

ภายหลังออกอากาศ ทีมงานพรรคเพื่อไทยได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ดำเนินรายการทั้ง 2 คน และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยด้วยความเท็จ และหมิ่นประมาท
การจะเข้าใจว่า ใครบิดเบือน ใครใส่ร้ายด้วยความเท็จ ก็ควรจะต้องศึกษาและตรวจสอบเนื้อความที่ปรากฏในรายการอย่างครบถ้วน จึงจะตอบคำถามนี้ได้อย่างถูกต้อง
โดยใน ปมที่ 1 นั้น ได้มุ่งที่จะวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อปกป้องประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก ประกอบด้วยปมปัญหาย่อย 4 ปม ได้แก่
1) เชื่อหรือไม่ ที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยเป็น ส.ส. ไม่เคยลงสมัคร ส.ส. ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี แต่อยู่ดีๆ อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวของตัวเอง
พิเคราะห์ได้ว่า ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นตัวของตัวเองในการจะเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ แต่เชื่อว่าเธอคงยอมทำตามความต้องการของพี่ชาย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
พิจารณาจากการที่ทักษิณ ชินวัตร ทำการวีดีโอลิงค์สั่งการเข้ามาที่พรรคเพื่อไทย บอกว่าไม่จำเป็นว่าจะต้องเสนอตัวหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ แต่ให้เอาผู้สมัครอันดับหนึ่งของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และให้น้องสาวของตนซึ่งไม่ใช่เพียงนอมินี (Nominee) แต่เป็นถึงขั้น “โคลนนิ่ง” ตัวของเขามาเลย
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ก็ชูสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ประกาศให้รู้ว่าทักษิณเป็นคนคิดแผนการหรือนโยบายทั้งหลายทั้งปวง แล้วสั่งการหรือกำหนดให้คนอื่นๆ ในพรรคเพื่อไทยทำตามเท่านั้น
เรียกว่า คนคิดไม่ต้องทำ คนทำไม่ต้องคิด
อย่างนี้ คนคิดสบาย แต่คนทำน่าอายเป็นบ้า เพราะทำโดยไม่ต้องคิด ทำเหมือนหุ่นยนต์ ทำตามที่คนอื่นเขากดรีโมท
ยิ่งกว่านั้น ทักษิณยังเคยกำหนดตัวแทนเชิดให้เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนระดับสำคัญเคยแฉว่า ทักษิณเคยสั่งเปลี่ยนตัวแทนเชิดจากนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาแล้ว เมื่อครั้งนายสมัครเริ่มจะเป็นนายกฯที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ได้อย่างใจทักษิณ
ในวันก่อนที่ ส.ส.ของพรรคจะไปลงคะแนนเลือกนายกฯ ในสภา ตอนกลางคืนยังมอบหมายสั่งการให้นายสมัครเป็นนายกฯ อยู่ แต่พอเช้าขึ้นมา กลับสั่งเปลี่ยนเป็นนายสมชาย (น้องเขย) แล้ว ส.ส.ของพรรคก็ปฏิบัติตามนั้น
มาคราวนี้ กรณีที่คนในพรรคเพื่อไทย ยกมือสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้สมัครลำดับที่หนึ่งของระบบบัญชีรายชื่อ อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ เขียนบทความแสดงความคิดเห็นไว้ว่า
”ทุกคนในพรรคล้วนเป็นคน แต่มีพฤติกรรมเป็นหุ่นของทักษิณทั้งสิ้น คำถามที่ถูกจึงต้องถามใหม่ว่า ทำไมคุณทักษิณจึงส่งคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ถามว่าทำไมหุ่นแดงเหล่านี้จึงเลือกคุณยิ่งลักษณ์ เหตุทั้งนี้เพราะหุ่นมันเลือกใครไม่ได้” (สยามรัฐ 18 พ.ค.2554)
2) ทำไมต้องเป็นยิ่งลักษณ์?
ที่ต้องเป็นยิ่งลักษณ์ อาจารย์แก้วสรรได้วิเคราะห์ไว้ในบทความเดียวกันว่า ทักษิณเลือกใช้ยิ่งลักษณ์ ประกาศว่าไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข ภารกิจใหญ่คือพาทักษิณกลับบ้าน ซึ่งจะต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอน
(1) ชนะเลือกตั้งให้ได้ โดยใช้ยิ่งลักษณ์คุมเงิน คุมอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง
(2) ผลักดันประชามติ กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 พ่วงบทเฉพาะกาลที่จะให้มีการลบล้างความผิดให้ทักษิณทุกคดี รวมถึงคดีอาญา ทุจริตคอรัปชั่น และคดียึดทรัพย์ โดยแถมพ่วงการลบความปิดให้คนทุกสีทุกกลุ่ม เพื่อกลบเกลื่อนว่ามิใช่การทำเพื่อทักษิณคนเดียว
(3) อ้างประชามติ แก้รัฐธรรมนูญใหม่ แล้วเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ทักษิณลงสมัคร
จากมุมมองของอาจารย์แก้วสรรข้างต้น น่าคิดว่า การที่ทักษิณให้ชูธงสมานฉันท์ ไม่แก้แค้น ขอแก้ไข ก็คงหวังจะให้คนไทยลืมๆ หยวนๆ กับสิ่งที่ทักษิณและบริวารเคยกระทำกับประเทศไทยและสถาบันสำคัญของชาติเอาไว้
ตามรูปการณืนี้ จึงเป็นที่น่าสงสารคุณยิ่งลักษณ์ เพราะถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ จะคิดอ่าน จะลงมือกระทำสิ่งใด จะพูดจาให้สัมภาษณ์ จะเจรจาความเมืองเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจของใคร เธอก็คงต้องรอฟังความคิดและคำสั่งจากทักษิณก่อน ในทำนอง “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ”
โดยที่ในอดีต ยิ่งลักษณ์ก็เคยถูกใช้เป็นตัวแทนเชิด (Nominee) ซุกหุ้นของทักษิณไว้ในนามถึง 20 ล้านหุ้น กระทั่งถูกศาลฎีฎาฯ พิพากษาให้เห็นว่าเป็นนิติกรรมอำพราง
อ้างยืมเงินซื้อหุ้น 20 ล้านบาท แต่เงินปันผลที่ได้รับในชื่อของเธอก็ได้จ่ายเช็คไปให้ทักษิณ เมื่อถูกตรวจสอบค่อยอ้างว่าเขียนเช็คใช้หนี้ ครั้งแรก 9 ล้านบาท ตรงกับเงินปันผล
ครั้งที่สอง เงินปันผล 13.5 ล้านบาท ก็เขียนเช็คให้เจ้าของหุ้นตัวจริงอีก 13.5 ล้าน แต่กลายเป็นว่ายอดรวมของเงินเกินจำนวนหนี้ที่อ้างไว้เสียแล้ว จึงได้มีการแก้เช็ค ขีดฆ่าเหลือ 11 ล้าน (เพื่อให้พอดีกับยอดหนี้) แล้วนำเงินไปให้ลูกสาวทักษิณแทนอีก 2.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเคยซื้อนาฬิกามาให้
ข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ศาลฎีกาฯ จึงไม่เชื่อคำให้การของยิ่งลักษณ์ พิพากษายึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
3) ทั้งหมดนี้ ทักษิณต้องการอะไร ทำไปเพื่ออะไร?
ทักษิณต้องการอำนาจ
ต้องการเงิน 46,000 ล้านบาทที่ได้มาโดยมิชอบและถูกยึดเป็นของแผ่นดินกลับคืน
ต้องการพ้นโทษ พ้นคุก รอดพ้นความผิดทุกคดี
หรือต้องการรูปแบบการปกครองเป็นรัฐไทยใหม่ ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ ?
หรืออาจจะต้องการทั้งหมดนี้!
ก่อนหน้านี้ เคยมีการใช้ยุทธวิธี “ดิบ ถ่อย เถื่อน” กระทั่งเผาบ้านเผาเมือง ก่อกวนให้ประเทศชาติเป็น “รัฐล้มเหลว” แต่ไม่สำเร็จ เพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ถอดใจ มาครั้งนี้จึงหวังจะใช้ “นารีขี่ม้าขาว” ควบคู่ไปกับ “ธิดาขี่ม้าแดง”
4) สร้างภาพ โหนกระแสสนับสนุนผู้หญิงให้เข้าการเมือง
การสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิงให้เข้าสู่การเมืองเอย่างแท้จริงป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง สมัยร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผมและคณะก็ถึงกับเสนอให้กำหนดสัดส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งทางการเมืองเสมอกันกับผู้ชาย แต่เราไม่ควรสนับสนุนการกดผู้หญิงลงเป็นหุ่นเชิด (Nominee) หรือเป็นเครื่องมือรับใช้ผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้ชายที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
เราไม่ควรสนับสนุนหุ่น (Nominee) ไม่ว่าหุ่นนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย
จะหน้าตาสวยหรือจะขี้เหร่ จะร่ำรวยหรือยากจนอย่างไร ก็ไม่ควรสนับสนุนทั้งสิ้น
มิฉะนั้นแล้ว ประชาชนก็จะถูกนักการเมืองดูถูก ดูหมิ่น เหมือนที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ออกมาปรามาสว่า ในพื้นที่ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยส่งหมาหรือเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งก็ชนะ
ใครแจ้งความ ใครบิดเบือนใส่ร้าย ใครหวังข่มขู่
ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
(1) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แจ้งความว่า ผู้ดำเนินรายการคลายปม และผู้อำนวยการสถานี ร่วมกันใส่ร้ายว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องคอยฟังคำสั่งทักษิณ และต้องล้างความผิดให้กับทักษิณ
พิจารณาดูเนื้อหา รูปการณ์ ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เฉพาะที่มีการนำเสนอในรายการนี้เท่านั้น จะพบว่า สื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ตลอดจนสาธารณชนทั่วไป ต่างวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อมูลข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นระยะ
แม้แต่ตัวทักษิณ ชินวัตร และคนในพรรคเพื่อไทยเอง ก็มีการให้ข่าวให้เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น เป็นเหตุให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยความเป็นห่วงสังคมไทยและประเทศไทยกันอย่างกว้างขวาง อาทิ
อดีตนายกฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา ให้สัมภาษณ์ว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะ “หากเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลอาจจะต้องมีมาก ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะชี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ก็ได้… คนที่ชี้ได้คือคนที่อยู่ต่างประเทศ คนที่เป้นนายกฯ ได้ จะต้องคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณได้” (กรุงเทพธุรกิจ 28 พ.ค.2554)
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ให้สัมภาษณ์ถึงสภาพปัญหาเดียวกัน โดยกล่าวถึงบทบาทของทักษิณในการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งว่า
”เรายุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ประชาชนต้องมีสิทธิที่จะรู้ว่าใครจะมาเป็นผู้นำรัฐบาล บริหารประเทศ แต่พรรคการเมืองกลับบอกว่าเป็นเรื่องของคนที่อยู่ต่างประเทศและหนีคดีอยู่ มาเป็นคนกำหนดอนาคตของบ้านเมือง ผมคิดว่าคนไทยควรจะยอมสภาพอย่างนี้หรือ คนไทยต้องได้ตัดสินใจอย่างโปร่งใสชัดเจนเพื่อชี้อนาคตของบ้านเมือง ยืนยันว่าบ้านเมืองวันนี้ต้องปกครองด้วยกฎหมาย รักาษกติกา ไม่ใช่ปล่อยให้ใครใช้อำนาจเงินหรืออำนาจอื่นบ้างเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาให้ตนเอง และทำให้ประเทศและประชาชนเสียโอกาส ผมคิดว่าเราไม่ควรยอมและขอให้ประชาชนผนึกกำลังกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับประเทศ” (กรุงเทพธุรกิจ 28 พ.ค.2554)
ดังนั้น การวิเคราะห์ที่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องคอยฟังคำสั่งของทักษิณก็ดี หรือต้องล้างโทษล้างความผิดให้ทักษิณก็ดี ก็ล้วนเป็นข้อที่ไม่เลื่อนลอย และมีเหตุอันควรสงสัย หรือควรเชื่อ และที่สำคัญคือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ
(2) ข้อกล่าวหาของโฆษกพรรคเพื่อไทยที่ว่า ผู้ดำเนินรายการ “คลายปม” ใส่ร้ายว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็น “รัฐไทยใหม่” ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ นั้น หากพิจารณาการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ดำเนินรายการ “คลายปม” ทั้งสองคนแล้ว จะเห็นว่า ได้พยายามจะตอบประเด็นคำถามใหญ่ที่ว่า
“ทั้งหมดนี้ ทักษิณต้องการอะไร ทำไปเพื่ออะไร?”
ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งคนของพรรคเพื่อไทยได้เข้าไปมีบทบาทนำอย่างสำคัญนั้น ได้ปรากฏว่า มีการติดโปสเตอร์ว่าต้องการ “รัฐไทยใหม่” รณรงค์เผยแพร่กันอยู่มิใช่หรือ และยังสอดรับกับการปราศรัยเรื่องรัฐไทยใหม่ที่พูดกันอยู่บนเวทีเสื้อแดงมิใช่หรือ
ที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยได้นำเรื่องนี้มาแจ้งความกับตำรวจกองปราบฯ โดยอ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องรอคำสั่งจากทักษิณ แต่ทำไมเมื่อผู้ดำเนินรายการ “คลายปม” ทั้งสองคน วิเคราะห์ประเด็นว่า “ทักษิณ” ต้องการอะไร ทำไปเพื่ออะไร โดยชี้ประเด็นว่า ทักษิณต้องการอำนาจ ต้องการเงิน 46,000 ล้านบาทที่ได้มาโดยมิชอบและถูกยึดเป็นของแผ่นดินกลับคืน ต้องการพ้นโทษ พ้นคุก รอดพ้นความผิดทุกคดี และต้องการรูปแบบการปกครองเป็นรัฐไทยใหม่ ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ
หากยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยวข้องกับทักษิณจริง เหตุใดจึงนำไปบิดเบือน แจ้งความดำเนินคดีว่าผู้ดำเนินรายการ “คลายปม” ใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย
รายการ “คลายปม” ได้วิพากษ์วิจารณ์ “ทักษิณ” แต่ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยอ้างว่าตนเองเสียหาย ในขณะเดียวกันกลับปฏิเสธพัลวันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน !?!?
อย่างนี้ ก็มีด้วยหรือ
(3) การนำเอาผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เข้ามาถูกดำเนินคดีด้วย ทั้งๆ ที่ ผู้แจ้งความดำเนินคดีรู้อยู่แก่ใจ หรือควรจะรู้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้คุ้มครองสิทธิของผู้ดำเนินรายการและผู้พูด โดยห้ามมิให้สถานีตรวจหรือเซ็นเซอร์ ก่อนนำออกอากาศ แต่โฆษกของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงดึงเอาผู้อำนวยการสถานีมาถูกแจ้งความดำเนินคดีด้วย และโดยข้อเท็จจริงในวันที่ออกอากาศนั้น ผู้อำนวยการก็อยู่ต่างประเทศ ส่อแสดงให้เห็นเจตนาของผู้แจ้งความดำเนินคดีว่าเป็นการกระทำโดยบริสุทธิ์ หรือหวังจะข่มขู่ คุกคามสถานีโทรทัศน์และสื่อมวลชนให้เกรงกลัว เพื่อไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์และนำข้อเท็จจริงสำคัญมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
การแจ้งความดำเนินคดีอาญา กล่าวหาว่าผู้ใดเป็นอาชญากร เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสื่อมเสียชื่อเสียง มีผลกระทบต่อตัวบุคคล ต่อหน้าที่การงาน และต่อสาธารณะ โดยเฉพาะการดำเนินการกับผู้มีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชน
ในความเป็นจริง พรรคเพื่อไทยต้องระมัดระวัง มิให้ทักษิณเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมืองของตน เพราะปัจจุบัน ทักษิณเป็นผู้ซึ่งแปลงสัญชาติเป็นมอนเตเนโกรแล้ว ดังปรากฏว่าทักษิณได้ใช้หนังสือเดินทางในฐานะคนสัญชาติมอนเตเนโกร และกฎหมายของไทยได้ระบุให้ผู้ที่ได้สองสัญชาติต้องเลือกถือเพียงสัญชาติเดียว
พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 22 “ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและได้แปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าว หรือสละสัญชาติไทย หรือถูกถอนสัญชาติไทย ย่อมเสียสัญชาติไทย”
ดังนั้น เมื่อในทางพฤตินัย ทักษิณเลือกใช้สัญชาติมอนเตเนโกร ก็อาจถือได้ว่าได้ละทิ้งสัญชาติไทยและกลายเป็นบุคคลสัญชาติอื่นไปแล้ว
ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2250 มาตรา 56ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์แห่งการเลือกตั้งโดยประการที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ทั้งนี้ เว้นแต่การกระทำนั้นเป็นการช่วยราชการหรือเป็นการประกอบอาชีพตามปกติโดยสุจริตของผู้นั้น”
ยิ่งกว่านั้น ข้อเท็จจริงประจักษ์ชัดว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ต้องโทษคดีอาญา ผู้ถูกยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินโดยคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในฐานร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์มาโดยมิชอบ และถูกตัดสิทธิการเมืองเมืองเป็นเวลา 5 ปี ยิ่งไม่สมควรจะให้ทักษิณเข้าแทกแซงครอบงำหรือบงการพรรคการเมือง
ปมปัญหาเหล่านี้ รายการ “คลายปม” ก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ ติติง ตักเตือนด้วยความสุจริตใจไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ หวังมิให้เกิดปัญหาความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาอีก
ผู้บงการที่ได้รับคำเตือนแล้ว “ไม่แก้ไข” แต่กลับใช้บริวารออกมาดำเนินการ “แก้แค้น”
ใครคิดใครทำ ใครแจ้งความใส่ร้าย ใครหวังข่มขู่คุกคาม ปิดบังซ่อนเร้นความพยายามเข้าสู่อำนาจรัฐโดยวิถีทางที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
กรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนาที่ค่อยๆ “คลายปม” ออกมาให้เห็น!