
หลังการเลือกตั้ง เมื่อถึงคราวต้องทำตามสัญญาจริงๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เปลี่ยนแปลงเนื้อหานโยบาย โดยไม่ยุบเลิกกองทุนน้ำมันฯแต่ให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) งดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เป็นชั่วคราว สำหรับน้ำมัน 3 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันเบนซิน 91 เบนซิน 95 และน้ำมันดีเซล
แน่นอน…เมื่อไม่จัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เงินที่เคยถูกส่งเข้ากองทุนน้ำมันก็จะหายไป แต่ราคาขายน้ำมันตามปั๊ม ก็ย่อมจะถูกลงเป็นธรรมดา
คำถามก็คือว่า ทำไมการลดราคาน้ำมันง่ายดายแค่นี้ นักการเมืองคนอื่นๆ หรือนักวิชาการทั้งหลาย เขาคิดไม่เป็นกันหรืออย่างไร ถึงได้ไม่ทำกันอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว?
1) เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ไปทำไม?
การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ที่เคยทำกันมานั้น จัดเก็บจากน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ก็เพื่อใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือดูแลเสถียรภาพของราคาน้ำมันภายในประเทศ เปรียบเสมือนเป็นกันชน คอยยืดหยุ่น ปรับลด-เพิ่ม เพื่อมิให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้น-ลงหวือหวาตามตลาดโลกมากเกินควร
ภาคการผลิตและการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญภายในประเทศ ก็จะได้วางแผนการผลิต ดำเนินการและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เงินกองทุนน้ำมันฯ ยังเป็นทุนใช้จ่ายเพื่อช่วยอุ้มราคาก๊าซหุงต้ม เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ก๊าซหุงต้มราคาถูกกว่าราคาที่แท้จริง
ยิ่งกว่านั้น ยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างทางเลือกของพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ เพื่อจูงใจให้คนหันมาผลิต และหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น
เอทานอล ผลิตจากอ้อย มันสำปะหลัง นำมาผสมน้ำมันเบนซิน กลายเป็นแก๊สโซฮอล์ ถ้าเติมเอทานอลจำนวน 5% ลงไปผสมกับเบนซิน 95 เราก็เรียกว่า แก๊สโซฮอล์ 95
หรือที่รู้จักกันว่าน้ำมัน E20 นั่นก็คือน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของเอทานอลอยู่ 20% ซึ่งในต่างประเทศมีการพัฒนาไปไกลมาก พูดกันถึง E80 แล้ว
น้ำมันปาล์ม เมื่อนำมาผสมน้ำมันดีเซล ก็เป็นไบโอดีเซล สามารถลดการใช้น้ำมันดีเซลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศได้
ทั้งหมดนี้ ล้วนได้รับการส่งเสริมจากการจัดเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมันทั้งทางตรงและทางอ้อม
2) การเก็บเงินจากน้ำมันเบนซินและดีเซล เข้ากองทุน น้ำมันฯ ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลสูงขึ้น เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำมันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างได้ผล
เกิดการใช้น้ำมันอย่างประหยัด ระมัดระวัง ใช้เท่าที่จำเป็น และใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะเกิดภาระต่อกระเป๋าสตางค์ของ ตัวเอง ซึ่งวิธีการนี้ทำให้คนประหยัดได้ผลดีกว่าการรณรงค์มาก
เมื่อน้ำมันน้อยลง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ลดลง การใช้รถใช้ถนนย่อมลดลงตามไปด้วย
คนใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง หันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ชนิดที่ประหยัดน้ำมัน หรือใช้ EcoCar เพื่อกินน้ำน้อยลง
ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ลดการสูญเสียเงินตรา ต่างประเทศ
3) เมื่อมีการเก็บเงินจากน้ำมันเบนซินและดีเซล รัฐก็สามารถส่งเสริมให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้แก๊สโซฮอล์ทดแทน ได้ โดยทำให้ราคาน้ำมันเบนซินแพงกว่าแก๊สโซฮอล์มากๆ
ยกตัวอย่าง เนื่องจากเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ สามารถใช้ทดแทนกันได้ ถ้าราคาใกล้กันคนก็จะเลือกใช้เบนซิน เพราะคุ้นเคย และมั่นใจมากกว่า แต่ถ้าโซฮอล์ถูกกว่ามากๆ ผู้บริโภคก็จะต้องเปรียบเทียบราคา และเลือกใช้แก๊สโซฮอล์แทนเบนซินในที่สุด
ที่ผ่านมา เบนซินราคาแพง กองทุนน้ำมันฯ ทำให้ราคาเบนซินต่างกับแก๊สโซฮอล์ลิตรละหลายบาท เราจึงเห็นว่ามีการเปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล์กันจำนวนมาก
เห็นผลดียิ่งกว่าการรณรงค์เพียงอย่างเดียว
นอกจากแก๊สโซฮอล์แล้ว ภาครัฐยังสามารถใช้การจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อ ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆ ได้ด้วยวิธีการเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ไบโอดีเซล เอ็นจีวี รวมไปถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ
การนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศก็บรรเทาลง เพราะแทนที่จะนำเข้าทั้งหมด ก็สามารถนำเข้าบางส่วน แล้วเอามาผสมกับ เอทานอลและน้ำมันปาล์มที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ
4) เมื่อเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพราะต้องการให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลลดลง ผลที่จะตามมาก็สวนทางกับที่กล่าวไว้ข้างต้น
ราคาน้ำมันเบนซิน ก็จะลดลงมาใกล้เคียงกับราคาแก๊สโซฮอล์
ราคาต่างกันประมาณลิตรละหนึ่งสลึง
ผู้บริโภคเมื่อเปรียบเทียบราคาแล้ว บางส่วนก็คงจะเลิกเติมแก๊สโซฮอล์ โดยหันกลับไปใช้น้ำมันเบนซิน
การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เอทานอล ซึ่งพยายามทำกันมาหลายปี ก็คงจะถอยหลัง ทั้งๆ ที่ ปัจจุบัน มีการใช้แก๊ส โซฮอล์อยู่ถึงร้อยละ 70 (เหลือร้อยละ 30 ที่ยังใช้เบนซิน)
โอกาสที่พัฒนาให้ก้าวไกลต่อไปเหมือนในต่างประเทศ ที่มีการพัฒนาไปถึง E80 หรือระดับอื่นๆ ก็คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
5) การส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอลนั้น ยังมีผลต่อระดับราคาอ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบของเอทานอล จึงเป็นการ ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในอาชีพของเกษตรกรให้สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้
เช่นเดียวกันกับไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม
แต่เมื่อนโยบายของรัฐบาลมีผลทำให้คนใช้แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลลดลง ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานทั้งหลายตามไปด้วย
น่าแปลกใจ…รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากเกษตรกร ช่วยเหลือเกษตรกร กลับผลักดันนโยบายที่มีผลทำลายความเข้มแข็งของเกษตรกรหลายล้านครัวเรือน
6) น่าคิดว่า… ประเทศต่างๆ ในยุโรป และอเมริกา แม้แต่ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบภายในเป็นของตนเองอย่างประเทศนอร์เวย์ เขาก็ยังพยายามส่งเสริมให้คนลดการใช้น้ำมัน ด้วยการทำให้น้ำมันราคาแพง ส่งเสริมจูงใจให้คนลดการใช้น้ำมัน และหันไปใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ
ใช้วิธีกำกับดูแล ควบคุมให้เกิดการแข่งขันทางการค้าภายในประเทศ เพื่อให้มีการลดราคาค่าครองชีพของประชาชน โดยไม่คิดแต่จะลดราคาน้ำมันภายในประเทศ ลูกเดียวอย่างนี้
7) ลดราคาน้ำมันแล้ว จะ “กระชากค่าครองชีพลงมา” ได้จริงหรือไม่?
น่าเสียดายที่จะไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะการกำหนดราคาสินค้าและบริการของนักธุรกิจทั่วไป เขาไม่ได้ดูจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ สภาพการแข่งขันในตลาด
หากเป็นผู้ประกอบการที่มีอำนาจผูกขาด เหนือตลาด ต่อให้ภาครัฐไปช่วยลดราคาน้ำมันให้เขาลงมาเท่าใด เขาก็คงจะไม่ใจดีลดราคาสินค้าตามลงมาทั้งหมด เพราะถึงไม่ลด สินค้าของเขาก็ผูกขาดในตลาดอยู่แล้ว
ดังจะเห็นได้จากท่าทีตอบสนองของผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ นางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย บอกว่า ถึงแม้รัฐบาลจะมีมาตรการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลลงอีกราคาลิตรละ 3 บาท แต่ยืนยันว่าจะยังคงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน อ้างว่า อัตราค่าโดยสารในปัจจุบันคิดคำนวณจากระดับราคาน้ำมันที่ลดลงนี้อยู่แล้ว
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง กรณีผู้ประกอบการอื่นๆ หากอยู่ในธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดเหนือตลาด ไม่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ก็คงจะมีพฤติกรรมไม่ต่างกันนัก
การลดราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการลดลง แต่ผู้ประกอบการที่ผูกขาดก็สามารถจะฉวยโอกาสกอบโกย “กำไรพิเศษ” จากอำนาจผูกขาดที่ตนเองมีอยู่ได้อย่างง่ายดาย
ผู้ประกอบการบางส่วน อาจจะใช้กลวิธีทางการตลาดต่างๆ นานา นำมาใช้เป็นลูกเล่นเพื่อรักษาลูกค้าของตนต่อไป เช่น ตกแต่งผลิตภัณฑ์และบริการของตนให้แตกต่างจากเดิม แต่ไม่ลดราคา หรือลดราคา แต่ก็ลดปริมาณ ลดขนาดบรรจุ เป็นต้น
8) รัฐบาลได้หน้า คนใช้น้ำมันถูกใจ แต่อนาคตของประเทศไทย…?
การลดราคาน้ำมันวันนี้ ประชาชนผู้ใช้น้ำมันย่อมจะถูกอกถูกใจ เพราะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง
ผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ก็คงดีใจยิ่งกว่าถูกหวย
ไม่น่าแปลกใจ… เพราะประชาชนทั่วไปไม่มีหน้าที่ต้องมาคิดถึงภาพใหญ่ หรือมองไกลถึงอนาคตของประเทศ และจัดการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาพลังงานในระยะยาว แต่ทุกคนย่อมคาดหวังว่าจะผู้ที่มีหน้าที่ต้องคิดคำนึงในเรื่องเหล่านี้ จะต้องทำหน้าที่ของตนเอง
และคนที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง คือรัฐบาล!
เมื่อไม่เก็บเงินจากเบนซินและดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯ เสียแล้ว ประโยชน์ทุกอย่างที่เคยได้รับจากกองทุนน้ำมันฯ ก็สูญเสียไป รัฐจะเอาเงินจากไหนเข้าไปช่วยเหลือ?
ปากบอกว่า ไม่ทอดทิ้งเอทานอล-ไบโอดีเซล, ไม่กระทบ ผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน แต่จะเอาเงินจากไหนมาช่วยเหลือ? แล้วจะช่วยอย่างไร?
ถ้าตอบไม่ได้ ก็แสดงว่า “ดีแต่พูด” ของแท้!
รัฐบาลจะเลิกอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) หรือไม่? ถ้าไม่เลิก จะเอาเงินจากไหน?
จะเลิกอุดหนุนการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ NGV ด้วยหรือไม่? รวมถึงพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกทั้งหลาย? ถ้าไม่เลิก จะเอาเงินจากไหนมาช่วยเหลือ?
กองทุนน้ำมันฯ ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้สะสมไว้ อาจใช้ อุดหนุนต่อไปได้ระยะหนึ่ง (ไม่เกินสิ้นปี) แต่หลังจากนั้น จะ เอาเงินที่ไหน?
ประการสำคัญ เมื่อภาครัฐได้สูญเสียเครื่องมือในการดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศไปเสียแล้ว ในอนาคต หากราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น แล้วจะเอาเครื่องมืออะไรมาดูแลประชาชน?
ถึงวันนั้น เงินในกองทุนน้ำมันฯ ไม่มี แถมอาจจะมีหนี้เป็นภาระทิ้งไว้ด้วยก็ได้ เหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณที่เคยใช้กองทุนน้ำมันฯ อุ้มราคาน้ำมัน รักษาคะแนนนิยมทางการเมือง จนกระทั่งกองทุนน้ำมันฯ มีหนี้บานเบอะเกือบหนึ่งแสน ล้านบาท!
ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้อ้างว่าไม่ต้องกู้ยืม แต่จะใช้เงินกู้ในกรอบวงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลชุดก่อนเคยเตรียมการเผื่อไว้ (แต่เพราะเขาไม่ใช้นโยบายแบบนี้ เขาเลยไม่ต้องกู้มาละลายน้ำมันเล่นแบบนี้)
ช่างน่าสมเพช… รัฐบาลยังอุตส่าห์จะอ้างว่าตัวเองไม่ได้กู้ เป็นเงินที่รัฐบาลชุดก่อนกู้ แล้วก็โยนให้รัฐบาลก่อนรับเคราะห์ไปว่า “ดีแต่กู้” ส่วนรัฐบาลนี้ซึ่งเป็นคนใช้เงิน ก็จะเอาแต่หน้า!
พฤติกรรมของนักการเมืองที่คิดแต่จะเอาหน้า เอาคะแนนนิยม เอาชนะทางการเมือง โดยไม่คิดถึงผลกระทบ ต่อประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมในระยะยาว เป็นพฤติกรรม ที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง
การลดราคาน้ำมันด้วยวิธีนี้ วันนี้เราอาจยิ้มได้
แต่วันข้างหน้า… ใครจะต้องร้องไห้?