
การเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ทุกคะแนนเสียงของประชาชนว่าลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด มีค่า และมีความหมายอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย
1) คาดการณ์ผลการเลือกตั้ง
แม้พรรคการเมืองบางพรรคจะพยายามใช้ผลสำรวจความเห็นประชาชน หรือโพลล์ เป็นเครื่องมือชี้นำการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างออกนอกหน้า โดยพยายามอวดอ้างว่าพรรคของตนชนะเลือกตั้งแน่นอน แถมพูดเอาแต่ได้อย่างร้ายกาจ โดยกล่าวในทำนองว่าถ้าพรรคตนแพ้ ก็คงแพ้เพราะถูกโกง
โดยส่วนตัว ผมยังเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ผลคะแนนหลังการเลือกตั้งน่าจะสูสี
ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้จำนวน ส.ส.เข้าสภามากที่สุด แต่ก็คงชนะพรรคอันดับสองราวๆ 20-30 เสียง
คงจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้จำนวน ส.ส.เกินครึ่งหนึ่งของสภาอย่างเด็ดขาด หรือมากกว่า 250 เสียง
ที่พยายามปั่นกระแสกันว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.ถึง 270 – 300 เสียง ผมไม่เชื่อ (แต่ผมคงไม่ไปกล่าวหาใครล่วงหน้าว่าจะโกง)
อย่าลืมว่า ในผลของโพลล์แทบจะทุกสำนัก ก็ปรากฏชัดว่า ยังมีประชาชนกลุ่มใหญ่ กว่า 20-30% ที่ยังไม่เปิดเผยการตัดสินใจว่าจะไปลงคะแนนให้ใคร หรือพรรคการเมืองใด
พลังเงียบกลุ่มนี้ สอดรับกับสถานการณ์การเมืองที่มีขัดแย้งสูง ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่พร้อมที่จะบอกหรือแสดงออกถึง “การเลือก” ของตนเองต่อผู้อื่น แต่ถ้าเดินเข้าไปคูหาเลือกตั้งเมื่อใด ก็จะมีแต่ตัวเขาเองกับการตัดสินใจเท่านั้น
นอกจากนี้ สาเหตุที่ผมไม่เคยไว้ใจโพลล์ ผมก็ยังได้เคยเขียนบทความไปหลายครั้งแล้วว่า ความแม่นยำหรือความผิดเพี้ยนของโพลล์นั้น สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งโดยความจงใจ และโดยความไร้คุณภาพของโพลล์แต่ละสำนัก ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนของการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ไปจนถึงการเข้าไปถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่าง
ความเห็นของประชาชนที่ปรากฏในโพลล์ บ่อยครั้ง ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง
การออกไปสอบถามความเห็นประชาชนของโพลล์ มักเป็นการถามแบบหยาบๆ ไม่มีขั้นตอนกลั่นกรองรายละเอียดเพื่อให้ได้ความแม่นยำของผลลัพธ์ เพราะบางคนบอกว่าจะเลือกพรรคนี้ แต่โพลล์ก็ไม่มีวิธีตรวจสอบกลั่นกรองข้อมูลในเชิงคุณภาพว่า ที่ผ่านมา ตัวแทนที่สุ่มตัวอย่างมานี้เคยไปเลือกตั้งจริงๆ หรือไม่ และครั้งนี้จะมีโอกาสไปเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน หรือมีปัจจัยพลิกผันการตัดสินใจในช่วงท้ายก่อนวันเลือกตั้งย่างไร เป็นต้น
2) การจัดตั้งรัฐบาล
หากไม่มีพรรคการเมืองได้จำนวน ส.ส.เข้าสภามากกว่า 250 ที่นั่ง (เกินครึ่ง) รัฐบาลหลังการเลือกตั้งย่อมจะเป็นรัฐบาลผสม
ปัญหาคือ ใครจะผสมกับใคร
หากประชาธิปัตย์มาอันดับหนึ่ง ผมเชื่อว่าคงจะไม่ผสมกับเพื่อไทยอย่างแน่นอน
หากเพื่อไทยมาอันดับหนึ่ง ก็คงจะต้องไปดูว่าพรรคการเมืองใดบ้างพร้อมที่จะยอมทำตามแนวทางของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น การนิรโทษกรรมคดีทุจริตให้ทักษิณ หรือการให้คนเผาบ้านเผาเมืองได้เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาลหรือไม่
ตามข่าวที่ปรากฏ ชัดเจนแล้วว่า พรรคเพื่อไทยเคยประกาศจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า มีความเป็นไปได้มากว่า พรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด รองลงมาคือพรรคประชาธิปัตย์ และรองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย
ผมค่อนข้างแน่ใจว่า จำนวน ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์รวมกับพรรคภูมิใจไทย น่าจะมีจำนวนมากกว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน และคงปริ่มๆ 250 เสียง หรือมากกว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้า ส.ส.เหล่านี้ พร้อมใจกันโหวตให้ ส.ส.คนใดเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ให้ ส.ส.เป็นผู้มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา
ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี) ไม่ใช่ว่าพรรคใดได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดแล้วหัวหน้าพรรคนั้นจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ
หากการณ์ปรากฏออกมาดังนี้ ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ก็อาจพิจารณาเลือกพรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กเข้ามาร่วมรัฐบาลอีก โดยอาจจะปล่อยพรรคชาติไทยพัฒนารอไปก่อน เพราะพรรคนี้ได้แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือที่เข้าร่วมกับฝ่ายที่ชนะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น หลังการเลือกตั้ง ฝ่ายสามารถรวบรวมจำนวน ส.ส.ได้เกินครึ่งในสภาแล้ว ก็ย่อมมองเห็นว่าพรรคนี้เป็น “ของตาย” ไร้ราคา หรืออาจจะให้ปลาไหลได้ลองเป็นฝ่ายค้านร่วมกับชูวิทย์ดูก็ได้
นอกจากนี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ น่าจะเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้เข้าขา รู้ใจ เช่นเดียวกับปุระชัย ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยกันกับทักษิณมายาวนาน
นายชูวิทย์ประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน และอยากเป็นฝ่ายตรวจสอบ แต่ก็ยังน่ากังขาว่า คนที่เคยร่วมมือทุจริตคอรัปชั่นโดยจ่ายส่วยตำรวจ เก็บโพยส่วยไว้ และนำออกมาแฉเมื่อขัดผลประโยชน์กัน จะกลับตาลปัตรมาเป็นคนดีที่พร้อมตรวจสอบรัฐบาลได้แท้จริงหรือ ประวัติการกระทำของคนย่อมสะท้อนความคิด ค่านิยมของคนๆ นั้น เช่นเดียวกันกับนายปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ที่จะต้องตอบคำถามสังคมว่า คนที่เคยร่วมค้ำยันให้ระบอบทักษิณยาวนาน อยู่ดีๆ จะสมอ้างเข้ามาขออาสาเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นพวกของทักษิณได้อย่างไร
3) ไม่ว่าใครจะได้เป็น ส.ส. ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล… หลังการเลือกตั้ง คงจะไม่สามารถอ้างว่าตนเองมีสิทธิอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะกระทำการอย่างใดก็ได้ ตามความต้องการและผลประโยชน์ของพรรคพวกตน
ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง หากแต่การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย
ประการแรก ความเป็นประชาธิปไตยนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ เพราะประชาชน 60 กว่าล้านคน เข้าไปบริหารประเทศเองไม่ได้
ประการที่สอง ประชาชนเขาเลือก “ตัวแทน” เพื่อไป “ฟัง” และ “ดำเนินการ” ตามความต้องการ และเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
และประการที่สาม การที่ประชาชนเลือกผู้แทน ไม่ใช่การเซ็นหนังสือมอบฉันทะ ยกอำนาจให้ผู้แทนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่สามารถจะไปทำอะไรตามอำเภอใจ ผู้แทนราษฎรยังจะต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม มิใช่ผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด
จะเห็นว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย
น่าเสียดาย… นักเลือกตั้งบางคนมักจงใจที่จะเข้าใจผิด หลงคิดว่าตนกำลังประมูลอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง
น่าใจหาย… ประชาชนจำนวนหนึ่งยังคิดว่า หากตนเองไม่ไปโหวตโนในการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว จะไม่มีสิทธิหรือความชอบธรรมในการออกมาเคลื่อนไหว ตรวจสอบ กำกับดูแล เฝ้าระวัง หรือแม้แต่ประท้วงการทำหน้าที่ของผู้แทนหลังการเลือกตั้ง หากมีการใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบต่อผลประโยชน์ส่วนรวม
ในความเป็นจริงแล้ว… ต่อให้การเลือกตั้งไม่มีเสียงโหวตโนเลยแม้แต่หนึ่งเสียง สิทธิและความชอบธรรมในการจะมีส่วนร่วมทางการเมืองก็ยังอยู่กับประชาชนเสมอ นักการเมืองไม่สามารถจะอ้างได้ตลอดไปว่าตนได้คะแนนเสียงจากประชาชนมาแล้ว และเมื่อใดก็ตามที่นักการเมืองใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ กระทำผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ตอบสนองต่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวม ประชาชนก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะออกมาคัดค้าน (แต่ต้องไม่ใช่ “เอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”)
หน้าที่แรกของ ส.ส.ในสภา ก็คือการพิจารณาเลือก ส.ส.คนหนึ่ง ในบรรดา ส.ส.ทั้งหมดในสภา ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดและประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนส่วนรวม และต้องรับฟังเสียงของประชาชนทุกหมู่เหล่าในสังคม ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร นักธุรกิจ ข้าราชการ กรรมกร เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม องค์กร สถาบันต่างๆ ทุกระดับชั้น ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่ “ทหาร” หรือ “กองทัพ” ซึ่งก็คือภาคส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสังคม
และในความเป็นจริงแล้ว “สถาบันทหาร” ในสังคมไทย ถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทในการปกป้องดูแลบ้านเมืองมานับพันปี มีความจงรักภักดี ผูกพันลึกซึ้งกับสถาบันเบื้องสูง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะกีดกัน “เสียงของกองทัพ” ออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ “วิธีการที่จะมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย” ย่อมไม่ใช่การรัฐประหาร
น่าเสียใจที่พรรคการเมืองบางพรรค และกลุ่มคนบางพวก พยายามกดดัน ข่มขู่ และจ้องแทรกแซงกองทัพ เช่น ใส่ร้ายไว้ว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะททารจะชิงปฏิวัติ ซึ่งสะท้อนเจตนาใส่ร้ายป้ายสีและทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันกองทัพอย่างชัดเจน
4) บทบาทของ กกต.
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.ไปไหน ทำอะไร และได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญๆ ของตนเองอย่างครบถ้วนแล้วหรือยัง?
ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ถ้าคนทุจริตเลือกตั้งได้เข้าไปปกครองประเทศ กกต.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่สำคัญ ในประตูด่านแรก ที่จะต้องตรวจสอบ คัดทิ้งนักการเมืองที่ทุจริต กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนจะเข้าไปสู่อำนาจรัฐ
กกต. มีอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการจะชี้ขาดให้ใบเหลืองและใบแดงนักการเมือง ก่อนที่จะรับรองผลการเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นไป กกต.จะทำได้เพียงเป็นผู้ไปร้องศาลฎีกาฯ
หากมีหลักฐานเพียงพอว่านักการเมืองรายใดทุจริตการเลือกตั้ง กกต.จะต้องไม่ละเว้นที่จะให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรายนั้นทันที แทนที่จะเสียเวลา ปล่อยคนโกงเข้าสภา แล้วตามฟ้องร้องเอาทีหลัง ซึ่งยุ่งยากและทำให้เกิดความเสียหายบานปลาย
ถึงวันนี้ สังคมยังไม่เห็นว่า กกต.ชุดนี้จะให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรายใด แต่ภาพที่เห็นก่อนหน้านี้ คือ กกต. ถึง 4 คน เดินทางไปดูการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ทั้งๆ ที่ แต่เดิมนั้น กกต.ชุดก่อนๆ ก็เพียงแต่ให้ กกต.ผู้รับผิดชอบในการบริหารการเลือกตั้งไปติดตามดูแลเพียงคนเดียวก็เพียงพอ
ได้ทราบว่า ลงทุนเดินทางไปประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนไทยอยู่ไม่กี่คน แต่เป็นดินแดนท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง เป็นที่นิยมของคนไทย
ทั้งๆ ที่ ช่วงก่อนวันเลือกตั้งในประเทศไทย ภารกิจสำคัญของ กกต.มีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะการติดตาม ตรวจสอบ สืบสวนสอบสวน สอดส่องพฤติกรรมของผู้สมัคร ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายอย่างไร และพิจารณาว่าจะให้ใบเหลืองใบแดงกับผู้สมัครรายใด
ถึงวันนี้ กรณีที่ศรีษะเกษ ก็มีข่าวของการเลื่อนไปเรื่อยๆ
กกต.คงต้องสำรวจตัวเองว่าได้เสียสละ ทุ่มเททำหน้าที่สำคัญของบ้านเมือง ทำงานล่วงเวลา ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำงานเต็มที่ เพื่อรับกับภารกิจหนักหน่วงในช่วงก่อนวันเลือกตั้งเพียงพอแล้วหรือยัง
อย่าลืมว่า หลังวันเลือกตั้ง กกต.จะต้องเผชิญกับเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ภายในเวลา 1 เดือน ซึ่งจะต้องมี ส.ส.ผ่านการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.ถึง 95% จึงจะเกิดสภาได้ ย่อมจะเป็นแรงกดดันถาโถมเข้ามาที่ กกต.ว่าจะต้องเร่งพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาตามรัฐธรรมนูญ
บทเรียนเมื่อการเลือกตั้ง 26 ธันวาคม 2550 ปรากฏว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริต กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สมควรจะได้รับใบแดง แต่เมื่อ กกต.ใช้วิธีรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน ก็ทำให้นายยงยุทธเข้าไปนั่งในตำแหน่งสำคัญ เป็นถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ได้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเป็นที่ยุติด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาในภายหลัง ว่านายยงยุทธทุจริตการเลือกตั้งขณะเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ทำให้พรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบพรรค และถูกตัดสิทธิการเมืองร่วมกับกรรมการคนอื่น 5 ปี แต่ก็หลังจากที่คนที่ทำผิดผิดทุจริตการเลือกตั้งเหล่านั้นได้เข้าไปใช้อำนาจรัฐ จัดตั้งรัฐบาลกันแล้ว จึงทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลตกอยู่กับสถาบันศาล และทำให้ศาลถูกโจมตีโดยฝ่ายที่เสียผลประโยชน์
ถ้า กกต.ไม่ทำงานหนักตั้งแต่วันนี้ ความกดดันจะถาโถมเข้าใส่หลังการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
และถ้า กกต.ไม่ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่สำคัญของตนต่อการเลือกตั้งครั้งสำคัญครั้งนี้เพียงพอ ก็น่าเป็นห่วงอนาคตของประชาธิปไตยไทยอย่างยิ่ง
สุดท้าย… การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าเป็นการชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทย
คนไทยจะเลือก “อยู่กับทักษิณ” หรือจะ “ถอนพิษทักษิณ”?