หลายคนรู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์การเมืองในช่วงสัปดาห์นี้…
บ้างห่วงว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญที่ลิดรอนพระราชอำนาจและนิรโทษกรรมให้นักการเมืองผู้กระทำผิด
บ้างห่วงประชาชนผู้ชุมนุมจะปะทะกันเอง
บ้างห่วงว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายจะฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ก่อเหตุโจมตีทำร้ายประชาชน
บ้างห่วงว่าจะมีการยุบสภา หรือบ้างก็ห่วงว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง
บ้างห่วงว่าจะมีรัฐประหาร…
ผมได้สนทนากับสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักคิดวิเคราะห์ อ่านสถานการณ์บ้านเมืองอย่างเฉียบคม และรู้แกวนักการเมืองไทยเป็นอย่างดี
การพูดคุยกับ ส.ว.ท่านนี้ ทำให้ได้คิด และมองสถานการณ์การเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เห็นเป็นภาพ “หมากรุกการเมือง”
ปมปัญหา
ปัญหาเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ที่จ่อรออยู่ในวาระการประชุมรัฐสภา (ส.ส.และส.ว.) กำหนดเริ่มต้นวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ถึงวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2553 นั้น มีการเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 3 แนวทาง เป็นปมปัญหาสำคัญ ประกอบด้วย
(1) แก้รัฐธรรมนูญแบบ “เหวงๆ” คือ ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) นำโดยนายเหวง โตจิราการ ขบวนการเสื้อแดง และนักการเมืองพรรคเพื่อไทย
สาระสำคัญ สรุปง่ายๆ คือ ล้มรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ แล้วเอารัฐธรรมนูญ 2540 ขึ้นมาใช้บังคับแทน นำไปสู่การนิรโทษกรรมความผิดของทักษิณ ชินวัตร ยิ่งกว่านั้น ยังให้ยกเลิกองคมนตรี ลิดรอนพระราชอำนาจ
(2) แนวทางของพรรคภูมิใจไทย ที่จะให้นิรโทษกรรมความผิดทางการเมือง ตามแนวทางที่ “เนวิน ชิดชอบ” เคยเสนอไว้
(3) แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมติ ครม. ซึ่งให้แก้ไข 2 ประเด็นเท่านั้น คือ
มาตรา 190 เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา โดยแก้เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นว่าหนังสือสัญญาประเภทไหนบ้างที่รัฐบาล ต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน
และมาตราที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. (มาตรา 93-98) โดยแก้เพื่อเปลี่ยนวิธีเลือกตั้งเป็นแบบเขตเล็ก “เขตเดียว เบอร์เดียว” ขณะเดียวกัน จำนวน ส.ส.เขตจะมีจำนวนลดลงเหลือ 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมีบัญชีเดียวทั้งประเทศ จำนวน 125 คน
เงื่อนไข และเวลา
ทั้ง 3 แนวทางข้างต้น จะถูกนำมาอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันอังคารที่ 23 – พุธที่ 24 พ.ย. 2553
ก่อนจะมีการลงมติกันทีละร่าง ทีละแนวทาง ทีละประเด็น ในวันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ย.2553
ซึ่งการลงมติว่ารัฐสภาจะรับหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางใด จะต้องใช้วิธีขานชื่อ ส.ส.และ ส.ว.ทีละคน โดยที่ ส.ส.ทุกคนได้รับคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีสิทธิตัดสินใจโดยไม่ตกอยู่ใต้อานัติของพรรคการเมือง
และการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบใดจะผ่านได้ จะต้องได้คะแนน (ส.ส.และ ส.ว.) รวมกันไม่น้อยกว่า 310 เสียง (ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ไม่ใช่ที่เข้าประชุม)
“หมากรุก” ของแต่ละฝ่าย
ปมปัญหาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีตัวละครเกี่ยวข้องหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายมีจุดยืนและแนวทางแตกต่างกัน
เริ่มที่ร่างแก้ไขแบบของหมอเหวง ถือเป็นตัวละครสำคัญ เพราะมีพรรคเพื่อไทยหนุนหลัง เพียงแต่ให้เหวงออกหน้า ปัดป้องมิให้ตนตกเป็นจำเลยของสังคมว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของ ทักษิณ ใช้อำนาจ ส.ส.ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง
ดังนั้น คาดได้ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยคงจะเข้าร่วมประชุมในวันอังคารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มิฉะนั้น คงจะถูกคนเสื้อแดงรุมประนามว่าโดดประชุมแม้กระทั่งวาระของ “นาย”
ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการชุมนุม เพื่อกดดันให้รัฐสภาผ่านร่างของหมอเหวงหรือไม่ ยังไม่แน่ชัด แต่ก็ไม่น่าจะมีนัยสำคัญ เพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ม็อบ” ที่ทำลายความชอบธรรมของตัวเองไปมากแล้ว
ส่วนท่าทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็คงจะมีการชุมนุมอย่างแน่นอน เพราะจุดยืนที่ต้องการปกป้องพระราชอำนาจ ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 และคัดค้านการนิรโทษกรรมให้นักการเมือง เป็นจุดที่พันธมิตรยืนหยัดมาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
พันธมิตรจำเป็นต้องชุมนุม เพื่อรักษาจุดยืนของตน
แต่การชุมนุมของพันธมิตรฯ ก็ไม่น่าห่วง เพราะไม่เคยมีประวัติในการเผาบ้านเผาเมือง หรือยกพวกไปไล่ทำร้ายฝ่ายที่เห็นต่างจากพวกตน
นอกจากนี้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคอื่นๆ ก็คงเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง เพราะเคยแสดงท่าทีขมีขมันเรื่องนิรโทษกรรม และก็อยากเลือกตั้งแบบเขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว ถึงขนาดคาดเดาได้ว่า พรรคภูมิใจอาจยอมถอนร่างของตนเรื่องนิรโทษกรรมในบั้นปลาย หากได้เลือกตั้งแบบเขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว
ส่วน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ย่อมต้องเข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ และคงจะไม่สนับสนุนร่างของหมอเหวง และภูมิใจไทย โดยส่วนหนึ่งคงจะสนับสนุนร่างแก้ไขตามมติ ครม. แต่บางส่วน อาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างออกไป
เพราะฉะนั้น การประชุมรัฐสภาในวันอังคาร คงจะไม่ล่มปากอ่าว คงไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบอย่างแน่นอน
การประชุมในรัฐสภา คงมีการอภิปรายของ ส.ส.และ ส.ว. คู่ขนานไปกับการชุมนุมและอภิปรายบนเวทีของภาคประชาชน จนกว่าจะถึงวันลงมติ พฤหัสบดีที่ 25 พ.ย.2553
ความน่าจะเป็น
ในวันลงมติ เชื่อว่า ร่างของหมอเหวงคงจะตกไปก่อน เพราะจำนวน ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมด รวมกับ ส.ว.ที่อาจจะสนับสนุนเสื้อแดงและทักษิณ (ไม่น่าจะเกิน 50 คน) รวมแล้ว ก็ไม่ถึง 310 เสียง
ส่วน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นภูมิใจไทยหรือชาติไทยพัฒนา น่าไม่เอากับเพื่อไทย เพราะทางเลือกที่พวกตนเสนอ กับทางเลือกที่ ครม.เสนอ ดูจะประนีประนอมกันอยู่ในที
การจะหวังให้พรรคภูมิใจไทยกับชาติไทยพัฒนาและพรรคอื่นๆ ที่เหลืออยู่ จับมือกัน “หักหลัง” พรรคประชาธิปัตย์ ล้มร่างแก้ไขที่เป็นมติ ครม. คงจะเกิดขึ้นยากมากๆ เพราะการเดินตามร่างแก้ไขตาม มติ ครม. ก็ตอบโจทย์ที่เป็นผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคร่วมอยู่แล้ว
และถ้าขืนจับมือ “สังวาส” กันกลางสภากับ “เพื่อไทย” ในช่วงนี้ สถานการณ์ในสภาและนอกสภา ก็คงจะ “ฝุ่นตลบ” ประชาชนคงไม่ยอมรับ อาจเกิดสถานการณ์พิเศษ เช่น ยุบสภา หรือล้มกระดาน แต่ก็มีโอกาสน้อยมากๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างของหมอเหวงตกไปแล้ว เชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยก็คงจะขอถอนร่างที่พวกตนเสนอ โดยขออนุมัติต่อรัฐสภา เพื่อประนีประนอมทางการเมืองในฝ่ายรัฐบาล
และเมื่อเหลือเพียงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมติ ครม. ซึ่งประกอบด้วย 2 ประเด็น
(1) มาตรา 190 เชื่อว่า คงจะผ่านการพิจารณา ได้รับคะแนนเกิน 310 เสียงไม่ยาก หากเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ลงรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น และไม่ทำลายเจตนารมณ์เดิมของรัฐธรรมนูญ 2550
(2) ประเด็นเรื่องวิธีเลือกตั้ง ส.ส. เป็นแบบเขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่คงจะเห็นชอบด้วย แต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยอาจจะวอร์คเอ้าท์ เดินออกนอกห้องประชุม หรือแม้แต่ป่วนการประชุม
แต่จะประเด็นนี้จะผ่านเป็นมติของรัฐสภา ได้คะแนนเกิน 310 เสียงหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว. เป็นสำคัญ
เพราะ ส.ส.ประชาธิปัตย์บางส่วน และ ส.ว.บางส่วน อาจไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจจะมีผลทำให้การแก้ไขประเด็นนี้ตกไป
ความคิดเห็นส่วนตัว
เมื่อเห็นภาพ “หมากรุกการเมือง” ที่แต่ละฝ่าย ต่างมีจังหวะที่ต้องเดิน และมีย่างก้าวจุดยืนของตนที่จะต้องรักษาไว้ ก็น่าจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ และคาดการณ์ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นได้ชัดเจนขึ้นมาบ้าง
ผมเชื่อว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมามากกว่า 10 ปี คงจะมองเห็น และอ่านขาดในสถานการณ์ “หมากรุกการเมือง” ตานี้ เพราะน่าจะรู้เงื่อนไข กลไก และเกมการเมืองในสภาเป็นอย่างดี
ในเมื่อ “หมากรุกการเมือง” มันเดินมาอย่างนี้ โดยส่วนตัวผมมีจุดยืนอย่างไร?
ผมรับไม่ได้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของหมอเหวง (ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยพรรคเพื่อไทย เสื้อแดง และทักษิณ) และรับไม่ได้กับแนวทางนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย เพราะไม่เห็นว่าสังคมส่วนรวมจะได้ประโยชน์อะไรด้วย และยังก่อให้เกิดผลเสียโดยตรงกับความเป็นนิติรัฐ แถมมีอาการข้างเคียง ที่จะนำไปสู่ความไม่สงบและความเสียหายร้ายแรงในบ้านเมืองอย่างไม่อาจเยียวยา
สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมติ ครม. ในประเด็นมาตรา 190 หากแก้ไขเพียงเล็กน้อย เพื่อความชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยไม่ทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็พอจะรับได้
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สาระสำคัญ รัฐสภาจึงสมควรให้รัฐบาลจะต้องทำประชามติ ก่อนที่จะรัฐสภาจะได้มีการลงมติสุดท้าย
การทำประชามติ จะต้องทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเด็นปัญหาและผลกระทบของเรื่องที่ต้อง พิจารณาลงมติอย่างครบถ้วน ทั้งแก้และไม่แก้ ทั้งดีและไม่ดี อย่างไร
กระบวนการประชามติจะทำให้สังคมได้เรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านประเด็นรัฐธรรมนูญ
และสุดท้าย รัฐสภาก็ควรจะต้องเคารพเสียงประชามติ ที่จะบอกชัดเจนว่าเห็นด้วยกับถ้อยคำที่แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะต้องเขียนออกมาอย่างไร
หากสัปดาห์นี้ รัฐสภาดึงดันรับหลักการตามแนวทางของหมอเหวงหรือพรรคภูมิใจไทย หรือแม้แต่พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเด็น โดยไม่ให้มีการทำประชามติ ผมก็เป็นห่วงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย
กระทั่งว่า หมากรุกการเมืองตานี้ อาจจะนำไปสู่การล้มกระดาน…
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต