สส.ย้ายพรรค เลือกนาย หรือ ขายตัว? (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 9/8/2010

          การย้ายพรรคของนักการเมือง หรือ ส.ส. ไม่ใช่เรื่องเลวทรามต่ำช้าโดยตัวของมันเอง เพราะนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ หากพบว่า พรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่ไม่อาจเอื้ออำนวยให้ตนได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ก็อาจพิจารณาย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ 

         แต่การย้ายพรรคของ ส.ส. หรือนักการเมืองที่สังคมไทยเอือมระอากันมาโดยตลอดนั้น ไม่ใช่การย้ายพรรคเพราะอุดมการณ์ แต่เป็นการย้ายพรรคเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองเป็นสำคัญ 

         น่าคิดว่า… ในปรากฏการณ์ย้ายพรรคของ ส.ส.และนักการเมืองไทย สะท้อนสภาพความเป็นจริงทางเมือง ความด้อยพัฒนาหรือความก้าวหน้า ตลอดจน “วิธีคิด” และ “เงื่อนงำของเหตุและผล” ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นอย่างไร? 

         1) ขณะนี้ ได้ปรากฏว่า มี ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อย ทยอยย้ายพรรค เข้าไปสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย 

         นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนัก ถึงกับระบุว่า ยังมี ส.ส.อีกกว่า 50 คน เตรียมที่จะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยทันทีหากมีการยุบสภา 

         ส.ส.ที่มีข่าวว่าจะย้ายพรรคส่วนใหญ่ ล้วนเป็น ส.ส.ภาคอีสานและภาคเหนือ 

         2) ขึ้นชื่อว่า “ส.ส.” ถ้าไม่แน่จริง ไม่เก่งจริง หรือไม่เขี้ยวลากดินจริงๆ ก็คงไม่สามารถต่อสู้ฟันฝ่า ผลักดันตัวเองจนสามารถได้ขึ้นมาเป็น ส.ส.ได้สำเร็จ (ไม่ว่าจะอยู่พรรคใด) 

         เพราะฉะนั้น บรรดา ส.ส.ทั้งหลาย จึงไม่ใช่ “คนโง่” หรือ “คิดไม่เป็น” อย่างแน่นอน (แม้จะมี หรือไม่มีอุดมการณ์ก็ตาม) ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจย้ายพรรคของ ส.ส. หรือนักการเมืองที่เกิดขึ้น จึงเป็นการตัดสินใจที่ผ่าน “การคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง” อย่างรัดกุม และรอบคอบ 

         เมื่อคิดอย่างนี้ แล้วทำไมถึงย้ายพรรค? 

         3) นักการเมือง หรือ ส.ส.ในสังคมไทย อยู่ภายใต้บริบทของ “ระบบอุปถัมภ์” มากน้อยแตกต่างกันไป 

         ระบบอุปถัมภ์ คือ ระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม ที่มีความเชื่อว่า ตนเองจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หรือแก้ปัญหาในชีวิตของตนเองได้ จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า 

         ลักษณะพิเศษที่สำคัญ ซึ่ง ส.ส.ทั้งหลายต้องเผชิญมากกว่าประชาชนทั่วไป คือ จะต้องมีบทบาทในฐานะ “ผู้อุปถัมภ์” และ “ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์” ไปพร้อมๆ กัน 

         บทบาท “ผู้อุปถัมภ์” ก็คือ ชาวบ้านคาดหวังว่า ส.ส.จะต้องเป็นผู้คอยหยิบยื่นความช่วยเหลือ ตลอดจนให้ผลประโยชน์ต่างๆ จะต้องคอยเป็นที่พึ่ง 

         อันที่จริง ในความคาดหวังของชาวบ้านที่อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ เขาแทบไม่ได้หวังว่า ส.ส.จะเป็นผู้แทนในการเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ แต่เขาหวังว่า ส.ส.จะเป็นผู้แทนในการเข้าไปขอแบ่งผลประโยชน์มาแจก หรือเป็นผู้แทนของ “ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่” ที่จะช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงความช่วยเหลือ หรือขอพึ่งพาได้ง่ายขึ้น 

         บทบาท “ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์” ที่บรรดา ส.ส.ต้องเผชิญ ก็คือ การต้องเป็น “ลูกน้อง” หรือ “ผู้รับความช่วยเหลือ” ของนายทุนพรรค หัวหน้าพรรค หรือหัวหน้ากลุ่มการเมืองที่ตนเองมีความสัมพันธ์อยู่ 

         เพราะถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือเหล่านี้ ส.ส.คนนั้นก็อาจจะไม่มีเงินทุนไปสู้ศึกเลือกตั้ง, ไม่อนุญาตให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค, ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในพื้นที่ของตน ตลอดจนไม่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ ที่ทำให้ได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นต้น 

         4) การตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของคนเป็น ส.ส.หรือนักการเมือง จึงต้องคิดทั้ง 2 ทาง 

         ทางหนึ่ง ในฐานะที่เป็น “ผู้อุปถัมภ์” ของชาวบ้านในพื้นที่ ก็จะต้องดูแลความรู้สึกของชาวบ้าน โดยประเมินว่า การย้ายพรรคจะทำให้ตนเองแพ้เลือกตั้งหรือไม่? จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้งหรือไม่? 

         ซึ่งการประเมินในประเด็นนี้ ส.ส.ที่ย้ายพรรคย่อมจะต้องชั่งน้ำหนักแล้วว่า กระแสของพรรคใหม่เป็นอย่างไร? ความนิยมของพรรคเก่าเป็นอย่างไร? สังกัดพรรคไหนจะเป็นประโยชน์กับตนเองมากกว่า? หรือถ้าย้ายพรรค ก็จะต้องมั่นใจว่า แม้จะอยู่พรรคใหม่ ตนเองก็ยังสามารถเอาชนะเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ดังเดิม 

         อีกทางหนึ่ง ในฐานะที่เป็น “ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์” ของหัวหน้าพรรค นายทุนพรรค หรือหัวหน้ากลุ่มการเมือง ก็จะต้อง “เลือกนาย” โดยพิจารณาว่า ระหว่างอยู่กับนายเก่า พรรคเก่า กับย้ายไปอยู่กับนายใหม่ พรรคใหม่ อย่างไหนชีวิตของตนเองจะประสบความสำเร็จได้ดีกว่ากัน 

         นายกลุ่มไหน “ใจถึง-พึ่งได้-จ่ายหนัก” 

         หรือลูกพี่คนไหน “ใจกว้าง-ผลักดันลูกน้อง-ปกป้องพรรคพวก” ถึงใจที่สุด 

         ส.ส.ในฐานะที่คอยพึ่งพานาย หรือพึ่งพาผู้อุปถัมภ์ ก็ต้องเลือกนายที่ให้ประโยชน์กับตนเองสูงที่สุด 

         หรือในอีกทางหนึ่ง แม้จะตัดสิน “เลือกนายคนเก่า” แต่เมื่อนายคนเก่าตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ ส.ส.ในสังกัดก็ต้องแสดงความภักดีต่อนาย ด้วยการย้ายพรรคตามนายไปเป็นฝูงด้วยเช่นกัน 

         5) ด้วยวิธีคิดดังกล่าวข้างต้น จะพบว่า ส.ส.ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ต้องไตร่ตรองประเด็นสำคัญ เช่น 

         ภาพพจน์และบทบาทของพรรคในช่วงที่ผ่านมา แสดงบทบาทเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมสนับสนุน รับใช้ทักษิณ หรือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ทำให้ประชาชนเริ่มจะรับไม่ได้มากขึ้นทุกวันแล้วหรือไม่? 

         ที่ผ่านมา พรรคให้ความสำคัญกับม็อบเสื้อแดง เล่นการเมืองนอกสภา แทนที่จะดำเนินการในสภา ทำให้บทบาทของ ส.ส.ในพรรคกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง คอยรองตีนรองน้ำลายของแกนนำเสื้อแดงที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหรือไม่ 

         ภายในพรรคมีการเล่นพวก แย่งชิงการนำจนมั่วซั่วกันเกินไป แค่ในพื้นที่ กทม.ก็ขัดขากันเอง เพราะฝนตกขี้หมูไหลคนอะไรหลายสายพันธุ์ ทั้งเสือสิงห์กระทิงแล้วก็แรด ปรากฏว่าแย่งชามข้าวกันเอง ปีนเกลียวกันบ้าง แย่งเอาหน้ากันบ้าง ไม่พอใจบทบาทน้องของผู้มีบารมีนอกพรรคที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศบ้าง ท่อน้ำเลี้ยงตีบตันบ้าง ฯลฯ คุ้มหรือไม่ที่จะอยู่ในสภาวะการณ์อย่างนี้ต่อไป 

         6) ข้อเท็จจริงว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ที่มีข่าวว่าจะย้ายพรรค เป็น ส.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ยิ่งตอกย้ำว่า การตัดสินใจย้ายพรรคเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ในสังคมการเมืองไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น 

         เพราะพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน คือ พื้นที่ๆ ระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่เหนียวแน่น มากกว่าภาคใต้หรือกรุงเทพฯ 

         ส.ส.ในพื้นที่อีสานและเหนือ จึงตัดสินใจย้ายพรรคตามนาย หรือเลือกนาย เหนียวแน่นกว่า ภาคอื่นๆ 

         ต่างกันมากกับภาคใต้ ที่ผู้คนมีนิสัยไม่ยอมคน หัวแข็ง สู้คน ใจนักเลง (ในความหมายที่ว่า ตรงไปตรงมา กล้าหาญ) ไม่ชอบขอหรือพึ่งพาใคร คนใต้จึงนิยม ส.ส.ที่มีลักษณะกล้าหาญ ไม่ยอมคน พูดจาชัดเจน ตอบโต้ได้ถึงพริกถึงขิง 

         7) ข้อเท็จจริงที่ว่า การย้ายพรรคส่วนใหญ่ เป็นการย้ายไปเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกย้ายเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 

         สะท้อนว่า ภายในพรรคภูมิใจสามารถสนองตอบต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของ ส.ส.เหล่านั้นได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ 

         นายใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะ “ใจถึง-พึ่งได้-จ่ายหนัก” และมีพฤติกรรม “ใจกว้าง-ผลักดันลูกน้อง-ปกป้องพรรคพวก” ได้ถึงใจมากกว่า 

         สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคเก่าแก่ มีกฎเกณฑ์กติกา มีระบบอาวุโสในพรรค ไม่สามารถจะ “ลัดคิว” หรือ “แซงคิว” หรือยื่นผลประโยชน์พิเศษในแบบ “เฉพาะกิจ” หรือ “เฉพาะกลุ่ม” 

         ยิ่งกว่านั้น ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอดว่า “ไม่เผาผีกับระบอบทักษิณ” เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ก็จะถูกฝ่ายทักษิณกาหัวว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ขึ้นบัญชีว่าเป็น “ศัตรูของระบอบทักษิณ” 

         ต่างกับพรรคภูมิใจไทย แม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่คนส่วนใหญ่ในพรรค ก็ล้วนแต่เป็นพรรคพวกเก่าแก่ เคยหากินมาด้วยกัน เพียงแยกสายพันธุ์ออกจากไทยรักไทยเดิม ตามสถานการณ์แบบ “ตกกระไดพลอยโจน” เท่านั้น การเลือกเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เต็มตัว ในขณะที่ผลประโยชน์ที่ได้รับ ก็ไม่ได้น้อยกว่าการเข้าประชาธิปัตย์ หรือน่าจะได้มากกว่าด้วยซ้ำ 

         น่าคิดว่า… นายเสนาะ เทียนทอง ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในการเมืองไทยมายาวนาน ได้เคยเปิดใจถึงวิธีคิดในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจการเมืองระดับชาติของไทยว่า บรรดาพรรคอื่นๆ จะต้องจับมือกันต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดดเดี่ยวประชาธิปัตย์เพื่อในพรรคที่เหลือได้ร่วมกันเป็นรัฐบาล 

         การเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงได้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ ได้คะแนนเสียงไม่อันดับหนึ่งก็อันดับสองมาโดยตลอด แต่ได้เป็นรัฐบาลน้อยกว่าพรรคขนาดกลาง (เช่น พรรคชาติไทย) 

         สะท้อนว่า วิธีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในวิถีทาง “โดดเดี่ยวประชาธิปัตย์” โดยการย้ายบรรดา ส.ส.ไปสังกัดพรรคที่คาดคิดว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึง อาจมีจำนวน ส.ส.มากพอที่จะเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ และมีหัวหน้าพรรคที่มีหน้ามีตาดีพอจะเป็นรัฐบาลได้ ยังมีอยู่จริง และอาจจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งเมื่อใดก็เป็นได้ 

         เพราะฉะนั้น ทางเลือกที่ “เสี่ยงน้อยกว่า” สำหรับ ส.ส.เมืองไทย ก็คือ เข้าสังกัดพรรคอื่น ที่ไม่ใช่พรรคการเมืองหลักอย่างประชาธิปัตย์ แต่มีอำนาจต่อรองที่จะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต 

         8) น่าแปลกใจ… นักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทยปัจจุบันหลายคน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กรณี ส.ส.ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ฯลฯ 

         ถึงขนาดออกมาขับไล่ไสส่ง ไปแล้วอย่ากลับมา ประกาศตัดขาด ผีไม่เงาไม่เหยียบ 

         ร้ายกว่านั้น ถึงกับประนามว่า ส.ส.ที่ย้ายพรรคพวกนี้ เป็น “หมาหางด้วน” 

         มิใช่ไม่เห็นด้วยกับท่านที่วิจารณ์ และออกมาประนาม 

         แต่อยากจะเตือนว่านักการเมืองที่ออกมาวิจารณ์เช่นนี้ อาจจะลืมตัวไปแล้วกระมังว่า ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่ได้อยู่พรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่กระโดดมาจากพรรคมวลชน หรือนายสมัคร สุนทรเวช บุคคลที่ผู้วิจารณ์นับถือ ก็กระโดดทิ้งพรรคประชากรไทยมาอยู่พลังประชาชน 

         คงจะไม่ต้องย้อนความจำถึงกำพืดพรรคเพื่อไทยว่ามีเทือกเถาเหล่ากอมาจากพรรคไทยรักไทยอย่างไร แล้วพรรคไทยรักไทยเคยไปบีบบังคับ ข่มขืนใจ ซื้อตัว ส.ส. ซื้อยกกลุ่มการเมือง เทคโอเวอร์พรรคการเมืองอื่นกันมาอย่างไรในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคเสรีธรรม ความหวังใหม่ กิจสังคม ชาติพัฒนา ย้ายเข้าสู่พรรคไทยรักไทยด้วยเหตุผลกลใด? ซื้อมายกเข่ง หรือบีบบังคับด้วยความผิดทางอาญา ที่ ส.ส.บางคนในพรรคการเมืองต้องประสบ 

         เป็น “หมาหางด้วน” หรือไม่? 

         อย่าลืมว่า พลเอกชวลิต นายจาตุรนต์ ฯลฯ ตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายๆ คนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอยู่ในเวลานี้ ก็ล้วนแต่เคยย้ายเข้าไปอยู่พรรคไทยรักไทยด้วยเหตุผลบางประการทั้งสิ้น 

         อาจจะยกกรณีของ ส.ส.พรรคชาติไทย กลุ่มชลบุรี ที่ถูกทักษิณใช้คดีความของกำนันเป๊าะมาบีบบังคับให้ย้ายพรรค โดยกำนันเป๊าะได้เปิดเผยในการพบกันโดยบังเอิญที่โรงแรมแห่งหนึ่งในแถบบางแสนว่า “ถ้าพวกผมไม่ย้ายไปอยู่ไทยรักไทย ทักษิณมันเอาผมตายแน่ครับอาจารย์” 

         แม้แต่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เจ้าของพรรคจนถึงลูกพรรคหลายคน ในอดีตก็เคยถูกดูดออกจากพรรคชาติไทย แล้วไปกอดเอวทักษิณที่ไทยรักไทย 

         สุดท้าย… การตัดสินใจของนักการเมืองเป็นสิ่งที่คนไทยควรจะต้องติดตาม รู้เท่าทัน และให้บทเรียนกับการตัดสินใจที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม 

         ไม่ว่าจะตัดสินใจอยู่พรรคเดิม หรือตัดสินใจย้ายพรรค หากเป็นการเลือกที่ไม่ได้อยู่บนผลประโยชน์ของบ้านเมือง ก็ควรได้รับบทเรียนจากสังคมไม่น้อยไปกว่ากัน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต