีควรต้องตอบประชาชนว่า ในอีก 2 ถึง 4 ปีข้างหน้าที่คุณจะได้เป็นนายกฯ คุณเห็นว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร? จะวางแผนรับมือกับเศรษฐกิจโลกอย่างไร
ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยผูกพันกับเศรษฐกิจโลกมากมายมหาศาล การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลกเกิดผลกระทบถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ (ต่างชาติจามนิดเดียวเราก็เป็นหวัดได้) หากมีอะไรเกิดขึ้นกับต่างชาติคุณจะจัดการอย่างไร?
(4) ปัญหาความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจน จะแก้ไขอย่างไร?
จะขจัดการผูกขาดหรือไม่ จะเพิ่มสวัสดิการสังคมหรือเปล่า และจะใช้นโยบายการเงินการคลังอย่างไรจึงจะบรรลุผลในการแก้ไขปัญหา
(5) ว่าที่นายกฯ เห็นว่า สังคมไทยมีความแตกต่างทางชนชั้นหรือไม่ ถ้ามีอยู่ในลักษณะใด?
มีคนบอกว่ามี อำมาตย์กับไพร่ ท่านเห็นว่ามีการแบ่งแยกอย่างนั้นในประเทศอยู่จริงไหม?
(6) ว่าที่นายกฯ คิดว่าการปกครองในประเทศไทยด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดีหรือไม่ เหมาะสมกับประเทศไทยยุคปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร?
ประเทศไทยควรเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยเฉยๆ หรือเปลี่ยนไปเป็นระบอบประธานาธิบดีเลยหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร
(7) ว่าที่นายกฯ จะเดินหน้าแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศไทยอย่างไร?
จะล้างความผิดให้ทุกคน หลัง 19 กันยา 2549 หรือไม่?
จะล้มล้างความผิดให้ทักษิณที่ได้รับโทษทางอาญา (ไม่ใช่โทษทางการเมือง) ด้วยหรือไม่?
จะให้กระทรวงการคลังเอาเงินแผ่นดินชดใช้คืนให้ทักษิณ 46,000 ล้านบาท หรือไม่ อย่างไร
(8) ว่าที่นายกฯ มีจุดยืนอย่างไรต่อการเมืองภาคประชาชนและการชุมนุมสาธารณะ
ผู้ชุมนุมควรมีการยื่นคำขาดหรือไม่ เช่น ถ้าไม่ได้ตามข้อเรียกร้องจะต้องเกิดเรื่อง อาทิ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ยึดราชประสงค์ เผาบ้านเผาเมือง? ถ้าผู้ชุมนุมทำอย่างนั้น นายกรัฐมนตรีจะทำอย่างไร?
พรรคการเมืองควรมีมวลชนเพื่อทำการเมืองภาคพลเมืองหรือไม่?
ควรมีกฎหมายชุมนุมสาธารณะหรือไม่?
(9) ว่าที่นายกฯ จะจัด ครม. หน้าตาอย่างไร? ใครบ้างที่จะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่าน?
จะชวนพรรคใด เข้าร่วมรัฐบาล?
จุดยืนและแนวทางของพรรค ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดบ้าง?
(10) การศึกษาของคนไทย เน้นเรียนเพื่อเอาปริญญา ไม่ได้หาความรู้ ว่าที่นายกฯ จะทำอย่างไร?
จะจัดการกับ “เหลือบ” ในระบบการศึกษา เช่น การโกงข้อสอบ หรือการรู้ข้อสอบก่อน การใช้เส้นสายขอเพิ่มคะแนนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย รวมถึงการจัดการศึกษาเชิงพาณิชย์แบบ “จ่ายครบจบแน่” จ้างคนมาทำวิทยานิพนธ์ ฯลฯ จะทำอย่างไร?
(11) เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งสมัยทักษิณได้มีการใช้วาทะกรรมโจรกระจอก ยกเลิกกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร เปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ หันมาใช้ตำรวจปราบปราม มีการอุ้มฆ่า กระทั่งเหตุร้ายลุกลามบานปลาย ว่าที่นายกฯ จะเข้ามาแก้ปัญหาอย่างไร? จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? เมื่อไหร่?
และข้อสุดท้าย… ประชาชนคนไทยก็สมควรจะได้รับรู้มุมมองต่อชีวิตและความเป็นมนุษย์ของว่าที่ผู้นำประเทศ ซึ่งอาจจะต้องถามว่าที่นายกฯ ด้วยว่า “อีกไม่เกิน 5,500 วัน หรือ 15 ปี คุณทั้งสองก็จะเกษียณอายุแล้ว (อายุเกิน60 ปี) คุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร แล้วอยากให้คนไทยจดจำไว้ในประวัติศาสตร์ว่า คุณเป็นอะไร? และทำอะไรไว้กับบ้านนี้เมืองนี้?”
5) ทั้งหมดนี้ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าพรรคใด ไม่มีสิทธิจะตั้งเงื่อนไข ตั้งแง่ หรือคิดจะเอาแต่ความสะดวกหรือความได้เปรียบเสียเปรียบของตนเองเป็นใหญ่ อยู่เหนือประโยชน์ที่จะได้รับรู้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ถ้าใครจะตั้งคนในครอบครัวตนเองเป็นผู้จัดการมรดก อาจไม่ต้องประชันวิสัยทัศน์กับผู้ท้าชิงก็ได้
แต่สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ หากใครไม่กล้า “ประชันวิสัยทัศน์” (Debate) ประชาชนก็คงไม่กล้าให้เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนกันครับ!