หลังจากนิตยสารในเครือของ “เดอะวอชิงตัน โพสต์” ตีพิมพ์บทความชื่อ “Bad Exes”
หรือที่สื่อมวลชนในประเทศไทยนำมาแปลว่า “อดีตผู้นำที่เลว”
เนื้อหาใจความสำคัญกล่าวถึงพฤติกรรมของอดีตผู้นำประเทศ ที่เป็นแบบอย่างไม่ดีหลายกรณี อันรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ว่าติดอันดับ 1 ใน 5 ที่เลวที่สุดของโลก
ปรากฏว่า สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวไม่น้อย การ์ตูนในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงกับเขียนล้อเลียนด้วยอารมณ์ขันร้ายกาจ ดังที่นำมาประกอบข้างต้น
หลังจากนั้น หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการสุดสัปดาห์ ได้ลงบทสัมภาษณ์ผม นัยว่าต้องการจะ “รู้ทันความเลว” ตามแบบฉบับของ “รู้ทันทักษิณ” ซึ่งตีพิมพ์ออกมาถึง 5 เล่มแล้ว
ขออนุญาตสรุปคำให้สัมภาษณ์ “รู้ทันทักษิณ” เป็นกรณีพิเศษ ในตอน “รู้ทัน Bad Exes“
1) ผมเห็นว่า ทักษิณมีปัญหาอยู่หลายประเด็น เชื่อว่า ทุกประเด็น ต่างชาติก็มองเห็นปัญหาเหล่านี้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะให้น้ำหนักไม่เหมือนสังคมไทย หรือสื่อไทย
คนไทยให้น้ำหนักกับเรื่องทุจริตคอรัปชั่นมาเป็นอันดับแรก แต่ต่างชาติจะให้น้ำหนักกับปัญหาเรื่องไม่เคารพสิทธิมนุษยชนมาเป็นอันดับ หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหากรณีอุ้มฆ่า การทำร้ายประชาชน การทำให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บโดยที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าตัดตอนยาเสพติด 2,800 ศพ กรณีตากใบและกรือเซะ การทำร้ายชาวบ้านที่คัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ที่สงขลา ฯลฯ
นอกจากนี้ ต่างชาติยังให้ความสนใจกับปัญหาเผด็จการในรัฐสภายุคทักษิณ ซึ่งใช้วิธีการที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น การยุบรวมพรรคการเมือง เทคโอเวอร์พรรคการเมือง ซื้อ ส.ส.ยกพรรคยกเข่ง แทรกแซงวุฒิสภา ครอบงำองค์กรอิสระ ทำลายกลไกการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ฯลฯ
สังคมโลกเข้าใจดีว่า แม้ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจกระทำตนเป็นเผด็จการที่เลวร้ายได้ อย่างน้อยก็มีบทเรียนจากกรณีของฮิตเลอร์ ซึ่งเคยมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน
2) ประเด็นที่ต่างชาติให้น้ำหนักรองลงมา คือ ปัญหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น กับการแทรกแซงสื่อ ก็ไม่แน่ใจว่าต่างชาติจะให้น้ำหนักกับความเลวร้ายในเรื่องใดมากกว่ากัน
โดยเฉพาะเรื่องการคอร์รัปชั่น ทักษิณได้ประดิษฐ์การคอร์รัปชั่นแบบใหม่ขึ้นมาในการเมืองไทย
ถ้าเป็นคอร์รัปชั่นแบบนักการเมืองสมัยก่อน ก็คือการผันเงินเข้าบ้านตัวเอง ผันเงินเข้าโครงการที่ตัวเองไปรับสัมปทานผูกขาด ซื้อที่ดินดักรอก่อนที่จะมีถนนตัดผ่าน แต่ทักษิณมีจินตนาการในการโกงมากกว่านั้น โดยกระทำเป็นคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย
ด้วยการสร้างนโยบายที่ดูดีขึ้นมา แต่เมื่อทำไปแล้ว ผลประโยชน์จะไปตกอยู่กับตัวเอง ครอบครัว หรือพวกพ้อง
ที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นแล้วว่า เป็นสิ่งใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม
เพราะกว่าจะเห็นปัญหา ความเสียหายก็เกิดขึ้นมากมาย ยากแก่การเยียวยา เช่น การทำข้อตกลงการค้าเสรีในยุคทักษิณ ที่ไปเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง ทำให้ภาคเกษตรกรรมเสียหาย สังคมเกิดภาพลบกับการทำเอฟทีเอ ทั้งๆ ที่ เอฟทีเอไม่ได้เลวร้ายในตัวของมันเอง ทำให้ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจกับสังคมกันใหม่
หรือแม้แต่กรณีทุจริตเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ ให้เงินกู้แก่พม่าโดยแลกกับการที่รัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าจากบริษัทในเครือชินฯ เป็นต้น
หรือการทำแฮร์คัดเพื่อลดหนี้ โดยตั้ง บสท.(บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) แล้วก็ให้อำนาจ บสท.ไปลดหนี้ให้แก่นักธุรกิจ ซึ่งดูแล้วมีแต่พระคุณ นักธุรกิจก็มองว่าดี เพราะเดิมเป็นหนี้อยู่ 5,000 ล้าน ก็เหลือแหลือแค่ 2,500 ล้าน เขาก็ชอบใจ มองว่าทักษิณเป็นคนดี โดยไม่ได้มองว่าไอ้เงินที่เอามาลดหนี้มันมีต้นทุน มาจากภาษีประชาชน ขณะที่ประชาชนทั่วไป ตาสีตาสา ไม่มีทางรู้เรื่องเลย บอกว่า บสท.ลดหนี้ก็ดีน่ะสิ ทั้งๆ ที่ บสท.ลดหนี้ให้เอกชนโดยเอาเงินภาษีของพวกเราไปโป๊ะ
การคอร์รัปชั่นเหล่านี้ เกิดขึ้นภายใต้การผูกขาดอำนาจระบบรัฐสภา ทำลายกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม สร้างรัฐตำรวจ ครอบงำองค์กรอิสระตั้งแต่ในขั้นตอนการสรรหา ทำให้ไม่มีกลไกที่จะเอาผิด หรือทำให้สังคมได้รู้เท่าทันทักษิณเลย
3) ถ้าต่างชาติให้ความสำคัญกับปัญหาการแทรกแซงสื่อในสังคมไทยมากกว่านี้ อาจจะจัดอันดับให้ทักษิณโดดเด่นยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้
ทั้งการปิด ถอดรายการที่วิพากษ์วิจารณ์ตนเองออกจากผัง
การซื้อไอทีวี แล้วใช้อำนาจรัฐแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา จากที่ไอทีวีจะต้องมีรายการที่เป็นสาระ 70% บันเทิง 30% แก้สัญญาเป็น บันเทิง 50% สาระ 50% กดดันกองบรรณาธิการให้นำเสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลตนเอง นอกจากนี้ ธุรกิจพวกพ้องก็พยายามเข้าไปซื้อหุ้นสื่อมวลชนรายใหญ่ๆ ในประเทศ อาทิ แกรมมี่จะซื้อหุ้นมติชน, กลุ่มของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะซื้อหุ้นเนชั่น เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น ทักษิณยังใช้เงินเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงสื่อ โดยใช้อำนาจทุนและอำนาจรัฐที่ตนเองถือครองอยู่ทุ่มงบซื้อโฆษณาของหนังสือ พิมพ์ฉบับหนึ่ง 500 ล้านบาท โดยใช้วิธีค่อยๆ จ่ายเป็นงวดๆ เพื่อให้สื่อแสดงพฤติกรรมที่เอาอกเอาใจ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ค่าโฆษณา
4) ผู้สื่อข่าวผู้จัดการ ถามผมว่า “ดูเหมือนทักษิณจะไม่มีความดีอยู่เลย แต่อาจารย์ก็เคยออกหนังสือเกี่ยวกับความดีของทักษิณออกมาเล่มหนึ่ง?”
ผมก็เลยหยิบขึ้นมาให้ดูเสียเลย
หนังสือชื่อ “ความดีของทักษิณ” เล่มขนาดที่เห็นในภาพข้างต้น
ทำตั้งแต่สมัยทักษิณยังเป็นนายกฯ
ขนาดเล็กประมาณนามบัตร
ข้างในเป็นกระดาษเปล่า!
นัยว่า รอให้ประชาชนผู้อ่านใช้ดุลพินิจพิจารณา เขียนเติมด้วยตนเอง
นี่ก็เพื่อให้คนในสังคมไทยได้ตั้งสติ ตั้งคำถาม ให้คิดอย่างรอบคอบถึงสิ่งที่อาจจะเคยคิดว่าเป็นความดีของทักษิณ ไม่ว่าจะนโยบายต่างๆ ว่ามัน “ดี” จริงไหม
ยิ่งถึงวันนี้ ก็ยิ่งสมควรต้องพิจารณาอีกครั้ง เพราะการทุจริตเชิงนโยบายหลายๆ เรื่อง ตอนที่เริ่มต้นทำโครงการใหม่ๆ มักจะยังไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อส่วนรวมก็ปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
5) ในสังคมไทย มีระบบอุปถัมภ์หนาแน่น
บ่อยครั้งที่ “ความดี” ไม่มีความหมาย หรือไม่ถูกให้น้ำหนักเท่ากับ “บุญคุณ” หรือ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน”
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เขียนบทความในหนังสือ “สร้างเมืองไทยให้น่าอยู่ใน 999 วัน” บางตอนว่า
“…สังคมไทยเป็นหรือเคยเป็นสังคมที่มีระบบอุปถัมภ์เป็นส่วนสำคัญในโครง สร้างสังคม ทัศนคติที่สำคัญในระบบนี้คือความคิดความเชื่อที่ว่ามนุษย์แต่ละคนไม่อาจก้าว หน้าได้ด้วยความสามารถของตนเอง หากแต่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่มีอำนาจหรือทรัพยากรมากกว่า
…ทัศนคติของการพึ่งพิงเช่นนี้ มีอยู่ทั่วไป แม้ในภาคส่วนของสังคมที่ไม่น่าจะมีทัศนคติเช่นนี้หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง ก็มีหลายท้องที่ที่กันดาร ท้องที่ๆ สภาพภูมิอากาศและธรรมชาติของพื้นที่ไม่อำนวยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถอยู่รอด ได้โดยไม่พึ่งพิงผู้ที่มีอำนาจและทรัพยากร ในหลายท้องถิ่น ชาวไร่ชาวนาที่ยากจนไม่อาจอยู่รอดได้ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนายทุน ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นเจ้าพ่อผู้มีอำนาจและอิทธิพลในแถบนั้น เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะมีโลกทัศน์ที่ว่า ในโลกนี้มนุษย์ต้องพึ่งพิงผู้ที่มีทรัพยากรและอำนาจ ให้ช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของตัวเขาเอง
ดังนั้น เวลาพวกเขาเลือก ส.ส.เขาจึงเลือกผู้อุปถัมภ์ ไม่ใช่เลือกผู้แทนตัวเขาในการออกกฎหมายสำหรับส่วนรวม
เราจะพบว่าการเลือกตั้งมีปัญหาในทุกสังคมที่ยังไม่พัฒนา ตราบใดที่ประชาชนยังมีทัศนคติพึ่งพิงเช่นนี้…”
ในสังคมไทย คำว่า “ดี” ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
แล้วแต่จะให้น้ำหนักกับอะไรมากน้อยแตกต่างกันไป
คำว่า “ดี” ของคนที่ชอบทักษิณ คนดีคือคนที่ทำประโยชน์ให้แก่เขา ดังนั้น คนที่มีพระคุณกับเขาก็ถือว่าเป็นคนดี
สังคมไทยเราให้คุณค่าเรื่องพระคุณ เรื่องบุญคุณสูงมาก
และบ่อยครั้ง มากกว่าความซื่อสัตย์
ทัศนคติ หรือค่านิยมแบบนี้ ทำให้การเลือกตั้งในการเมืองไทยมีปัญหา อย่างที่ ม.ร.ว.อคิน เล่าไว้ว่า
“ ..ครั้งหนึ่ง เมื่อผมทำงานอยู่กับกลุ่มเกษตรกรประมาณ 6-7 กลุ่ม เมื่อราว 20-30 ปีมาแล้ว ได้มีการเลือกตั้งประธานกรรมการและกรรมการกลุ่ม ผมได้ออกแบบสอบถามให้นักศึกษาไปถามสมาชิกกลุ่มว่าเขาเลือกคนเช่นไรเป็น ประธาน เป็นกรรมการกลุ่ม คำตอบที่ผมได้รับทุกคำตอบบอกว่า “ผมเลือกคนซื่อสัตย์”
ต่อมา ผมได้ทำงานสนิทสนมกับพวกประธานกลุ่มและกรรมการกลุ่มเหล่านี้ จึงได้สอบถามประวัติชีวิตของเขาว่า เขาได้เคยทำอะไรมาบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่า ไม่มีสักคนเดียวที่ผมอาจพูดได้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ทุกคนเป็นคนมีฐานะร่ำรวย และ/หรือมีเส้นสายสนิทสนมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในเมือง
มีคนหนึ่ง เคยทำงานพีเอ๊กที่ฐานทัพอเมริกัน (พีเอ๊กเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ซื้อขายอุปกรณ์และสิ่งต่างๆ ในฐานทัพ) แล้วอวดผมว่าได้เคยหลอกฝรั่งอย่างไรบ้าง ได้เคยเซ็นเช็ค(cheque) ปลอม ฯลฯ ส่วนอีกคนหนึ่ง เคยเป็นหัวหน้าแกงค์ล้วงกระเป๋าในกรุงเทพฯ และเล่าว่าได้ใช้ลูกน้องไปจิกเอาปากการาคาแพงที่เพื่อนของเขาเองเอามาอวดตน
ผมได้กลับไปถามชาวบ้านสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เลือกเพราะคนนั้นรวย จะได้เอาเงินมาช่วยกลุ่มบ้าง หรือเลือกเพราะคนนั้นมีเส้น จะได้ขอให้ราชการมาช่วยกลุ่มได้ง่ายๆ..”
6) ทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่า การประเมิน “ความดี-ความเลว” เป็นเรื่องของการให้น้ำหนัก ให้คุณค่า
ถ้าให้คนที่ได้รับผลประโยชน์จากทักษิณ ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่มีทักษิณเป็นนายใหญ่ ก็ย่อมจะเห็นทักษิณเป็นคนดี (ตามแบบของเขา)
แต่ถ้าเป็นคนที่ให้น้ำหนักกับปัญหาเรื่องการทุจริต การเป็นเผด็จการรัฐสภา การละเมิดสิทธิมนุษยชน การแทรกแซงสื่อ ฯลฯ ก็จะเห็นทักษิณไปในทิศทางตามอย่างที่สื่อต่างชาติได้ประเมินออกมา
ยิ่งกว่านั้น ถ้าใครให้น้ำหนักต่างไปจากที่สื่อต่างชาติมอง ก็อาจจะเห็น “Bad Exes” ของเรา เลวร้ายยิ่งกว่าที่ต่างชาติเขารู้สึกก็เป็นได้
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต