ช่วยผู้หญิงที่ตั้งท้อง ดีกว่าช่วยผู้หญิงให้ทำแท้ง (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 29/11/2010

ช่วยผู้หญิงที่ตั้งท้อง ดีกว่าช่วยผู้หญิงให้ทำแท้ง (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)

         ข่าวสะเทือนขวัญ พบซากทารกถูกรีดออกจากครรภ์มารดา หมกศพทิ้งวัด รอเผาทำลายหลักฐาน จำนวน 2,002 ศพ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว 

         เชื่อว่า หากเมรูที่วัดดังกล่าวไม่ชำรุด เป็นเหตุให้ขบวนการเผาศพเด็กที่ถูกทำแท้งล่าช้า จนความลับถูกเปิดเผย คงจะมีทารกถูกทำแท้งนำมาเผาที่วัดแห่งนี้โดยไม่มีใครระแคะระคายจำนวนหลายพัน ศพ 

         ยิ่งถ้ารวมวัดอื่นๆ ด้วย ก็ไม่ทราบแน่ว่าจะมีอีกมากมายขนาดไหน 

         นอกจากนี้ ขบวนการทำลายซากศพมนุษย์ที่อาศัยมือ “สัปเหร่อ” เป็นผู้เผาทำลายนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในธุรกิจทำแท้งเถื่อน แต่ที่ผ่านมา ขบวนการอุ้มฆ่ามนุษย์ในสังคมไทย ก็ได้ใช้วิธีเผาศพคนที่ถูกอุ้มมาฆ่า เพื่อทำลายหลักฐานเช่นกัน 

         หลังปรากฏข่าว ก็มีคนไทยผู้มีจิตใจเมตตาจำนวนมาก เดินทางไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่เด็กทารกที่ถูกฆ่าตาย โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี องอาจ คล้ามไพบูลย์ รับเป็นประธานพิธีทำบุญถวายสังฆทาน ซึ่งนับเป็นเรื่องดี เพราะเป็นโอกาสให้ผู้คนสงบจิตสงบใจ และเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ร่วมกันถึงปัญหาดังกล่าว 

         แต่ไม่นับรวมกรณีที่มีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ถือโอกาสขอโชคลาภจากวิญญาณทารก ติดสินบนด้วยเครื่องบูชาแล้วขอหวยขอเบอร์ นอกจากจะสะท้อนถึงการทำบุญที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการให้ที่หวังแต่จะได้เข้าตัว ตัวกูของกูยังอยู่เต็มจิต หวังรวยทางลัด หวังลมๆ แล้งๆ แถมหวังค้ากำไรเกินควรอีกต่างหาก 

         ถ้าทารกเหล่านั้นพูดได้ ก็อาจจะส่ายหน้า แล้วบอกกลับมาว่า หนูยังไม่ทันได้เกิด นับเลขยังไม่ทันเป็น เอาตัวเองก็ยังไม่รอด แล้วจะมาขอเบอร์อะไรจากหนูกันล่ะหนอ คุณลุงคุณป้าเอ๊ยยย… 

         อย่างไรก็ตาม ขออนุโมทนากับคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ทารก 2,002 ศพ (ไม่ได้ใบ้หวย) และยังหวังด้วยว่า สังคมไทยจะสามารถช่วยกันผลักดัน สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อลดละและป้องกันมิให้เกิดการฆาตกรรมทารกหรือทำแท้งในสังคมไทยมาก มายอย่างนี้ต่อไป 

         จะนับเป็นการทำบุญกุศลครั้งใหญ่ที่สุด 

         ควรทำอย่างไร? และไม่ควรทำอะไร? 

         ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง คุณสาธิต ปิตุเตชะ และเพื่อ ส.ส.กลุ่มหนึ่ง แสดงความคิดเห็นว่า ควรจะต้องมีกฎหมายทำแท้งเป็นการเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาการทำแท้ง จึงเตรียมจะนำเสนอและผลักดันกฎหมายใหม่ คือ “กฎหมายทำแห้งโดยถูกต้องด้วยความสมัครใจและร้องขอโดยมีเหตุจำเป็น” 

         เนื้อหาสาระเท่าที่เปิดเผย ก็คือ ต้องการให้ผู้ปกครองของสตรีผู้เยาว์หรือผู้ตั้งครรภ์ สามารถร้องขอต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อขอทำแท้งได้ ในกรณีดังนี้ (1) กรณีตนและบิดาของทารกไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กหลังคลอดได้ เนื่องจากวัย ฐานะทางการเงิน สภาพแวดล้อม (2) กรณีถูกคนที่เป็นพ่อของเด็กในครรภ์ทอดทิ้ง และตนไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูทารก (3) กรณีถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ และสมัครใจไม่เอาทารกไว้ (4) กรณีทารกในครรภ์มีปัญหาโรคติดต่อ และ (5) กรณีทารกในครรภ์มีความผิดปกติ เกิดมาแล้วอาจพิการ 

         โดยที่กฎหมายการทำแท้งนั้น จะให้มีการลงทะเบียนกิจการรับทำแท้งโดยถูกกฎหมาย เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้ทำแท้งได้ 

         แนวคิดข้างต้น น่าจะได้รับการพิจารณา ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์อย่างยิ่ง เพื่อนำไปสู่ทางออกของการแก้ปัญหา “ทำท้อง-ทำแท้ง” ในสังคมไทย 

         แต่ก่อนจะเห็นด้วย หรือคัดค้านแนวคิดนี้ มีประเด็นปัญหาที่ควรจะต้องคิดอ่าน พิจารณาให้ถึงที่สุดกันเสียก่อน ดังนี้ 

         1) ปัจจุบัน กฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ ในกรณีผู้ตั้งครรภ์ถูกข่มขืน หรือกรณีที่การตั้งครรภ์นั้นจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของสตรีผู้ตั้ง ครรภ์ 

         ถ้ามีกฎหมายให้ทำแท้งได้ในกรณีอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิ กรณีที่พ่อของเด็กไม่รับผิดชอบ ถูกทำท้องแล้วทอดทิ้ง หรือกรณีไม่มีความสามารถเลี้ยงดูเด็กหลังคลอด ไม่ว่าจะโดยวัย ฐานะการเงิน ฯลฯ ปริมาณการทำแท้งในสังคมไทยเราจะลดลงหรือไม่? 

         เป็นไปได้มากว่าจะเพิ่มขึ้น เพียงแต่สังคมไทยจะไม่ได้เห็นศพเด็กใส่ถุงพลาสติก วางกองเรียงๆ เป็นแถวๆ อยู่ข้างเมรุเผาศพ อย่างที่ปรากฏในวันนี้ เพราะเมื่อทำอย่างถูกกฎหมาย ก็ย่อมจะมีวิธีจัดการกับซากศพทารกอย่างมิดชิด ไม่มีการสืบเสาะ เปิดโปงเป็นข่าวอย่างนี้แน่ 

         2) จะต้องตั้งหลักความคิดกันให้ชัดเจนเสียก่อนว่า เด็กที่อยู่ในท้องสตรีผู้ตั้งครรภ์นั้น เป็นเพียงอวัยวะชิ้นหนึ่งของผู้เป็นแม่ เหมือนไส้ติ่ง เหมือนไต เหมือนไฝฝ้า หรือเหมือนนิ้วมือนิ้วเท้าทั่วไปของผู้เป็นแม่? 

         หรือจะคิดว่า… ทารกในครรภ์นั้น คือ “ชีวิตใหม่” ที่เกิดจากอสุจิจากพ่อ ผสมกับไข่ของแม่ แล้วจึงไปฝังตัวในมดลูกของสตรีผู้เป็นแม่ เพื่อพัฒนาการทางร่างกายและชีวิตจิตใจ 

         มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นอีกชีวิตหนึ่ง ในร่างกายของสตรีผู้เป็นแม่ 

         ผู้ตั้งครรภ์ หรือคนที่อยู่ดูแลใกล้ชิดกับผู้ตั้งครรภ์ ย่อมจะสังเกตได้ว่า บ่อยครั้ง ชีวิตในท้องก็จะมีการดิ้น เตะ ถีบ ผนังมดลูกของแม่ หรือสามารถรู้สึกได้ถึงการเต้นของหัวใจดวงน้อยๆ 

         งานวิจัยที่ได้รับการกล่าวถึงในต่างแดน ดร.ลูดวิค จานุส (Dr. Ludwig Janus) ทำการศึกษาค้นคว้าเรื่อง “การใช้ชีวิตของทารกในครรภ์ของมารดา” ตอนหนึ่งระบุว่า 

           “..จากการสังเกตทารกในครรภ์มารดาที่มีอายุ ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ เห็นได้ว่า ทารกน้อยเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้ว เขามีชีวิตและจิตวิญญาณที่มีการเคลื่อนไหว อันเกิดจากความรู้สึกที่เราเรียกว่า ปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดจากแสง เสียง หรือความรู้สึกนึกคิดของผู้เป็นแม่ของเขาเองก็ตาม เช่น เมื่อเวลาที่แม่ของเขามีความสบายใจหรือมีความสุข เขาก็จะมีอาการปล่อยอ้ามือ (นิ้วมือ) นิ้วเท้า ให้ตัวเขาล่องลอยอยู่ในความฝันอันแสนสุขด้วย หรือไม่เขาก็จะดูดนิ้วหัวแม่มือ หรือใช้มือลูบไล้ตัวเล่นหรือดึงสายสะดือของตัวเล่นไปมาอย่างสบายใจ และในทางตรงกันข้าม เมื่อยามที่แม่ของเขาเกิดอาการตึงเครียดด้วยอารมณ์ หรือจิตใจอันตื่นตระหนก ทารกน้อยในครรภ์ก็จะแสดงอาการรับรู้ตัวอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น อาการเกร็งนิ้วมือนิ้วเท้า หรืองอลำตัวซุกเข้าหากันอย่างเกร็งๆ และในสถานการณ์ที่รุนแรง ก็สามารถทำให้หัวใจน้อยๆ นั้นเต้นเร็ว แรงกว่าปกติด้วยทุกครั้ง นอกจากนี้ ทารกน้อยยังมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย เช่น ครั้งหนึ่งพวกเขาได้สังเกตการณ์ ทารกอายุ 24 สัปดาห์ ที่คุณหมอจิ้มเข็มเข้าไปที่ท้องคุณแม่ ปรากฏว่า ทารกน้อยผู้นี้จะหมุนตัวหนีในขณะที่ใช้มือข้างหนึ่ง ยื่นมาคลำหรือปัดตรงที่เขาถูกปลายเข็มนั้นด้วย…” 

         ถ้าสังคมไทยจะถือว่า ทารกในครรภ์เป็นเพียงอวัยวะอย่างหนึ่งของมารดา การจะขับทิ้ง จะรีดทิ้ง หรือจะตัด จะทำลายอย่างไร ก็ย่อมเป็นอำนาจสิทธิขาดของสตรีผู้ตั้งครรภ์แต่ผู้เดียว 

         แต่ถ้ายอมรับว่าทารกในครรภ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกชีวิตหนี่ง เกิดจากสตรีผู้เป็นแม่และชายผู้เป็นพ่อ เพียงแต่เริ่มต้นชีวิตอยู่ในมดลูกของสตรีผู้เป็นแม่เท่านั้น การจะทำลายหรือดูแลชีวิตใหม่ดังกล่าว ย่อมมิใช่สิทธิขาดของสตรีแต่ผู้เดียว เพราะคนเป็นพ่อก็น่าจะมีส่วนรับผิดชอบต่อชีวิตใหม่ดังกล่าวด้วย 

         และแม้แต่สังคม ก็ควรจะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลและรับผิดชอบต่อชีวิตที่จะออกมาเป็นสมาชิก ใหม่ของสังคมในเร็ววัน เพื่อวางรากฐานที่ดี มิให้เป็นปัญหาแก่สังคมในภายภาคหน้าด้วย 

         3) การที่ผู้หญิงจะตั้งท้องได้ ย่อมต้องมีฝ่ายชายเข้ามาทำให้ท้อง 

         แต่ปัจจุบัน หลายกรณีที่ฝ่ายชายไม่ได้แสดงบทบาทและความรับผิดชอบภายหลังจากทำให้ผู้หญิงท้องอย่างที่ควรจะเป็น 

         สังคมควรจะพิจารณาบทบาทและความรับผิดชอบของฝ่ายชายมากกว่านี้ หรือไม่? 

         4) เมื่อผู้หญิงตั้งท้อง จะต้องยืนอยู่บนทางแยกของการตัดสิน 

         ต้องชั่งน้ำหนักการตัดสินใจ 2 ทางเลือก ระหว่างการจะอุ้มท้องต่อไปจนคลอด หรือจะทำแท้ง? 

         หญิงตั้งครรภ์จะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง 

         และแต่ละทางเลือก ก็มีภาระต้นทุนแตกต่างกัน เช่น 

         ต้นทุนภาระของการจะทำแท้ง มีตั้งแต่ค่าทำแท้ง ความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากการทำแท้ง อาจถึงตาย หรือต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของการทำแท้ง ไม่ว่าจะเป็น การติดเชื้อในกระแสเลือด อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตกเลือด มดลูกทะลุ หมดโอกาสมีลูกได้ตลอดชีวิต ฯลฯ รวมถึงความไม่สบายใจในการบาปซึ่งจะฝังอยู่ในใจไปตลอดชีวิต ความเสี่ยงที่จะถูกจับติดคุก ถูกดำเนินคดี ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ฯลฯ 

         ภาระต้นทุนของการอุ้มท้องต่อไปจนคลอดลูก ก็จะมีตั้งแต่ความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตและการทำงาน อาจจะทำงานได้น้อยลง หรือต้องยุติการทำงาน หรือยุติการเรียน ทำให้มีค่าเสียโอกาส รวมไปถึงค่าทำคลอด ค่าเลี้ยงดูลูกหลังคลอด ค่าอาหารเสริม ค่าเล่าเรียน ฯลฯ โดยภาระต้นทุนที่ว่านี้ ยังรวมถึงการต้องแบกรับความรู้สึกที่จะต้องถูกมองว่า “ท้องไม่มีผัว -ลูกไม่มีพ่อ” ซึ่งจะต้องหาวิธีจัดการเพื่อดูแลทั้งตัวเองทั้งลูกต่อไป ฯลฯ 

         ทั้ง 2 ทางเลือกล้วนมีต้นทุนภาระที่แตกต่างกันออกไป 

         และในการตัดสินใจของคนแต่ละคน ก็จะมีการให้น้ำหนักในแต่ละทางเลือกแตกต่างกัน เพราะค่านิยม ความรู้สึก ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมในชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันไป 

         บางคน แม้ไม่มีเงิน จนแสนจน ฝ่ายชายฟันแล้วทิ้ง มองไปข้างหน้า ยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูก แต่ก็ยังเลือกที่จะอุ้มท้องจนกระทั่งคลอดลูกออกมาลืมตาดูโลก ก็เพราะให้น้ำหนักกับความรู้สึกถึงชีวิตในท้อง มากกว่าสิ่งอื่นใด 

         แต่บางคน เมื่อเห็นว่าการตั้งท้องและจะอุ้มท้องต่อไปนั้น มีภาระเพิ่มขึ้นมากมาย ก็รู้สึกว่าลำบากเกินทน เกิดความเครียด ความทรมานจิตใจแสนสาหัส ก็อาจจะต้องการเลือกที่จะทำแท้ง 

         นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงตั้งท้องทุกคน จะต้องเผชิญ 

         และจะเป็นการแบกรับภาระต้นทุนการตัดสินใจทั้งหลายโดยลำพัง หากเป็นกรณีที่ฝ่ายชายทอดทิ้ง ไม่เหลียวแล 

         ควรคิดกันต่อไปว่า รัฐจะช่วยลดภาระต้นทุนของการตัดสินเลือกทางเลือกที่จะอุ้มท้องไปจนมีบุตร เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ได้อย่างไรบ้าง 

         5) ในแง่ของภาครัฐ เมื่อจะต้องตัดสินใจในเชิงนโยบาย ก็จะต้องพิจารณาปัจจัยทั้งหลายในข้างต้น ก่อนจะกำหนดมาตรการ กฎหมายข้อบังคับ บทลงโทษ ตลอดจนดำเนินการใดๆ เพื่อจูงใจและผลักดันให้เกิดผลดีของสังคมส่วนรวม 

         ต่อไปนี้ คือสิ่งที่ควรพิจารณาดำเนินการ “ควบคู่ไปด้วยกัน” 

         5.1 เมื่อพิจารณาว่าทารกในครรภ์เป็นชีวิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ มิใช่แค่อวัยวะของฝ่ายหญิง ไม่เหมือนไส้ติ่งที่นึกอยากจะตัดทิ้งก็สามารถกระทำได้ การปล่อยให้มีการฆ่าชีวิตหนึ่งโดยปราศจากเหตุอันควรย่อมไม่สามารถกระทำได้ 

         เว้นแต่กรณีเพื่อปกป้องชีวิตของสตรีผู้ตั้งครรภ์ อาจจะพอรับฟังได้ เสมือนกรณีป้องกันตัว 

         หรือกรณีถูกข่มขืน ก็ยังพอรับฟังได้ เพราะเป็นผลอันเกิดจากภาวะที่ถูกข่มขืนย่ำยี 

         เพราะฉะนั้น ในด้านนี้ ก็ควรจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด จริงจัง กวาดล้างสถานรับทำแท้งเถื่อน ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด อันจะมีผลทำให้ราคาค่าทำแท้งแพงขึ้น ภาระต้นทุนในการตัดสินใจทำแท้งของก็จะสูงขึ้นด้วย และโอกาสที่จะถูกจับก็มากขึ้น 

         เป็นการเพิ่มต้นทุนภาระของการทำแท้งโดยปราศจากเหตุผลอันควร 

         ยิ่งกว่านั้น ควรจะต้องดำเนินคดีกับฝ่ายชายที่เป็นพ่อของทารกในครรภ์ ในฐานที่เป็นตัวการ หรือต้นเหตุทำให้หญิงท้องแล้วไปทำแท้ง! 

         หากกฎหมายเด็ดขาดและจริงจังแล้ว เชื่อได้ว่า ฝ่ายชายก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตน ไม่เที่ยวไปทำใครท้องมั่วๆ และไม่ทอดทิ้งให้ฝ่ายหญิงต้องแบกรับภาระต้นทุนการตัดสินใจโดยลำพัง เพราะมิฉะนั้นแล้ว ตนเองก็มีความเสี่ยงที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย 

         5.2 ภาครัฐจะต้องเข้าไป “โอบอุ้ม” และ “ปกป้องดูแล” ชีวิตของ “แม่และเด็ก” ในฐานะที่ชีวิตทั้งสอง ล้วนแต่เป็นสมาชิกของสังคม 

         ยกตัวอย่าง เช่น การให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับสวัสดิการสังคมในฐานะคนท้อง อาทิ ลาเรียนหรือลางานได้โดยที่ไม่ให้กระทบต่ออนาคต ได้รับค่าจ้างตามปกติ อุดหนุนค่าอาหารเสริมบำรุงคนท้อง ดูแลค่าทำคลอด ค่าอาหารเสริมทารก มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูทารก หรือมีบริการสถานพี่เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ฯลฯ 

         เป็นการลดต้นทุนภาระสำหรับผู้หญิงที่จะอุ้มท้องต่อไปจนกระทั่งคลอดลูก 

         5.3 สังคมต้องหันมาให้ความสำคัญกับการเติมภูมิคุ้มกันเรื่องเพศให้แก่เยาวชนและคนหนุ่มสาว ตลอดจนการคุมกำเนิด 

         เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม 

         การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ไม่ควรเสียเวลาไปกับการให้เด็กได้รู้จักอวัยวะเพศ หรือให้ท่องจำคำศัพท์ต่างๆ นานาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ 

         แต่ควรจะเน้นที่เรื่องของการสื่อสารทางเพศเป็นหลัก 

         สอนให้ผู้หญิงรู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชาย รู้ทันความต้องการทางเพศของผู้ชาย ว่าเมื่อฝ่ายชายได้ใกล้ชิด อยู่ด้วยสองต่อสอง ก็จะเกิดอารมณ์ทางเพศ ต้องการร่วมเพศ ไม่ได้มีแต่ความรู้สึกโรแมนติกอย่างเดียวเหมือนฝ่ายหญิง 

         สอนให้ผู้ชายรู้เท่าทันและรู้จักควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และให้มีวัฒนธรรมของการให้เกียรติผู้หญิง และรับผิดชอบต่อฝ่ายหญิง ซึ่งรวมถึงการให้เกียรติครอบครัวและญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงด้วย 

         สอนผู้หญิงให้รู้วิธีปฏิเสธฝ่ายชาย เมื่อถูกขอมีเพศสัมพันธ์ เพราะการปฏิเสธฝ่ายชายในภาวะอารมณ์อย่างนั้น ไม่สามารถใช้เหตุผลปกติได้ แต่จะต้องรู้จักใช้ค่านิยม ความรู้สึก และความขึงขังของท่าทีประกอบน้ำเสียงที่ดุดัน เพื่อปฏิเสธให้ฝ่ายชาย “คลายอารมณ์” เช่น 

         การปฏิเสธในทำนองว่า เดี๋ยวมีคนเห็น หรือใช้เหตุผลล้วนๆ จะไม่ได้ผล เพราะฝ่ายชายจะหาเหตุผลมาหักล้าง เพื่อให้ได้มีเพศสัมพันธ์จนได้ เช่น เราไม่บอกใคร แล้วใครจะรู้ เป็นต้น 

         แต่การปฏิเสธโดยใช้ค่านิยมเข้ามาประกอบด้วย เช่น บอกว่า ทำอย่างนี้ ถือว่าไม่ให้เกียรติเรา และครอบครัวของเรารับไม่ได้เด็ดขาด ประกอบดับท่าทีและน้ำเสียงจริงจัง เด็ดขาด จึงจะทำให้ฝ่ายชายหมดอารมณ์ หรือผ่อนคลายลงไปบ้าง เป็นต้น 

         การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ควรเริ่มต้นที่ครอบครัว พ่อแม่ พี่ชายพี่สาว จะต้องไม่อายที่จะคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างในครอบครัวได้อีกด้วย 

         ทำแท้ง 

         เมื่อพิจารณาองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดแล้ว จึงขออนุญาต “ทำแท้งกฎหมายทำแท้งฯ” 

         และขอแนะนำให้ ส.ส.ที่มีแนวคิดข้างต้น ลองไปอ่านหนังสือ “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในบทแรกเลย ซึ่งน่าจะทำให้มองเห็นความสำคัญของการช่วยผู้หญิงที่ตั้งท้อง มากกว่าการช่วยผู้หญิงทำแท้ง

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต