การเมืองภาคประชาชน เป็นสิ่งที่มีค่า (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 21/2/2011

        

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยในโลกสากล

โลกเราสมัยนี้ พ้นจากยุค “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” มาไกลโขแล้ว

ทั้งเทคโนโลยี การสื่อสาร สารสนเทศ ตลอดจนค่านิยมความคิดของคนยุคปัจจุบัน ก็ต้องการจะมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของตนเองมากขึ้น

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จึงไม่ใช่แค่อุดมการณ์ แต่คือความจำเป็นของการบริหารประเทศยุคใหม่ เพื่อก่อให้เกิดสมดุลของอำนาจ มีระบบที่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำกับดูแลให้มีการจัดสรรทรัพยากรส่วนรวมอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

เราไม่สามารถปล่อยให้นักการเมืองอ้างอำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้ง กระทำการใดๆ ตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

1) การเมืองภาคประชาชน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีหลายรูปแบบ

เริ่มจากประชาชนที่มีความรู้สึกว่ามีปัญหาร่วมกัน ออกมารวมตัวกัน เพื่อดำเนินการไปสู่การแก้ปัญหานั้น อาจจะไม่ต้องร้องขอ หรืออาศัยอำนาจรัฐ หรือแย่งชิงอำนาจรัฐเลยด้วยซ้ำ

รูปแบบนี้ เราพบเห็นทั่วไปในวัฒนธรรมท้องถิ่นทั่วประเทศ เช่น การจัดการน้ำ การจัดการป่า ฯลฯ เพียงแต่ในช่วงหลัง อำนาจรัฐเอื้อมมือเข้าไปแย่งชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นมากระจุกไว้ส่วนกลาง เราจึงดูเหมือนว่าชาวต่างจังหวัดต้องมาร้องขออำนาจการจัดการจากส่วนกลาง

2) การชุมนุมประท้วง เป็นการเมืองภาคประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง

เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ที่สามารถแสดงออกถึงการประท้วงโดยสันติ ปราศจากอาวุธ ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

แต่การชุมนุมประท้วงของภาคประชาชนโดยแท้จริงนั้น เป็นกิจกรรมการเมืองที่มีต้นทุนสูง เพราะประชาชนแต่ละคน ต่างคนต่างมาด้วยตนเอง โดยไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีการบริหารจัดการจากส่วนกลาง ทำให้ต้นทุนกระจายตัว

ประชาชนแต่ละคน ต้องจ่ายต้นทุนส่วนตัวมากมาย ทั้งค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเสียโอกาสการทำงานระหว่างที่มาร่วมชุมนุม ไม่สามารถเอาเวลาไปทำประโยชน์ส่วนตัว สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมในด้านอื่นๆ ได้

แม้ค่าใช้จ่ายส่วนรวม ประชาชนอาจช่วยกันบริจาคคนละเล็กคนละน้อย แต่ต้นทุนค่าใช้ส่วนตัวของแต่ละคน ล้วนต้องหามาจากการทำมาหากินโดยสุจริตทั้งสิ้น

การชุมนุมประท้วงจึงเป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่ควรนำมาใช้เมื่อสถานการณ์ถึงที่สุดแล้วจริงๆ หลังจากใช้วิถีทางตามกลไกในระบบปกติทุกอย่าง เป็นขั้นเป็นตอน และประจักษ์ชัดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือกำลังจะเกิดขึ้นต่อส่วนรวม จึงสมควรนำมาใช้ เพื่อมิให้เป็นภาระต่อประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม (ไม่นับการชุมนุมแบบที่มีนายทุนนายจ้าง ซึ่งหวังผลจากการจัดกิจกรรมชุมนุม)

ยิ่งการชุมนุมทางการเมืองประเภทที่จะยื่นคำขาด ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยิ่งต้องเป็นการชุมนุมที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ข้อมูลหลักฐาน ผ่านกระบวนโต้แย้ง (Debate) การแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกับเพื่อนร่วมสังคมอย่างกว้างขวาง ตกผลึก และในประการสำคัญ ต้องประเมินว่าแนวทางดังกล่าวจะได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง เพราะคนอื่นๆ ในสังคม ก็มีความเป็นเจ้าของประเทศไม่แพ้กัน

3) ผมได้เคยเสนอความคิดเห็นไปหลายครั้งแล้วว่า ภาคประชาชนควรจะได้มีการจัดตั้ง รวมตัว กระจายกันออกไปตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การแสดงท่าทีของแต่ละท้องถิ่น แต่ละภูมิภาค โดยไม่ถูกกำหนด ชี้นำ หรือสั่งการจากส่วนกลาง

จะเอื้ออำนวยให้การเมืองภาคประชาชนสามารถเคลื่อนไหว ทำงานเชิงบวก ตอบสนองต่อสภาพปัญหาที่แท้จริงของแต่ละท้องถิ่น และเมื่อใดที่บ้านเมืองวิกฤติร้ายแรงอย่างแท้จริง จึงนัดหมาย หารือ ร่วมกันตัดสินใจ ก่อนจะประเมินว่าควรจะออกมาแสดงพลัง หรือชุมนุมใหญ่ร่วมกัน ณ ส่วนกลางหรือไม่ อย่างไร

นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนแต่ละคนแล้ว ยังจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนมากกว่าด้วย

เมื่อดำเนินการในรูปเครือข่าย มีการประสานงาน มีการจัดการร่วมกัน ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการชุมนุม ก็จะถูกลง ประชาชนแบกรับต้นทุนน้อยลง ทำให้การชุมนุมของประชาชนในระยะยาวนั้น มีศักยภาพมากขึ้น

4) การชุมนุมของภาคประชาชน เป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีพลังอำนาจ

เป็นเหมือนดาบที่มีคม

ขึ้นอยู่กับว่า จะถูกนำไปใช้เพื่อคุณประโยชน์ หรือโทษมหันต์

ช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ในวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทย เราได้เห็นทั้งการชุมนุมทางการเมืองที่สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม กับการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง สนองประโยชน์ส่วนตัวของผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม

คุณปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ อดีตโฆษกบนเวทีชุมนุมของพันธมิตรฯ ในระหว่างการต่อสู้ขับไล่ระบอบทักษิณ แต่ปัจจุบันมีบทบาทนำในการชุมนุมในนามพันธมิตรฯ อยู่ขณะนี้ เคยเขียนบทความชี้ให้เห็นที่มาที่ไป องค์ประกอบ และความเหมือน-ต่างระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรกับคนเสื้อแดง เรื่อง “รู้จักพันธมิตรฯ รู้ทันพิษคนเสื้อแดง” ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ 5″

ปัจจุบัน กำลังมีทั้งการชุมนุมของคนเสื้อแดง และคนเสื้อเหลือง เกิดขึ้นควบคู่กันไป จึงขอนำบางส่วนของบทความในอดีต มาให้ท่านผู้อ่านใช้ประกอบการพิจารณาว่า การชุมนุมเหลือง-แดง ในวันนี้ ในฐานะที่เป็นการชุมนุมภาคประชาชนเหมือนกัน แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลเหมือนกัน แต่มีความเหมือนหรือแตกต่างกันในที่มาที่ไป ความมีเหตุมีผล ตลอดจนองค์ประกอบของการชุมนุมแค่ไหน อย่างไร?

และในประการสำคัญ ควรพิจารณากันต่อไปด้วยว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ มีการเปลี่ยนไปแค่ไหน อย่างไร?

คุณปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ เคยเขียนไว้ว่า

…………………………………………………………….

1.จุดเริ่มต้นขององค์กร

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย “ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2549 ภายหลังจากการชุมนุมใหญ่ที่นำเดี่ยวครั้งแรกและครั้งเดียวโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2549 มีองค์ประกอบที่มาจากคนในอาชีพที่หลากหลาย เช่น สื่อมวลชน ภาคแรงงาน รัฐวิสาหกิจ องค์กรครู ชนชั้นกลาง องค์กรภาคประชาชน เกษตรกร ศิลปิน ฯลฯ เป็นการรวมตัวกันของภาคประชาชนเพื่อมาตรวจสอบและต่อต้านนักการเมืองในระบอบทักษิณที่ทุจริตคอร์รัปชั่น หนีภาษี แทรกแซงสื่อมวลชน รวบอำนาจทางการเมือง แทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมา ได้สลายตัวไปชั่วคราวหลังจากได้บรรลุวัตถุประสงค์การชุมนุม เมื่อรัฐบาลทักษิณได้ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และชุมนุมกดดันขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในปี 2551 โดยมีสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ถ่ายทอดสดตลอดการชุมนุม… …องค์ประกอบของแกนนำพันธมิตรฯ 5 คน ประกอบไปด้วย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำอาชีพสื่อมวลชนมาเกือบตลอดชีวิต วิพากษ์วิจารณ์ทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร เป็นผู้นำองค์กรในสื่อเครือผู้จัดการ เคยสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เริ่มไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลหลังกลางปี 2547 เป็นต้นมา วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหนักขึ้น จนถูกถอดรายการออกจากช่อง 9 อสมท. มีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงข้อมูลความฉ้อฉลทางการเมือง และทำให้ ASTV เป็นทีวีที่ถ่ายทอดสดการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตลอดมา

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นบุคคลสำคัญในการนำประชาชนโค่นล้มรัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 เคยสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เมื่อออกจดหมายเตือนเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ปโดยไม่เสียภาษีแล้วไม่ฟัง จึงเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และถูกเชิญมาเป็นแกนนำ มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและงานสวัสดิการในการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีมวลชนหลักทั้งจากกองทัพธรรมมูลนิธิและสันติอโศกที่ปักหลักพักค้างอย่างเข้มแข็ง

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นผู้นำสหภาพแรงงานและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำงานภาคแรงงานมาเกือบทั้งชีวิต เป็นที่ยอมรับในวงการสหภาพแรงงานในต่างประเทศ เข้ามาร่วมกับมาเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในฐานะเป็นตัวแทนของสมาพันธ์ประชาธิปไตยที่คัดเลือกมา มีบทบาทสำคัญในการนำสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เข้ามาร่วมงานกับพันธมิตรฯ ซึ่งมีส่วนสำคัญในด้านการใช้มาตรการอารยขัดขืน และงานรักษาความปลอดภัย ตลอดระยะเวลาการชุมนุม

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา เคยเป็นเลขาธิการสภาองค์การครูเพื่อสังคม (อคส.) เครือข่ายครูทั่วประเทศ 66 องค์กร ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน โดยทำงานเกี่ยวกับมวลชนและคนยากจนมากว่า 30 ปี เป็นแกนนำต่อต้านกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ และโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นผู้นำองค์กรสายครู เป็นนักเขียนและนักวิชาการที่มีผลงานมากมาย เป็นนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและคนยากจนในสังคม มีบทบาทในการนำการต่อสู้คัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบในปี 2548 – 2549 จึงถูกรับเชิญมาเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ภายหลังต่อมาในปี 2551 ได้มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน ในนามพรรคประชาธิปัตย์

นายพิภพ ธงไชย เป็นคนที่ทำงานในด้านองค์กรภาคเอกชน มาเกือบทั้งชีวิต โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือสังคม คนยากจน การศึกษา สิ่งแวดล้อม เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ในฐานะแกนนำที่ถูกเชิญมาจากตัวแทนของ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)”

กลุ่มคนเสื้อเแดง “องค์ประกอบของคนกลุ่มนี้ มีส่วนสำคัญมาจากฐานเสียงพรรคไทยรักไทย ซึ่งกลุ่มคนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นส่วนใหญ่ บางส่วนมาจากกลุ่มคนที่ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ บางส่วนเป็นองค์กรภาคเอกชนที่เข้าร่วมเพราะต่อต้านและขับไล่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และบางส่วนเข้าร่วมชุนนุมเพราะหลงเชื่อในการโฆษณาชวนเชื่อ

เดิมรวมตัวกันใช้ชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ต่อมาภายหลังจากได้พ่ายแพ้ในการณรงค์หาเสียงกับประชาชนเพื่อให้ลงประชามติไม่ให้รับรัฐธรรมนูญ 2550 จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

แกนนำ นปช.นั้น มีรายนามและความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย จนอาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวและการชุมนุมถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองของกลุ่มพวกพ้องตัวเอง หาได้เป็นการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของภาคประชาชนไม่ ดังนี้

นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตรองโฆษกพรรคไทยรักไทย และ เป็นส.ส.ในระบบสัดส่วนของพรรคพลังประชาชนครั้งแรกหลังจากเป็นแกนนำของ นปก. และนปช.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.แบบระบบบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชาชน และมาเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช หลังจากเป็นแกนนำของ นปก. และ นปช. และเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยสมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานครในนามพรรคไทยรักไทยแต่สอบตก ต่อมาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช หลังการเคลื่อนไหวในนามแกนนำ นปก. และ นปช.

นพ.เหวง โตจิราการ เคยขึ้นเวทีปราศรัยกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า “ทักษิณขายชาติ” แต่ได้เข้าร่วมกับขบวนการกับระบอบทักษิณในปี 2550 เป็นต้นมา หลังจากไม่เป็นที่ยอมรับในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย…

กลุ่มนี้เลือก “สีแดง” เป็นสีที่ใช้สำหรับการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปลายปี 2549 และในปี 2552 เรียกประกาศเรียกกลุ่มตัวเองว่าเป็น “กลุ่มคนเสื้อแดง”

กลุ่มคนเสื้อแดง เลียนแบบรูปแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ มาโดยตลอด เช่น ใช้อุปกรณ์ “ตีนตบ” เลียนแบบ “มือตบ”, เลียนแบบการถ่ายทอดสดการชุมนุม แต่เป็นงานเฉพาะกิจ โดยใช้ PTV ในปี 2549-2550 และใช้ D-Station ในการถ่ายทอดสดการเคลื่อนไหวปี 2552, เลียนแบบวิธีดาวกระจายผู้ชุมนุมไปในสถานที่ต่างๆ, เลียนแบบรูปแบบการทำสารคดี มิวสิควิดีโอทางการเมือง และเลียนแบบรูปแบบรายการบนเวทีการชุมนุม เป็นต้น

กลุ่มคนเสื้อแดง ใช้การปราศรัยผ่านวิดีโอลิงค์ โฟนอินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายหนีอาญาแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์และใช้เป็นจุดขายในการชุมนุม”

2.สู้เพื่อส่วนรวม กับ สู้เพื่อส่วนตัว

“…จากความแตกต่างข้างต้น จึงมีข้อสรุปได้ว่า พันธมิตรฯ เป็นภาคประชาชนที่รวมตัวกันต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติ ในขณะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนที่ต่อสู้โดยแอบแฝงไปด้วยผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองของตัวเองและพวกพ้องเกือบทุกคน ซึ่งรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้อยู่เบื้องหลังในการสนับสนุน และสั่งการการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา…”

………………………………………………………………………………

ข้างต้นนั้น คือสิ่งที่คุณปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ เคยเขียนไว้ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ 5″

ผมเห็นว่า บัดนี้ ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันประเมินการเมืองภาคประชาชนอีกสักครั้ง ว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ และกลุ่มคนเสื้อแดง ปัจจุบันจะเหมือนหรือต่างอย่างที่คุณปานเทพได้เคยวิจารณ์ไว้ ดังที่ได้นำเอาบางช่วงบางตอนมากล่าวไว้แล้ว

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต