สื่อกับการสร้างและทำลายภาพลักษณ์ (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 8/11/2010

                

        ในฐานะเพื่อนคนไทยด้วยกัน ผมยังมองไม่เห็นว่า การกระทำของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ณ ช่อง 3 ในกรณีเกี่ยวข้องกับการออกภาพการเข้าไปช่วยเหลือน้ำท่วมของพวกตนเอง จะมีความเลวร้ายแต่อย่างใด 

         สถานการณ์อย่างนี้ ใครทำอะไรได้ ก็น่าจะทำ ทั้งยังควรส่งเสริมกันและกันให้ทำมากๆ หากว่าการกระทำนั้น คนที่ได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชนผู้กำลังทุกข์ร้อนจริงๆ ก็ขอให้ทำต่อไปเถอะครับ 

         แต่ในฐานะสื่อสารมวลชน เมื่อเฝ้าสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ที่มีความพยายามจะนำภาพของคุณสรยุทธ์ขึ้นมาข่มทับภาพของนายกรัฐมนตรี ในทำนองว่า คุณสรยุทธ์ทำประโยชน์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมมากกว่านายกรัฐมนตรีแล้ว ผมก็อดจะแปลกใจ ระคนสงสัยในสำนึกแห่งหน้าที่และเจตนาของสื่อมวลชนที่พยายามกระทำเช่นนั้น 

         เบื้องต้น มันเหมือนพยายามจะมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี มากกว่าจะต้องการแค่ให้กำลังใจเพื่อนคนไทยด้วยกัน 

         1) ก่อนหน้านี้ สื่อในเครือมติชนก็เล่นข่าวในลักษณะเทียบเคียงบทบาทของคุณสุรยุทธ์กับนายกรัฐมนตรีนำร่องไปก่อนแล้ว ดังนั้น ทันทีที่เห็นหน้าปกมติชนสุดสัปดาห์ ขึ้นภาพคุณสรยุทธ์ในชุดซุปเปอร์ฮีโร่ โดยมีฉากหลังเป็นภาพความเดือดร้อนของพี่น้องคนไทยจากภัยน้ำท่วม แถมพาดหัวตัวโตๆ ว่า “พระเอกตัวจริง” ก็เสมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า ทิศทางการนำเสนอข่าวชิ้นนี้ ได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองของสื่อคุณภาพระดับมติชนมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องแซวเล่นๆ แต่น่าจะตั้งอกตั้งใจทำกันจริงจัง ต่อเนื่อง เป็นขบวนการ 

         2) น่าแปลกใจ… ทันที่ที่เห็นปกมติชนดังกล่าว กลับทำให้นึกถึงบทเรียนจากหนังฝรั่งเก่าๆ เรื่องหนึ่ง 

         หนังเรื่อง Accidental Hero กำกับโดย Stephen Frears มีดาราดังๆ อย่าง Dustin Hoffman, Andy Garcia, Geena Davis แสดงนำ 

         เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ “เบอร์นี่” ซึ่งปกติ ไม่ใช่คนเห็นแก่ส่วนรวมอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่บังเอิญวันหนึ่ง ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินตก (ที่เข้าไปก็หวังจะเข้าไปหาประโยชน์ส่วนตัว) และได้ช่วยผู้หญิงคนหนึ่งโดยบังเอิญ พร้อมกับทิ้งรองเท้าไว้ในที่เกิดเหตุข้างหนึ่ง หลังจากนั้น สื่อโทรทัศน์ก็ทำหน้าที่หาตัวคนที่สื่อเรียกเอง สร้างเอง ว่าเป็น Hero คนนี้ 

         แต่เหตุการณ์ก็พลิกผลัน เกิดผิดฝาผิดตัว เพราะสื่อดันไปยกย่องอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็เป็นคนดี แต่ข้อเท็จจริงคือ เขาไม่ใช่ “เบอร์นี่” ไม่ใช่คนที่เข้าไปช่วยผู้หญิงในเครื่องบินคนนั้น 

         อาศัยการนำเสนอ สร้างภาพลักษณ์ ผสมปนเปกับความเป็นดรามา สื่อก็ช่วยกันโหมกระพือ สร้างภาพให้คนที่ผิดฝาผิดตัวนั้น สวมบทบาท Hero ไปอย่างสมจริงสมจัง 

         ทั้งๆ ที่ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงเลยแม้แต่น้อย 

         หนังมีรายละเอียดมากว่านี้ (ขอแนะนำให้คนทีทำงานสื่อมวลชน และนักสังเกตการณ์การทำงานของสื่อมวลชน หามาดู) แต่สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็น คือ กระบวนการสวมภาพ Hero ให้ใครสักคนในหนังเรื่องนั้น เกิดขึ้นบนพื้นฐาน “อคติ” หรือ “ความเชื่อพื้นฐานของคนทำสื่อ” มิใช่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่แน่นหนา 

         จำได้ว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้ ก็เพราะคุณครูวิชาภาพยนตร์ของผม “ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา” ท่านสอนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ นำมาเปิดให้ดู และชวนคุยชวนคิด ตอนนั้น ท่านเตือนนักศึกษาให้รู้เท่าทันสื่อไว้ในทำนองว่า 

          “สื่อสารมวลชนมีความสามารถพิเศษในการที่จะวาดภาพต่างๆ ให้สุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่งง่ายๆ ตามอคติบางชนิด มากกว่าที่จะเสียเวลาขุดคุ้ยหารายละเอียดมากมายอันอาจซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ผลลัพธ์ก็คือ บ่อยครั้ง ในกระบวนการแห่งการรวบรัดของสื่อมวลชน “ความจริง” ถูกตบแต่งจนเกิดความเสียหายอันยากที่จะคำนวณหาราคาได้” 

         นี่คือบทเรียนแรกที่สอนให้ผมเห็น “วิชาการสร้างภาพลักษณ์” โดยใช้สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือ 

         และต่อมา มันก็เป็นพื้นฐานทำให้เข้าใจ “กลวิธีการทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ” โดยใช้สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมืออีกเช่นกัน 

         3) ที่ยกตัวอย่างหนังข้างต้น มิใช่ว่าตัวเอกของเรื่องจะเป็นเหมือนคุณสรยุทธ์หรือนายกรัฐมนตรี แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สังคมควรจะรู้ท่าทันบทบาทของสื่อในการสร้าง Hero ขึ้นมาสักคนต่างหาก 

         4) กรณีของมติชน… การเล่นข่าวในทิศทางเทียบเคียงคุณสรยุทธ์กับนายกรัฐมนตรี และถึงขนาดลงทุนสร้างภาพวีระบุรุษตัวจริงข้างต้นขึ้นมานั้น จึงเป็นกรณีที่คนในแวดวงสื่อสารมวลชนน่าจะได้หยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างยิ่ง 

         ทั้งในประเด็นว่าด้วยการสร้างภาพ Hero ให้กับคุณสรยุทธ์ และประเด็นเรื่องของการทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี 

         5) เป็นเรื่องไม่ยาก สำหรับผู้ที่สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือ หากต้องการจะสร้างภาพลักษณ์ให้ใครสักคน เป็น Hero ขอเพียงคนๆ นั้น มีวัตถุดิบพื้นฐานอยู่ในระดับหนึ่งก็เพียงพอแล้ว 

         ดูง่ายๆ อย่างในกรณีช่วยน้ำท่วม ระหว่างคนสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ที่เข้าไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วม กับอีกคนหนึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ลอยคอเอาของเข้าไปช่วยชาวบ้านเหมือนกัน 

         ทั้ง 2 คน ทำในสิ่งที่น่าชื่นชมเหมือนกัน แต่จุดที่แตกต่างกัน คือ คนแรกเอากล้องโทรทัศน์ไปด้วย และถ่ายเอาภาพตนเองมาออกทีวี แต่คนหลัง ไปแต่ตัวกับของที่จะไปช่วยชาวบ้านเท่านั้น เพราะไม่ต้องการเปลืองเวลา เปลืองพลังงานไปกับการถ่ายภาพ จึงไม่มีภาพถ่ายกลับมาเผยแพร่ 

         ถามว่า ในวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ คนแบบคนหลังมีเยอะหรือไม่? ก็จะพบว่า มีเยอะมาก และน่าจะเยอะกว่าคนแบบคนแรกแน่ๆ 

         แต่ทำไม คนแรกถึงได้กลายเป็น Hero ในสายตาของสื่อมวลชนไปอย่างน่าแปลกใจ? 

         น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ หากไม่ปิดหูปิดตาตัวเอง เราจะเห็น Hero มากมาย ทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ภาคประชาสังคม ที่ไม่นิ่งเฉย แต่พยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างน่าชื่นชม 

         6) เป็นเรื่องไม่ยากอีกเช่นกัน สำหรับผู้ที่มีสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือ หากต้องการจะทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางการเมืองของใครสักคน ขอเพียงคนๆ นั้น เปิดช่องในบางโอกาสก็พอ 

         ในศาสตร์แห่งการทำลายความน่าเชื่อถือ วิชามารอย่างหนึ่ง ก็โดยการนำภาพลักษณ์ของคนที่มีหน้าที่ประเภท “ผิดฝา-ผิดตัว” นำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้คนที่ถูกเปรียบเทียบดูด้อยลงไปให้จงได้ 

         กรณีที่มีความพยายามเทียบเคียงบทบาทของคุณสรยุทธ์กับนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างที่ดีของการกระทำตามแบบวิชาข้างต้น เพราะบุคคลทั้งสอง ต่างมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

         ถ้าจะเทียบบทบาทของนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเทียบกับนักการเมืองด้วยกัน หรือเทียบกับอดีตนายกรัฐมนตรี 

         หรือถ้าจะเทียบบทบาทของคุณสรยุทธ์ ก็น่าจะเทียบกับสื่อมวลชนด้วยกัน 

         แต่ “สื่อสารมวลชนมีความสามารถพิเศษในการที่จะวาดภาพต่างๆ ให้สุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่งง่ายๆ ตามอคติบางชนิด มากกว่าที่จะเสียเวลาขุดคุ้ยหารายละเอียดมากมายอันอาจซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ผลลัพธ์ก็คือ บ่อยครั้ง ในกระบวนการแห่งการรวบรัดของสื่อมวลชน “ความจริง” ถูกตบแต่งจนเกิดความเสียหายอันยากที่จะคำนวณหาราคาได้” 

         ก็ฉวยโอกาสทำให้ประชาชนที่รู้ไม่ท่าทันสื่อ ตัดสินใจ “พิพากษานายกรัฐมนตรี” โดยอาศัยเพียงภาพ Hero ของคุณสรยุทธ์ (ที่สื่อบางสำนักอุปโลกข์ให้ สร้างให้) โดยละเลยการตั้งคำถาม หรือสืบค้นข้อเท็จจริงอีกหลายประการ อาทิ นายกรัฐมนตรีไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยชาวบ้านจริงไหม ซึ่งต้องไปดูข้อเท็จจริง เช่น กลางดึกวันอาทิตย์ น้ำท่วมโคราช ปรากฏว่า เที่ยงวันต่อมา นายกฯ บินไปโคราชทันที ประชุมสั่งการที่ห้องประชุมโรงพยาบาลมหาราช และเช้าวันต่อมา ข้อเรียกร้องจากที่ประชุมโคราชก็ถูกนำเข้า ครม.อนุมัติทั้งหมด เป็นต้น 

         ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพียงประชาชนหากมีใจรักความเป็นธรรมและติดตามข่าวสารข้อมูล ก็สามารถสืบค้นได้โดยง่าย ไม่จำเป็นต้องถึงระดับสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่เลยด้วยซ้ำ

สันติสุข มะโรงศรี
แทน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง