ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ยุคใดๆ ก็ตาม จะต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สูงสุดของแผ่นดิน
หากพบว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์ ก็ควรต้องสานต่อ หรือปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม และสิ่งใดที่รัฐบาลก่อนๆ นั้น ก่อให้เกิดความเสียหาย ก็ควรต้องกล้ายกเลิก เปลี่ยนแปลง แก้ไข
รัฐบาลปัจจุบัน ควรต้องยุติโครงการที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้นไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนและพวกพ้อง
ปรากฏขณะนี้ 2 โครงการด้วยกัน ประกอบด้วย
1) โครงการ “สมาร์ทการ์ด” (Smart Card ) หรือบัตรประชาชนแบบอเนกประสงค์
เป็นบัตรที่บังคับให้ประชาชนคนไทยทุกคนต้องมีไว้ประจำตัว เพราะทันทีที่เป็นคนไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ จะต้องมีบัตรประจำตัวภายใน 60 วัน หากไม่ทำบัตรประเภทนี้อาจต้องโทษปรับ 500 บาท หากบัตรหมดอายุ สูญหาย ก็ต้องไปทำบัตรใหม่ ใน 60 วัน มิเช่นนั้นก็จะผิดกฎหมาย มีโทษปรับ 200 บาท
รัฐบาลทักษิณ โดยนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ได้เสนอคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2547 วงเงินงบประมาณ 7,910 ล้านบาท เพื่อผลิตและบริหารบัตร Smart Card จำนวน 64 ล้านใบ ซึ่งก็เกิดปัญหาจนต้องประมูลใหม่ถึง 2 ครั้ง ท่ามกลางข้อครหาว่าไม่โปร่งใส
Smart Card ดังกล่าว เริ่มออกมาใช้แทนบัตรประชาชนแบบเดิม ตั้งแต่ปี 2547
อ้างว่า เป็นบัตรฝังชิพ สามารถบรรจุข้อมูลหลากหลายชนิด บัตรใบเดียวใช้อเนกประสงค์ ใช้ได้กับหน่วยงานต่างๆ เป็นประโยชน์สารพัน เช่น ใช้ขอรับบริการตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ใช้ขอรับบริการประกันสังคม ใช้แทนบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปลอมแปลงได้ยาก ใช้ตรวจสอบข้อมูลการทะเบียนของประชาชนแบบออนไลน์ เฉพาะบุคคล ใช้เป็นบัตรเพื่อลงประชามติหรือเลือกตั้ง ใช้แทนใบขับขี่ ฯลฯ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนในการทำบัตรของหน่วยงานภาครัฐ ประหยัดงบประมาณของประเทศ ประหยัดเวลาในการทำบัตรของประชาชน เดิมใช้เวลา 3 เดือน จะเหลือ 15 นาที
นอกจากนี้ ยังอ้างว่า บัตรดังกล่าวจะบรรจุข้อมูล อาทิ ข้อมูลการทะเบียนราษฎร รูปภาพ ลายพิมพ์นิ้วมือ รหัสผ่านเข้าสู่ระบบของผู้ถือบัตร กุญแจเข้าสู่ระบบ ตลอดจนพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวต่างๆ นานาของผู้ถือบัตร เป็นต้น
นับตั้งแต่ปี 2547 ที่เริ่มใช้ Smart Card แทนบัตรประชาชนแบบเดิม ไม่ปรากฏว่า มีหน่วยงานใดได้ใช้ประโยชน์จากการฝังชิพของบัตรตามที่กล่าวอ้างเอาไว้เลย
ทั้งๆ ที่ มีการสูญเสียค่าใช้จ่ายให้เอกชนในการดำเนินการจัดทำเพิ่มขึ้นมากมาย จากเดิมที่เป็นบัตรพลาสติกติดแถบแม่เหล็ก (ไม่ฝังชิพ) ใบละ 3.50-5.00 บาท แต่ Smart Card ที่มีการฝังชิพ แม้ไม่ได้ใช้งาน ค่าใช้จ่ายใบละ 38 บาท
คำถามที่มีต่อรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือ เหตุใดจึงไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่โฆษณาไว้?
ที่ผ่านมา ได้มีการประเมินความคุ้มค่าของการใช้ระบบ Smart Card นั้น บ้างหรือไม่?
และเราควรจะเดินตามรอยมรดกบาปของ “ทักษิณ” หรือจะหยุด?
2) โครงการ “อีพาสปอร์ต” (E – Passport)
โครงการนี้เริ่มดำเนินการในยุครัฐบาลทักษิณ ปี 2547 นายสุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กำหนดนโยบายให้มี “E – Passport” โดยทำหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตแบบเดิม แต่ฝังชิพเข้าไปที่ปกหลัง
อ้างว่า สามารถบรรจุข้อมูลของคนไทยที่ใช้พาสปอร์ตดังกล่าวได้ครบถ้วน ปลอดภัย รวดเร็ว
วันที่ 26 ม.ค.2548 กระทรวงการต่างประเทศลงนามว่าจ้างกลุ่มบริษัทจันวาณิชย์ ให้ผลิตหนังสือเดินทาง “E – Passport” ดังกล่าว จำนวน 7 ล้านเล่ม หรือระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันลงนามในสัญญา แล้วแต่เวลาใดจะครบก่อน
บัดนี้ หนังสือเดินทาง “E – Passport” ดังกล่าว ได้ใช้มาแล้วประมาณ 6 ล้านเล่ม
และตลอดช่วงเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ไม่ปรากกว่า “E – Passport” ฝังชิพที่ว่านั้นจะเคยได้ใช้งานจริงเลยแม้แต่น้อย!
ผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศ จะถือ “E – Passport” หรือไม่ ก็ไม่ต่างกัน ทุกคนต้องเข้าแถวตรวจ ลงตราหนังสือเดินทางโดย ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) เหมือนๆ กัน รวมทั้งเวลาเดินทางไปประเทศไหนๆ ทั่วโลก เขาก็ไม่ได้ตรวจข้อมูลบุคคลจากชิพที่ฝังอยู่ใน “E – Passport” แต่อย่างใดเลย
แม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็ยังไม่มีเครื่องตรวจและช่องทางตรวจอัตโนมัติ (Auto – Gate) ที่เอาไว้ตรวจข้อมูลจากชิพที่ฝังอยู่ใน “E – Passport” สนามบินอื่นๆ ทั่วโลกก็เช่นกัน เพราะประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ใช้ระบบ “E – Passport” (ไทยใช้เป็นประเทศที่ 3 ในโลก เมื่อปี 2548) และประเทศที่มีใช้ก็ยังไม่ได้แลกเปลี่ยน code ในการตรวขข้อมูลจากชิพ ทำให้ไม่มีการเชื่อมระบบถึงกันได้
ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ก็ไม่เคยตรวจข้อมูลจากชิพ ยังคงตรวจด้วยบาร์โค้ด และคอมพิวเตอร์ตามปกติ เพราะต้องตรวจวีซ่า (Visa) เข้าประเทศตามปกติ
ส่วนคนไทย เวลาเดินทางไปต่างประเทศ ก็ไม่เคยถูกตรวจ “E – Passport” และต้องตรวจวีซ่าเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การมี “E – Passport” กับใช้พาสปอร์ตแบบเดิม ก็มีค่าไม่ต่างกันเลย
แต่กระทรวงการต่างประเทศกลับต้องจ่ายค่าจ้างทำหนังสือเดินทางสูงขึ้น จากเดิมเล่มละประมาณ 200 บาท แบบใหม่ที่อ้างว่าฝังชิพเป็น “E – Passport” ต้องจ่ายให้บริษัทจันวาณิชย์ เล่มละประมาณ 950 บาท
รวมทั้งสิ้นตามสัญญา 7 ล้านเล่ม เท่ากับว่า ต้องสูญเสียงบประมาณไปมากว่า 5,000 ล้านบาท
และเมื่อคำนึงถึงอายุการใช้งาน ซึ่งหนังสือเดินทางแบบเดิมใช้ได้ 10 ปี แต่แบบใหม่ของบริษัทจันวาณิชย์ แนะนำให้ใช้เพียง 5 ปี เพราะเกรงง่าชิพจะเสื่อมค่า ทำให้ในช่วงเวลา 10 ปี จะต้องทำหนังสือเดินทาง 2 เล่ม (เพิ่มขึ้นเท่าตัว) ค่าใช้จ่ายก็สูญเสียเพิ่มขึ้นเท่าตัว คือ มากกว่าหมื่นล้านบาท
แม้ประชาชนผู้ขอใช้หนังสือเดินทางต่างจ่ายค่าทำหนังสือเดินทางเท่าเดิม คือ เล่มละ 1,000 บาท แต่อายุการใช้งานก็สั้นลงครึ่งหนึ่ง และกระทรวงการต่างประเทศก็จะสูญเสียรายได้จากการทำหนังสือเดินทางไปให้บริษัทเอกชนข้างต้น
ผู้คิดทำนโยบายนี้ขึ้นมาในยุครัฐบาลทักษิณ ช่างแยบยล สับสนกับการเห่อเทคโนโลยีใหม่ หรือประสงค์จะเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องกันแน่
ยิ่งการประกวดราคา พบว่า บริษัทอีกแห่งหนึ่งเสนอราคาเล่มละ 500 กว่าบาท ก็ไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากถูกหล่าวหาว่าไม่มีเครื่อง Auto-Gate ตรวจข้อมูลการใช้ชิพที่สนามบินดีพอ ทั้งๆ ที่ ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ก็ยังไม่มีการตรวจใช้ชิพดังกล่าว ด้วยเครื่องมือที่อ้างนั้นเลยแม้แต่น้อย
เรื่องนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้จะอยู่ในฐานะยากลำบากที่จะยกเลิกสัญญาที่ได้จัดจ้างกับเอกชนไว้แล้ว ตั้งแต่ 26 ม.ค.2548 แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวจะหมดลงในอีกประมาณไม่ถึง 1 ปี ก็ควรจะได้เร่งพิจารณา ไม่สานต่อโครงการที่ผิดพลาดดังกล่าวอีก
หากรัฐบาลไทยประสงค์จะอำนวยความสะดวกให้คนไทยผู้เดินทางเข้าออกประเทศประจำและบ่อยครั้งต่อปี ก็สามารถออกบัตรอิเล็กทรอนิคส์ ลักษณะคล้ายบัตรเครดิตให้แก่คนเหล่านั้น จะได้ใช้บัตรนั้นผ่านเครื่องมือตรวจอิเล็กทรอนิค พร้อมสแกนลายนิ้วมือ ก็สามารถผ่านได้รวดเร็ว เพราะเป็นคนไทย เข้าประเทศไทย ไม่ต้องตรวจวีซ่าอยู่แล้ว เหมือนกับที่ฮ่องกงปฏิบัติต่อชาวฮ่องกงที่เดินทางเข้าออกประเทศบ่อยๆ โดยไม่ต้องบังคับให้ทุกคนติดชิพในหนังสือเดินทางแล้วไม่ได้ใช้งานจริงอย่าง “E – Passport”
และหากในอนาคต ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเริ่มใช้ระบบ “E – Passport” ร่วมกัน ประเทศไทยค่อยดำเนินการในเวลานั้น ก็จะเกิดประโยชน์คุ้มค่ามากกว่า
ณ วันนี้ ควรยุติมรดกบาปของ “รัฐบาลทักษิณ” เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศไทย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต