การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ได้สะท้อนภาพความพิกลพิการ ง่อยเปลี้ย และความล้มเหลวของกลไกด้านนิติบัญญัติของระบบรัฐสภาไทยออกให้เห็นอย่างชัดเจน
โดยหลักการที่แท้จริงแล้ว ระบบรัฐสภาของไทยเรานั้น เป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะประกอบด้วยผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ส.ส.มีหน้าที่สำคัญ 2 ด้าน คือ จัดตั้งรัฐบาลเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ การตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา ออกฎหมายเพื่อควบคุมบังคับใช้กับรัฐบาลและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
ฝ่ายนิติบัญญัติ มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม
ตรงกันข้าม ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ยิ่งมีหน้าที่สำคัญในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งการตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา และการออกกฎหมาย
1) ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ว่า ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรของไทย ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญของตนเองอย่างเพียงพอ
โดยเฉพาะงานด้านการออกกฏหมาย
ทั้งขาดการประชุม ไม่เซ็นต์ชื่อเข้าประชุม ไม่แสดงตัวในที่ประชุม เรื่อยไปจนถึงการตีรวนป่วนการประชุมสารพัดรูปแบบและวิธีการ
จงใจที่จะขัดขวางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่นำม็อบเข้าไปปิดล้อม กดดัน ขัดขวางการประชุม หรือแม้แต่เล่นบทตัวป่วนในสภา ยั่วยุ ปลุกปั่น ขัดแข้งขัดขา รับลูกรับงานการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเข้ามาป่วนในสภา เพื่อมิให้สภาสามารถทำงานนิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิผล
ยิ่งกว่านั้น แม้แต่งานด้านตรวจสอบฝ่ายบริหาร ก็ยังไม่เป็นมรรคเป็นผล
ไม่ว่าจะเป็น การตั้งกะทู้ถาม การเสนอญัตติ หรือการทำงานในชั้นกรรมาธิการก็ตามที ล้วนแต่มุ่งไปในทางที่จะใช้กลไกรัฐสภาเป็นมือเป็นไม้ให้กับขบวนการเสื้อแดงนอกสภาเป็นส่วนใหญ่
แทนที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ กลับกลายเป็นอาศัยกลไกรัฐสภาไปรับใช้ขบวนการล้มรัฐบาล มุ่งหวังให้พรรคพวกของทักษิณได้เป็นรัฐบาล โดยไม่สนใจวิธีการและผลกระทบต่อส่วนรวม
2) การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหารที่มีความเด็ดขาด จริงจัง และร้ายแรงที่สุดในระบบรัฐสภา โดยเฉพาะเมื่อมีการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีด้วย
การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ควรจะต้องมีการนำเสนอข้อมูล หลักฐาน อภิปรายเหตุผลการกระทำความผิดของรัฐมนตรีแต่ละคนอย่างชัดแจ้ง แจกแจงเป็นประเด็นความผิดอย่างชัดเจน
ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย
เพราะกลไกนี้ มีไว้เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบในสภามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับกรรมาธิการ หรือในการตั้งกระทู้ถาม ตลอดจนการสืบเสาะค้นหาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารมาตลอดปี เมื่อพบว่ากรณีใดที่ไม่สามารถปล่อยไว้ได้ เพราะมีหลักฐานความผิด เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างชัดเจน จึงนำข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านั้นเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจและ/หรือยื่นถอดถอน
แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ และครั้งที่ผ่านมาในปีที่แล้ว กลับกลายเป็นการอภิปรายประจำปี เป็นประเพณีอย่างเสียมิได้
มีลักษณะเป็นการพูดพร่ำเพรื่อ อวดโวหารทางการเมือง และคุยโวหาเสียง ปลุกระดมประชาชน มากกว่าจะนำเสนอข้อมูลใหม่ หลักฐานเชิงลึก ที่ได้มาจากการตรวจสอบรัฐบาล ในแบบที่สื่อมวลชนทั่วไปยังไม่เคยมีการเอ่ยถึงมาก่อน
เมื่อไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจังมาโดยต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรของไทยนั้น จะถูกล้อเลียน หรือถูกติฉินนินทา ว่ามีลักษณะเป็นการตัดแปะข่าวหนังสือพิมพ์ นำเรื่องที่สื่อมวลชนเคยนำเสนอ และเคยมีการโต้แย้งกันไปหลายครั้งหลายหนแล้ว มานำเสนอในสภา ฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก เพียงเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอและตัวผู้นำเสนอเท่านั้นเอง
3) ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ได้มีการบิดเบือนใช้กลไกการตรวจสอบฝ่ายบริหารไปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ ไม่สมน้ำสมเนื้อ ไม่สมประโยชน์ของบ้านเมือง และมุ่งสนองผลประโยชน์ส่วนตัว
โดยเฉพาะเมื่อการอภิปรายครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่นายกฯ ประกาศว่าจะมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ปรากฏว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน ได้ใช้วาระในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เป็นโอกาสในการหาเสียงทางการเมืองของตนเองอย่างประเจิดประเจ้อ
แทนที่จะมุ่งตรวจสอบรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ กลับมุ่งเข้าสู่การหาเสียง เริ่มตั้งแต่วันแรก ผู้นำการอภิปรายของฝ่ายค้าน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ แทนที่จะเน้นว่ารัฐบาลทำอะไรผิด อย่างไร ก็เลี่ยงไปหาเสียงโดยอภิปรายว่า ถ้าตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะทำอะไร
ยิ่งกว่านั้น ในวันที่ต้องอภิปรายสรุป แทนที่นายมิ่งขวัญจะประมวลเหตุผล พยานหลักฐาน การกระทำความผิดของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไปแล้วทั้งหมด เพื่อขมวดปม สรุปปิดท้าย ตามลักษณะของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายมิ่งขวัญกลับใช้วิธีหาเสียงว่า เลือกตั้งสมัยหน้า พรรคตนจะทำอะไรบ้าง
เล่นหาเสียงกันดื้อๆ แบบนี้เลย
ในขณะเดียวกัน ตลอดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส.ส.ฝ่ายค้านแต่ละคน ก็มีวิธีการหาเสียงให้ตนเองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่น
ส.ส.หลายคน ใช้วิธีเสนอหน้าออกทีวี โดยหาที่นั่งใกล้ๆ กับผู้ที่กำลังยืนอภิปราย เพื่อให้ใบหน้าของตัวเองได้ออกทีวี อาทิ นายสมคิด บาลไธสง นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ และ ส.ส.หญิงที่ไม่อายหน้าอีกหลายคน เป็นต้น
ส.ส.บางคน ใช้วิธีประท้วง เพื่อเรียกร้องโอกาสได้พูดออกทีวี แม้จะไร้เหตุผลอย่างไรก็ตาม
ส.ส.บางคน ใช้วิธีแสดงความรุนแรงเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น ใช้คำหยาบ กักขฬะ ดิบถ่อยเถื่อนในที่ประชุมสภา เช่น นายวิเชียร ขาวขำ ด่าออกไมโครโฟนในสภาว่า “โห่หาพ่อมึงเหรอ” เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น รูปแบบและพฤติกรรมของพรรคเพื่อไทย ยังสะท้อนถึงเจตนาต้องการใช้สื่อทีวีโฆษณาหาเสียงในการอภิปรายครั้งนี้อย่างไม่มีเหนียม เช่น มีการจัดเตรียมป้ายโลโก้พรรค สโลแกนกิจกรรมพรรค เหมือนแผ่นป้ายโฆษณาในรายการทีวี นำไปวางไว้หน้าและหลังผู้อภิปราย เพื่อให้ถ่ายออกทีวี แถมมีการกำหนดมุมกล้องด้วย อาทิ นายมิ่งขวัญถึงกับประกาศผ่านไมโครโฟนให้เอาภาพล่ามภาษามือออกจากมุมจอในบางจังหวะ เป็นต้น
การอภิปรายของ ส.ส.เพื่อไทยส่วนใหญ่ จึงเป็นการพูดจาหาเสียงกับมวลชน หรือฐานเสียงของตนเอง มากกว่าจะมุ่งตรวจสอบรัฐบาลตามเจตนารมณ์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
ถือโอกาสใช้สื่อโทรทัศน์ช่อง 11 โฆษณาหาเสียงให้กับตนเองและพรรคการเมืองของตน โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา ซึ่งปกติมีมูลค่ากว่า 100,000 บาทต่อนาที
ถ้าโฆษณาหาเสียง 1 ชั่วโมง ก็คิดเป็น 6 ล้านบาท
ในการอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านได้เวลาออกทีวี 60 ชั่วโมง หากคิดในเรทค่าโฆษณาข้างต้น ก็มีมูลค่ากว่า 360 ล้านบาท!
นับเป็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่ตามกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง
4) ผลการลงคะแนนหลังการอภิปราย ปรากฏว่า รัฐมนตรีที่ถูกมองว่าชี้แจงได้แย่ที่สุด กลับมี ส.ส.ฝ่ายค้านเทคะแนนให้ จนทำให้มีคะแนนไว้วางใจมากที่สุด
สืบเนื่องมาจาก ส.ส.เพื่อไทยบางคน กำลังจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย จึงเลือกที่จะลงคะแนนให้รัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย คือ นางพรทิวา นาคาสัย และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
สะท้อนคุณภาพการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของ ส.ส. ว่าไม่ได้ทำงานตามเนื้อผ้าและน้ำหนักของเหตุผล แต่ตัดสินใจลงมติตามบุญคุญ เล่นพวก ระบบอุปถัมภ์
การที่ ส.ส.ฝ่ายค้านจะลงคะแนนให้รัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์
แต่การลงคะแนนให้รัฐมนตรีเพียงเพราะตนกำลังจะย้ายไปอยู่พรรคเดียวกันเท่านั้น (สังเกตุจากไม่ลงคะแนนให้รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหลายคนชี้แจงได้ชัดเจนกว่าเสียอีก) ถือเป็นภาพสะท้อนความพิกลพิการในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง
5) การดำเนินการของพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ก่อนจะอภิปรายจนถึงเวลานี้ สะท้อนชัดเจนมาโดยตลอดถึงการประสานงาน ร่วมมือ หรือร่วมเป็นขบวนการเดียวกันกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนอกสภา
เป็นขบวนการป่วนบ้านป่วนเมือง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนๆ เดียวเป็นใหญ่ คือ ทักษิณ ชินวัตร
สะท้อนถึงการคอรัปชั่นอำนาจ โดยใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภาไปเป็นเครื่องมือ เป็นมือเป็นเท้า ให้กับผู้ร้ายหลบหนีอาญาแผ่นดิน
ถือเป็นความล้มเหลวของการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างร้ายแรง
6) เป็นที่น่าสังเกตว่า… นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เทคโอเวอร์พรรคการเมืองขนาดเล็ก ซื้อ ส.ส.ยกเข่ง ยกก๊วน แทรกแซงครอบงำกลไกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. โดยวุฒิสภาก็เป็นง่อย ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ในขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านก็เหลือเพียงจำนวนน้อย ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้เมื่อทักษิณพ้นจากอำนาจไปแล้ว ระบบรัฐสภาของไทยก็ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ร่องรอยปกติ ยังคงไม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพตามรัฐธรรมนูญ
เป็นเหตุให้ถึงปัจจุบัน ยังเกิดเสียงวิพากษ์วิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวของกลไกรัฐสภาของไทยอย่างรุนแรง
บางคน พยายามขี้นำไปในทางที่ว่า จะต้องใช้วิธีรัฐประหาร เพื่อให้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตย สังคายนาระบบรัฐสภาให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างเด็ดขาด
ซึ่งหนทางนี้ มิใช่การเปลี่ยนแปลงในวิถีประชาธิปไตย
ผมพูดตรงๆว่า ไม่เห็นด้วยกับหนทางนี้ เพราะยังมองไม่เห็นว่า และยังไม่เชื่อว่า จะมีอำนาจบริสุทธิ์ หรือมีผู้นำรัฐประหารที่ยึดอำนาจไปแล้วจะทำการ “อภิวัฒน์สังคม” ให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่ดีขึ้น มีธรรมาธิปไตยมากขึ้น โดยไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ตรงกันข้าม การรัฐประหารในช่วงเวลานี้ นอกจากจะเข้าทางผลประโยชน์ของทักษิณในการล้มคดีความผิดทั้งหลายทั้งปวงอย่างชัดเจนแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขให้มีการนปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือขึ้นมา “พลิกแผ่นดิน” หรือทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งอาจมิได้ไปในทางที่เป็นคุณกับสถาบันเบื้องสูง
ผมยังเชื่อว่า เราควรจะต้องช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้กติกา รัฐธรรมนูญ และวิถีประชาธิปไตยที่นานาอารยประเทศให้การยอมรับ
เราควรจะปฏิรูประบบรัฐสภา เพื่อยกเครื่องใหม่ให้กับการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องหันกลับไปพัฒนาคุณภาพและสำนึกพลเมืองของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้ค่อยๆ ขจัดนักการเมืองชั่วไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องใช้เวลา (เราคงไม่สนับสนุนการใช้วิธีไปฆ่าใครทิ้ง)
ในขณะเดียวกัน การเมืองภาคพลเมือง นอกสภา ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอการเลือกตั้งก็มีบทบาทในการปฏิรูปการเมืองได้เช่นกัน แทนที่จะทำเฉพาะการชุมนุม เผชิญหน้า หรือการกดดันนักการเมืองโดยตรง ซึ่งเป็นมาตรการเด็ดขาด รุนแรง คล้ายกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา ก็อาจจะหันไปให้ความสำคัญกับการทำงานกับประชาชนวงกว้าง เช่น การมีองค์กรภาคประชาชนในลักษณะชมรม กลุ่ม สโมสร มูลนิธิ สมาคม ที่เป็นการรวมตัวทำงานร่วมกันในแต่ละอำเภอ และจังหวัด เพื่อเข้าถึงประชาชนวงกว้าง มีการพูดคุยในระดับพื้นที่ ทำกิจกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อตอบสนองกับปัญหาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน เมื่อมีปัญหาระดับชาติ ก็มีการประชุมระดมความเห็นเป็นลำดับขั้น ก่อนจะแสดงท่าที บทบาท หรือแถลงการณ์ในฐานะเครือข่ายร่วมกันทั้งประเทศ
การเมืองนอกสภา กับการเมืองในสภา จำเป็นจะต้องดำรงอยู่คู่กันในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
และทั้งสองส่วนนี้ จะต้องปฏิเสธอำนาจนอกระบบ จึงจะปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต