คำเตือนจาก”เสียงข้างน้อย”(Minority) (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) (11/7/2011)

หลังจากชนะเลือกตั้ง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้รับคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

 ระหว่างการเจรจาทางการเมือง ต่อรองผลประโยชน์ และจัดสรรเก้าอี้สำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ ได้ปรากฏข่าวว่า นางสาวยิ่งลักษณ์จะตั้งพี่ชายของตน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ฑูตการค้า” เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พี่ชายในการเดินทาง เข้า-ออก ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

 หลังจากนั้นไม่นาน น่ายินดีที่คุณยิ่งลักษณ์ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว

 เรื่องนี้ นับเป็นอุทธาหรณ์ เตือนสติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับคุณยิ่งลักษณ์ที่กำลังจะได้ก้าวขึ้นไปมี “บทบาทใหม่” และ “หน้าที่ความรับผิดชอบใหม่” ในระดับที่เธอไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน นั่นคือบทบาทของการเป็นผู้นำประเทศ ประมุขของฝ่ายบริหาร เป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน

 ทั้งคนที่เลือกและไม่ได้เลือกพรรคของคุณยิ่งลักษณ์

 คนเป็นนายกรัฐมนตรีควรจะต้องแยกแยะบทบาทระหว่าง “ชาติ” กับ “ญาติ” อย่างไร?

 และควรยึดหลักการทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างไร จึงจะเหมาะสมและเกิดประโยชน์กับคนทั้งชาติ?

 1) หาก ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ เข้าถวายสัตย์ คุณยิ่งลักษณ์พึงตระหนักว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ เป็นศักดิ์ศรี และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศชาติ

 คุณยิ่งลักษณ์ต้องปฏิบัติหน้าที่ “รับสนองพระบรมราชโองการฯ”

 มิใช่รับคำสั่งของพี่ชาย

 2) ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่า ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 นี้ ได้ยึดถือหลักแบ่งแยกอำนาจปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่

 ฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาล ทำหน้าที่บริหารประเทศชาติ กำกับดูแล สั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดำเนินตามนโยบาย และควบคุมป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง

 ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำหน้าที่พิจารณาออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ในบ้านเมือง โดยไม่ว่าจะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการ ต่างก็ต้องทำหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายบ้านเมือง

 ฝ่ายตุลาการ คือ ศาลยุติธรรม และอำนาจบางส่วนขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ) พิจารณาพิพากษาคดีความต่างๆ เพื่อชี้ชัดว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ และจะมีบทลงโทษเพียงใด ทั้งนี้ เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย

 แต่ละฝ่าย ต่างทำหน้าที่ดุลและคานอำนาจ

 ยกตัวอย่าง ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่พิพากษาชี้ขาด “ผิด-ถูก” ตามตัวบทกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้บัญญัติไว้ และเมื่อศาลตัดสินว่าผู้ใดผิด ฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ต้องติดตามนำตัวมาลงโทษตามคำพิพากษาของศาล

 3) ผู้เป็นนายกฯ ต้องแยกให้ออกว่า เรื่องใดเป็นเรื่องของประเทศชาติส่วนรวม เรื่องใดเป็นเรื่องส่วนตัว

 การอาสาเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ เป็นตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของคนทั้งประเทศ คุณยิ่งลักษณ์จะต้องไม่ใช้อำนาจรัฐหรืออาศัยตำแหน่งนายกฯ ดำเนินการในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัว

 เมื่อพี่ชายทำผิดกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยอำนาจนิติบัญญัติ และศาลฎีกาฯ ได้ใช้อำนาจตุลาการพิพากษาว่ามีความผิดเด็ดขาดไปแล้ว หน้าที่ของฝ่ายบริหารคือติดตามนำตัวมารับผิดตามคำพิพากษาของศาล

 นี่จึงจะเป็นไปตามหลักนิติรัฐ และมีนิติธรรม

 ตรงกันข้าม หากใช้อำนาจรัฐไปแต่งตั้งเป็นทูตการค้า ก็เท่ากับตบหน้าอำนาจตุลาการ

 หรือหากดำเนินการช่วยเหลือ เอื้อประโยชน์ ตอบแทนบุญคุณพี่ชาย ก็เท่ากับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

 4) ผู้เป็นนายกฯ ต้องดูแลรับผิดชอบงานราชการแผ่นดินทั้งปวง จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีเรื่องมากมายเกี่ยวข้องกับศาสตร์และศิลป์หลายแขนง ไม่มีทางที่คนหนึ่งคนใดจะมีความรอบรู้ ลึกซึ้ง ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ด้าน ยิ่งนายกฯ ที่ไม่มีประสบการณ์ ก็ยิ่งต้องรับฟังผู้มีประสบการณ์ความรู้ให้มากขึ้น กว้างขวางขึ้น รอบด้านขึ้น

 รู้จักเลือกที่จะเชื่อ เลือกที่จะฟัง เลือกที่จะตัดสินใจ เพราะจะมีคนมาเสนอแนะ วิ่งเต้น ลอบบี้เยอะ

 อย่าฟังเฉพาะพรรคพวกตัวเอง

 ตรงกันข้าม ยิ่งไม่ใช่พรรคพวกของตัวเอง ยิ่งต้องฟัง โดยรับฟังอย่างจริงใจ จากนั้นจึงใช้สติปัญญา คุณธรรม และสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พิจารณาตัดสินใจด้วยตนเอง

 นอกจากนี้ ควรเลือกคนรอบข้างที่จะร่วมงานด้วยให้ดี อย่าคิดเพียงตอบแทนบุญคุณ เพราะถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่เป็นนายกฯ จะต้องรับผิดชอบในขั้นสุดท้าย แม้เจ้ากระทรวงหรือราชการหน่วยใดทำไม่ถูกต้อง คนเป็นนายกฯ ก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้น

 5) คนเป็นนายกฯ พึงอย่าได้เข้าใจว่าคะแนนที่ได้จากการเลือกตั้ง เป็นคะแนนสนับสนุนให้ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ เสมือนหนึ่งว่าประชาชนยกบ้านยกเมืองให้แล้ว

 อย่าตีความว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับขบวนการเผาบ้านเผาเมือง

 อย่าตีความว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการลบล้างความผิด ลบล้างคำตัดสินของศาล

 อย่าตีความคิดแบ่งแยก เลือกปฏิบัติ หรือตีขลุม โดยเฉพาะเมื่อเห็นสื่อมวลชนทำแผนที่สีแดงทั่วพื้นที่ภาคอีสานและเหนือ(ส่วนใหญ่) อย่าเข้าใจผิดว่าประชาชนในพื้นที่สนับสนุนคนเสื้อแดงทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากในพื้นที่เหล่านั้นไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย และถ้าเอาคะแนนเสียงของผู้สมัครที่ได้อันดับสองและสามมารวมกัน อาจพบว่า หลายพื้นที่ คนที่ไม่เลือกเพื่อไทยมีคะแนนมากกว่าคนที่เลือกเพื่อไทยเสียอีก

 จะเห็นว่า คนในอีสานและเหนือ ที่เขาไม่เอาเสื้อแดงแดง ก็มีอยู่มาก (เช่นเดียวกับภาคใต้และกรุงเทพฯ ที่คนบางส่วนก็ไม่ได้เลือกประชาธิปัตย์)

 ในความเป็นจริงแล้ว แต่ะคะแนนที่พรรคเพื่อไทยได้รับในการเลือกตั้ง ได้มาจากเหตุผลแตกต่างกันออกไป เช่น อยากได้นโยบายลดแลกแจกแถม อยากได้ค่าแรงรายวัน 300 บาท, ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 อยากซื้อรถคันแรก บ้านหลังแรก ไม่เสียภาษี, อยากขายข้าวเกวียนละ 20,000 บาท ฯลฯ

 บางคะแนน มาจากคนที่หลงเชื่อว่าของแพงจะลดลง เพราะถ้ายิ่งลักษณ์มาเป็นนายกฯ จะ “กระชากค่าครองชีพให้ลดลง”

 บางคนที่ลงคะแนนให้เพราะสงสารและรักทักษิณ โดยคิดว่าทักษิณถูกกลั่นแกล้ง ก็ย่อมจะมี หรือบางคนที่ลงคะแนนให้เพราะได้เงินจากการซื้อเสียง มีใครกล้ายืนยันว่าไม่มี

 นอกจากนี้ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยลงคะแนนให้ ส.ส.ที่เขารู้จักมักคุ้นในพื้นที่ โดยไม่ว่า ส.ส.คนนั้นจะย้ายไปอยู่พรรคไหน ไม่ว่าพรรคนั้นจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะมีนโยบายอย่างไร ชาวบ้านก็จะเลือก เพราะนิยมชมชอบในตัว ส.ส.คนนั้น หรือ ส.ส.เป็นผู้อุปถัมภ์ในพื้นที่

 บางคะแนนของเพื่อไทย อาจจะมาจากพวกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นแบบที่เขาอยากเห็น ก็ย่อมจะมี ฯลฯ

 การตีความคะแนนที่ได้รับจากการเลือกตั้ง จึงไม่อาจตีความว่าจะนำไปใช้อ้างให้ตนเองทำอะไรก็ได้ เพราะประชาชนเลือกเรามาเป็นตัวแทน ก็เพื่อให้คอยฟังว่าคนไทยต้องการอะไร และคิดตัดสินใจเพิ่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

 6) คนที่เป็นนายกฯ ต้องยินดีรับการตรวจสอบตามกลไกในระบอบประชาธิปไตย และต้องพร้อมรับการสอบสวน ไต่สวน ตามกลไกกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง

 คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงต้องแก้ข้อกล่าวหาที่ DSI อัยการและศาล ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นฯ ในกรณีที่รับซุกหุ้นจากทักษิณ หรือในเรื่องการเบิกความอันเป็นเท็จกับศาลและให้การอันเป็นเท็จกับ คตส.ฯลฯ

 ผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน จะต้องไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โยกย้ายข้าราชการเพื่อหวังผลในทางคดีให้เป็นคุณแก่ตนเอง แต่จะต้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด อันจะเป็นหลักประกันของการปรองดอง รักษาไว้ซึ่งความเป็นนิติรัฐ และเป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนไทยทั่วไปและคนรอบข้าง

 7) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องเคารพคำพิพากษาศาลฏีกาฯ คดียึดทรัพย์อันได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดิน 46,000 ล้านบาท

 การกระทำความผิดที่ปรากฎในคำพิพากษาดังกล่าว หน่วยงานของรัฐยังต้องดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติต่อไปอีกหลายเรื่อง เช่น การปรับแก้สัญญาที่เอื้อประโยชน์กับบริษัทชินฯ หลายกรณี จะต้องนำส่วนแบ่งรายได้ที่ควรเป็นของหน่วยงานรัฐกลับมาเป็นของแผ่นดิน, กรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ กรณีดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ที่ไม่เป็นไปตามสัญญาเดิม หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังต้องดำเนินการเรียกค่าเสียหาย และแก้ไขให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมแก่ส่วนรวม เป็นต้น

 8) ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ไม่อาจจะทำตัวให้ถูกมองว่าเป็นเพียง “หุ่นเชิด” นอมินี หรือโคลนนิ่งของผู้หนี่งผู้ใด

 คุณยิ่งลักษณ์จะต้องพิสูจน์ตัวเอง จะต้องสลัดคำครหา ข้อกล่าวหา หรือแม้แต่คำยืนยันจากปากของทักษิณ ชินวัตร ออกไปให้จงได้

 แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยยอมรับว่า ซึมซับหรือโคลนนิ่งวิธีคิดและการจัดการมาจากทักษิณ แต่หากถึงวันที่ต้องรับหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็ต้องแยกแยะว่า ความคิดและพฤติกรรมของทักษิณหลายอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม และเป็นความผิด คนเป็นนายกฯ ก็จะต้องแยกแยะ และปฏิเสธการกระทำตาม “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” อย่างรับผิดชอบต่อส่วนรวม

 คำเตือนข้อนี้ ขอให้ถือว่าเป็นคำแนะนำจากประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งหวังจะเห็นคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองส่วนรวมอย่างแท้จริง

 9) ผู้เป็นนายกฯ ต้องดูแลเงินภาษีของประชาชน และงบประมาณแผ่นดิน ปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท (2,000,000,000,000 บาท) ไม่นับรายรับและรายจ่ายของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีกมหาศาล

 พึงตระหนักว่า ประชาชนคนไทยยอมจ่ายภาษีแก่รัฐ เพื่อให้ใช้เป็นประโยชน์ในการพัฒนา เดินหน้าประเทศไทย

 ใช้เพื่อประโยชน์ของคนไทยโดยรวม ไม่เลือกปฏิบัติ (2 มาตรฐาน)

 อย่าได้ใช้วิธีคิดอย่างที่ทักษิณเคยพูดทำนองว่า “จังหวัดไหนเลือกเรา เราต้องดูแลก่อน”

 10) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พึงรักษาสมบัติของชาติ ดูแลสถานะการเงินการคลังของแผ่นดิน ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้สะสมไว้ให้ ก่อนจะหมดหน้าที่ไป

 โดยขณะนี้ เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6 ล้านล้านบาท) เปรียบเทียบกับสถานการณ์หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 เคยมีเหลืออยู่เพียง 7 พันล้านเหรียญ (รัฐบาลพลเอกชวลิต ซึ่งทักษิณเคยได้เข้ามาเป็นรองนายกฯ อยู่ด้วย) ปัจจุบัน เรามีเงินสำรองสูงเป็นอันดับ 13 ของโลก รองจากเยอรมนี และสูงกว่าฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ

 หนี้ภาครัฐต่ำกว่า 40 % ของ GDP ในขณะที่สหรัฐฯ พึ่งขึ้นไปแตะ 93 % ยุโรปบางแห่งมากกว่า 100 %

 อัตราการว่างงานของคนไทย ต่ำกว่า 1% (ต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรปที่มีอัตราว่างงาน 9 %) ทั้งๆ ที่ หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เราเคยวิตกกังวลกันว่า อาจจะมีคนตกงานมากกว่านี้

 ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในสถานการณ์ที่หลายประเทศยังมีปัญหาเศรษฐกิจร้ายแรง ประเทศไทยของเราสามารถมีการเจริญเติบโตอยู่ในระดับสูง 6-7 %

 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องรักษาศักยภาพของประเทศไทย ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ดูแลสถานะและสมบัติของชาติเอาไว้ให้ได้ต่อไป

 11) คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่บ้านเมืองมีความแตกแยก ต้องประกาศให้ชัดว่าสิ่งที่ผู้คนวิตกกังวลจะเป็นจริง หรือไม่จริง?

 การล้มล้างสถาบันฯ การลดทอนความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ การดำเนินการที่กระทบต่อพระราชอำนาจ จะมีจริงหรือไม่?

 คนเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ไม่อาจปฏิเสธแค่ว่าตนเองไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำเหล่านั้นเท่านั้น แต่จะต้องใช้อำนาจรัฐ กระทำการให้ประชาชนได้เห็นว่าปกป้อง มิให้มีการทำผิดคิดร้ายต่อสถาบัน หรือกระทำการมิบังควรทั้งหลายอีกต่อไป

 การลบล้างความผิดและคำตัดสินของศาล ให้กับทักษิณผู้เป็นพี่ชาย ไม่ว่าจะดำเนินการในรูปแบบหรือในช่องทางใดๆ ก็ตาม จะมีจริงหรือไม่?

 คนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องพูดให้ชัดเจน อย่าเล่นคำ อย่าตลบตะแลง

 การพยายามตีฝีปาก เล่นคำ เล่นสำนวน ตามที่คนบางคนอาจจะเตรียมไว้ให้ เช่น จะไม่ลบล้างความผิดให้คนๆ เดียว (แต่ถ้าช่วยพี่ชายด้วย และช่วยคนอื่นด้วย จะเกิดขึ้นใช่ไหม?) ไม่ได้ช่วยให้สังคมได้รับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนมากขึ้นเลย

 ยิ่งกว่านั้น คนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ควรจะ “เหยียดเพศ” หรือใช้ “ความเป็นหญิง” ของตนเองมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์เฉพาะตัว

 ไม่ว่าจะเพศชายหรือหญิง เมื่อขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว มีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ และมีหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน

 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ควรประกาศจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบกระเทือนต่อคดีความและความผิดของตนเอง ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบอยู่ในกระบวนการยุติธรรมด้วย

 ขอให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ทำให้หญิงไทยและคนไทยต้องรู้สึกผิดหวัง เสียชื่อลูกผู้หญิง ซึ่งจะทำให้คนบางกลุ่มดูแคลนผู้หญิงต่อไปอีกนาน

 ทั้งหมดนี้ เป็นคำเตือนจาก “เสียงข้างน้อย” ด้วยความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองส่วนรวม

 หวังว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีจะแยกแยะบทบาทระหว่าง “ชาติ” กับ “ญาติ” ออกจากกันได้อย่างชัดเจน และใช้โอกาสที่ได้รับจากประชาชนนี้ ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติส่วนรวมอย่างแท้จริง

 อย่าลืมว่า นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็น “ผู้รับสนองพระบรมราชโองการฯ”

 มิใช่ผู้รับสนองความต้องการของพี่ชาย!

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต