กอด… การเมือง (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยคน) 31/1/2011

ระยะหลัง นักการเมืองไทยนิยมแสดงออกในที่สาธารณะด้วย “การกอด” มากขึ้น

น่าสนใจว่า มนุษย์เรามีวิธีทักทายแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การไหว้ การกราบ การกอด การหอมแก้ม การจูบ การจับมือ หรือแม้แต่การให้สลามในแบบวิถีของมุสลิม ฯลฯ

แต่ทำไมนักการเมืองไทยนิยม “กอด” มากขึ้น… แถมยังมี “วิธีกอด” แตกต่างกันออกไป

กอดของนักการเมือง เป็นการทักทาย แสดงการดีใจ ยินดี หรือเป็นการสร้างภาพ เพื่อสื่อความหมายหรือมีนัยยะทางการเมืองอย่างไร?

1) วิธีการทักทาย หรือแสดงออกถึงความยินดีเมื่อได้พบเจอกันของชาวเอเชียกับชาวยุโรป แตกต่างกัน

ในวัฒนธรรมเอเชีย หลายประเทศ มีวิธีแสดงออกที่ผู้ทักทายไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัวกันและกัน เช่น

คนไทยและคนอินเดีย นิยมการไหว้

คนจีนก็คล้ายกัน นิยมคารวะ โดยใช้มือซ้ายขวา ยกขึ้นมาประสาน พร้อมกับค้อมศีรษะให้แก่กัน

คนญี่ปุ่น คนเกาหลี นิยมใช้วิธีโค้งคำนับให้กัน เพื่อแสดงการทักทาย หรือทำความเคารพ

ส่วนคนยุโรป นิยมทักทาย แสดงออกโดยใช้วิธีสัมผัสร่างกายกันและกัน เช่น การจับมือ การกอด การจูบ การหอมแก้ม เป็นต้น

การทักทายโดยใช้ร่างกายสัมผัสกันและกันเช่นนี้ ไม่น่าแปลกประหลาดที่จะเกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรป ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น การให้ร่างกายสัมผัส ส่งถ่ายความรู้สึกอบอุ่นถึงกันและกัน อย่างที่เรียกว่า “Warm Welcome” โดยกอดกันเพื่อให้ความอบอุ่นแก่กัน จึงเป็นที่นิยมและมีความหมายลึกซึ้ง

หรือในวัฒนธรรมมุสลิม ก็จะมีการให้สลาม โดยใช้มือสัมผัสมือของอีกฝ่าย แล้วนำกลับมาแตะใบหน้าหรือหน้าอกของตน หรือถ้าอยู่ระยะไกล ก็สามารถใช้มือแตะใบหน้า แล้ววาดมือลงอย่างสุภาพ เพื่อทักทายกันและกัน

2) ประการสำคัญ จะสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะในวัฒนธรรมใด การทักทายหรือแสดงออกถึงความยินดีระหว่างกันนั้น มักจะต้องใช้ “มือ” เป็นอวัยวะสำคัญ

นั่นก็เพื่อแสดงความเปิดเผย ไม่มีเจตนาจะทำร้าย ไม่มีอาวุธปิดบังซ่อนเร้น เพราะโดยปกติมือเป็นอวัยวะสำคัญที่อันตราย อาจใช้ทำร้ายกันได้ง่ายๆ การทักทายจึงต้องแสดงให้เห็นว่าในมือไม่มีอาวุธซ่อนอยู่

การจับมือก็ดี การยกมือไหว้ก็ดี การคารวะก็ดี หรือการให้สลามกันก็ดี จึงมีนัยยะถึงการสื่อความหมายว่า มาพบกันแบบมิตร ทักทายกันด้วยเจตนาดี

3) การจับมือ ในวัฒนธรรมยุโรป สามารถแบ่งได้ 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความสนิทสนม

การจับมือหลวมๆ หรือสัมผัสแค่ปลายนิ้ว เป็นการแสดงออกตามมารยาทสังคม สื่อถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่แนบชิดกัน

การจับมือกระชับ บีบแน่น สื่อถึงความสัมพันธ์ที่หนักแน่นมากขึ้นตามลำดับ

การจับสองมือ เขย่าหนักแน่น สื่อถึงความสัมพันธ์และความรู้สึกผูกพันทางจิตใจมากขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

4) การสวมกอด เป็นแสดงความสนิทสนมมากกว่าการจับมือ

บางสังคมนิยมเอามือตบหลังด้วย และอาจจะมีการหอมแก้มกันด้วย โดยเริ่มจากการเอาแก้มแตะแก้มของอีกฝ่าย

แก้มซ้ายแตะแก้มซ้าย แก้มขวาแตะแก้มขวา

แตะแก้มกันตั้งแต่ 1ครั้ง จนถึง 3 ครั้ง (ถ้าแตะถึง 3 ครั้ง เป็นการแสดงว่าสนิทสนมกันอย่างลึกซึ้ง)

บางครั้ง อาจจะมีการใช้ปากจูบที่แก้ม (ส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์)

ในทางจิตวิทยา ถือว่า การกอดช่วยผ่อนคลาย และยังได้ฟังเสียงหัวใจของกันและกันด้วย

5) การกอดของนักการเมืองไทยในที่สาธารณะ โดยมีการบันทึกภาพ หรือถ่ายทอดภาพเป็นการแสดงออกให้คนในสังคมได้รับรู้ เป็นการแสดงออกทางการเมือง

มุ่งสื่อสะท้อนให้เห็นสถานะแห่งความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองที่กอดกันเป็นหลัก

เพราะบ่อยครั้ง นักการเมืองเหล่านี้พบเจอทักทายด้วยการยกมือไหว้กันก่อนแล้ว แต่ยังกอดกันทีหลัง เมื่อต้องการให้เกิดภาพปรากฏออกไปทางสื่อมวลชน และทุกครั้งที่กอดกันนั้น นักการเมืองก็จะรู้อยู่แก่ใจว่า ภาพการกอดของตนจะปรากฏเป็นหลักฐานออกไปสู่สังคม

ดังนั้น การกอดของนักการเมือง จึงเป็นการกอดที่มุ่งสื่อความหมายบางอย่าง เพื่อให้เกิดภาพความสัมพันธ์บางระดับกับคนที่ตนเองเข้าไปกอด โดยเจตนาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองในแต่ละสถานการณ์

6) วิธีการกอดที่แตกต่างกัน ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์การเมืองแตกต่างกัน สะท้อนระดับความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของนักการเมืองแต่ละคนที่แตกต่างกัน

ตัวอย่าง “กอดของนักการเมืองไทย” ที่ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ไล่เรียงไปจากล่าสุด

(1)

กรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สวมกอดนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นการแสดงกอดเพื่อสยบกระแสข่าวความแตกแยก ขัดแข้งขัดขากันและกัน แก่งแย่งแข่งขันขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย การกอดจึงต้องเน้นที่สีหน้ายิ้มแย้ม โอบหลังโอบไหล่แบบพรรคพวกเดียวกัน

คือเมื่อมีข่าวว่าห่างเหิน ยิ่งต้องแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิด

(2)

กรณีนายเนวิน ชิดชอบ สวมกอดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาล เป็นการแสดงกอดเพื่อบ่งบอกถึงความยินดี โอบหลังโอบไหล่ สะท้อนความเป็นคนวัยใกล้กัน พร้อมจับมือทำงาน แต่ก็เป็น “กอดหลวมๆ” หัวอกและหัวใจไม่แนบชิดสนิทกัน

กลายเป็นเหมือนนายเนวินพยายามโอบรัด มากว่าที่นายอภิสิทธิ์จะร่วมสวมกอด

ดูราวกับนายอภิสิทธิ์ออกจะเขินๆ ว่าเราต้องกอดกันด้วยหรือนี่

แตกต่างกับตอนที่นายเนวินกอดนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเคยมีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อน

การกอดนายบรรหารเป็นการกอดผู้ใหญ่ เพื่อสยบภาพความบาดหมางในอดีต จะเห็นว่านายเนวินต้องกอดต่ำมาก และเกือบๆ จะซุกหน้าลงไปถึงระดับใต้เข็มขัดของนายบรรหาร ก็เพื่อต้องการแสดงภาพความเป็นผู้น้อย ขอความเมตตาเอ็นดูจากผู้ใหญ่

คล้ายๆ กับการเข้าไปขอขมา

และแตกต่างกับเมื่อครั้งที่นายเนวินกอด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ทักษิณลาออกจากการตำแหน่งนายกฯ (ก่อนจะกลับลำเป็นลาพัก)

นายเนวินกอดทักษิณ เป็นการกอดเพื่อสื่อภาพความ “อำลาอาลัย” โดยใช้มือเข้าสวมกอดในระดับเอว เพื่อแสดงความเป็นลูกน้อง พร้อมซุกหน้าลงบนไหล่ เหมือนจะขอเช็ดน้ำตา

(3)

กรณีทักษิณ ชินวัตร ค้อมรับกอดจากพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร รสช. นับเป็นกอดอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไป

ทักษิณแสดงอาการกุมมือสองข้างไว้ที่เป้า เอียงตัวเข้าหาพลเอกสุนทรนิดๆ เพื่ออิงแอบรับความสนิทสนมจากมือที่พลเอกสุนทรโอบไหล่จากข้างหลัง นั่นก็เพื่อให้ได้เข้าถึงแวดวงอำนาจรัฐเผด็จการ

ท่าทางการกอดของพลเอกสุนทร สื่อถึงความทรนงในอำนาจที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน

ในที่สุด ทักษิณก็สามารถวิ่งเต้นจนได้สัมปทานผูกขาดกิจการดาวเทียมไปในยุคเผด็จการ รสช.นั่นเอง

กรณีดังกล่าว ก็คล้ายๆ กอดที่ทักษิณมอบให้ เสธ.แดง

โดยทักษิณเพียงแต่เปลี่ยนสถานะ จากคนที่เป็นลูกไล่ กลายเป็นคนคนที่ทรนงในความมีอำนาจเหนือกว่าของตน และมอบความเอ็นดูให้แก่ เสธ.แดง ที่ค้อมหัวเข้ามาให้ทักษิณลูบเล่นอย่างเอ็นดู

(4)

กรณีทักษิณเข้าสวมกอดนายกฯ ฮุน เซน ของประเทศกัมพูชา ในสถานการณ์ที่ทักษิณเปิดสงครามการเมืองกับรัฐบาลไทย

ทักษิณจำเป็นต้องแสวงหาที่พึ่งทางอำนาจ อันจะช่วยเรียกความมั่นใจให้กับลูกสมุนที่เตรียมปฏิบัติการป่วนบ้านเมืองอยู่ในประเทศไทย

ทักษิณจึงต้องกอดฮุนเซ็นอย่างสนิทสนมที่สุด

จะเห็นได้ว่า มีทั้งการกอด หอมแก้มถึง 3 ครั้ง และเขย่าสองมือ

หลังจากนั้น ก็ปรากฏว่าฮุนเซนแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับประเทศไทยอย่างรุนแรง

เกิดเหตุการณ์ที่บ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อลูกสมุนเสื้อแดงทำการเผาบ้านเผาเมืองในประเทศไทยแล้ว ก็ปรากฏว่า หลายคนได้หลบหนีไปกบดานในกัมพูชา

(5)

นอกจากกอดแล้ว ทักษิณยังเคยแสดง “กราบแผ่นดิน”

ขณะนั้น สังคมเริ่มรู้ทันทักษิณ โดยทักษิณได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยที่มีคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินเป็นชนักติดตัวอยู่หลายคดี เมื่อมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิจึงต้องแสดงภาพเพื่อลดกระแสครหา “โกงแผ่นดิน” ด้วยการ “กราบแผ่นดิน”

เป็นการจงใจแสดงการกราบต่อหน้าสื่อมวลชน เพราะถ้าจะกราบเพราะรักและคิดถึงแผ่นดินไทยจริงๆ ก็ต้องกราบได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงเครื่องบิน มิใช่มากราบเอาต่อหน้ากล้องที่ตั้งรออยู่หน้าอาคารผู้โดยสาร

อันที่จริง “การกราบแผ่นดิน” ของทักษิณนั้น น่าจะมีส่วนลอกเลียนมาจาก “การจูบแผ่นดิน” ของพระสันตะปาปา ที่จะทรงแสดงออกถึงความรักในทุกประเทศ ทุกดินแดนที่พระองค์เสด็จไปเยือน

(6)

กรณีทักษิณสวมกอดภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ขณะนั้น) คือ คุณหญิงพจมาน เป็นการกอดที่แสดงออกมาในลักษณะคล้ายๆ กับที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กอดภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของตน คือ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

เป็นการกอดเพื่อให้กำลังใจแก่กัน แสดงการให้เกียรติอีกฝ่ายในฐานะภริยา ออกงานสังคม จึงกอดแต่เพียงหลอมๆ เอียงกายโอบเข้าด้านหน้า โดยไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแสดงความต่ำต้อยกว่ากันออกมา

แตกต่างกับการกอดหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาตน

ดูจากภาพที่ทักษิณกอดนักร้องสาว “ลิเดีย”

จะเห็นว่า ฝ่ายหญิงอย่างลิเดียเป็นฝ่ายอิงแอบเข้าหา เอาศรีษะซุกลงไปบนหน้าอก (เกือบถึงระดับไหล่) เพื่ออาศัยความอบอุ่นจากผู้ที่มีสถานะเหนือกว่า

การกอดภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของนักการเมือง จึงต้องแสดงออกให้แตกต่างจากการกอดหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาตน

(7) นอกจากกรณีที่นำภาพมาให้ชมเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้วนั้น ยังมี “การกอดของนักการเมืองไทย” อีกมากมายหลายเหตุการณ์ เช่น

กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กอดนายชุมพล ศิลปอาชา และพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เพื่อแสดงความเอกภาพทางการเมืองในการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็กอดนักการเมืองด้วยกันมาเยอะ

นายชัย ชิดชอบ ก็ด้วย

ป๋าเหนาะ เสนาะ เทียนทอง ก็ดี พลตรีสนั่นก็ดี หรือพลเอกชวลิตก็ดี ล้วนแต่เคยกอดใครต่อใครในวงการเมืองมาแล้วหลายคน ฯลฯ

แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใด….

“กอดของนักการเมือง” กับ “กอดการเมือง” ก็มักจะตัดขาดจากกันได้ยาก

“กอดการเมือง” มีเรื่องให้คิดมาก… และ “กอดของนักการเมือง” ก็หาที่ไว้ใจได้ยาก

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต