วันที่ 19 ส.ค.2553 ที่ผ่านมา งานสัมนาศาลอุธรณ์ ภาค 1 กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในวาระ ครบรอบ 20 ปี ศาลอุธรณ์ ภาค 1 มีการเปิดเวทีเสวนา เรื่อง “1 ปี กับคดีผู้บริโภค : ใครได้ใครเสีย”
ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียกับคดีผู้บริโภค ขออนุญาต “ขอคิดด้วยคน” เป็นเวทีบอกเล่าความคืบหน้าของคดีผู้บริโภคคดีดัง ที่ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
1) หลังเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง “ซานติก้า” 1 ม.ค. 2552 อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้ใช้พื้นที่คอลัมน์นี้ เขียนบทความเกี่ยวกับการสนับสนุนให้มีการฟ้องร้องคดีดังกล่าวให้เป็น “คดีผู้บริโภค” โดยบอกว่า
“…เมื่อทราบจากคุณสันติสุข มะโรงศรี ผู้ดำเนินรายการ “รู้ทันประเทศไทย” ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นิวส์ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนหนึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมาย ยื่นฟ้องร้องคดีดังกล่าวต่อศาลในวันที่ 19 ม.ค. 2552 ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากมีการฟ้องคดีนี้ ให้เป็นคดีผู้บริโภค ใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ก็จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยิ่ง เพราะในกฎหมายดังกล่าว คุ้มครองสิทธิและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก (แต่ที่ผ่านมา กลับปรากฏว่า ผู้ประกอบธุรกิจเริ่มใช้กฎหมายดังกล่าวมากกว่าตัวผู้บริโภคเองเสียอีก)
ทั้งๆ ที่ จากประสบการณ์ตรง ที่ผมเคยใช้สิทธิฟ้องคดีสายการบินนกแอร์และกรมขนส่งทางอากาศละเว้นไม่ตรวจวัตถุระเบิดในตัวผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง เป็นคดีผู้บริโภคมาแล้วนั้น ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิของตนตามกฎหมายได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเสียค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ไม่ต้องมีทนายความ ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ผู้ประกอบการ และวิธีการพิจารณาก็เป็นแบบไต่สวน ทำให้ผู้พิพากษาสามารถให้ความเป็นธรรมในคดีได้อย่างเต็มที่
ผมมั่นใจว่า กรณีซานติก้านั้น เข้าลักษณะเป็นคดีผู้บริโภค สามารถใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ได้อย่างแน่นอน และหากมีการดำเนินคดีนี้ให้ถึงที่สุด ผู้เสียหายคนอื่นๆ ก็มีโอกาสได้ประโยชน์ตามไปด้วย ผลร้ายที่อาจจะมีต่อระบบทางเดินหายใจระยะยาวก็ได้รับการคุ้มครอง และสังคมก็อาจจะได้ประโยชน์จากการให้มีค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
อย่าให้กรณีซานติก้า ต้องกลายเป็นเหมือน “ไฟไหม้ฟาง” เพราะลำพังเพียงการ “ลืม” หรือ “วิงวอนขอร้องให้เรื่องร้ายๆ แบบนี้ ไม่เกิดกับคนอื่นๆ อีก” ไม่เพียงพอ แต่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเริ่มจากตัวผู้เสียหายเอง จะต้องลงมือ “สร้างบทเรียนให้สังคม” เพื่อให้เรียนรู้ และเกิดบรรทัดฐาน มาตรฐานที่ดีกว่านี้ เพื่อเป็นหลักประกัน หรือลดความเสี่ยง หรือลดโอกาส เพื่อว่าเรื่องร้ายๆ แบบนี้ จะไม่ไปเกิดขึ้นกับคนอื่น คนที่รักของคนอื่นๆ หรือแม้แต่กับตัวเราเองในอนาคตอีกต่อไป”
2) ได้ปรากฏว่า มีผู้เสียหายหลายคนได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีดังกล่าวเป็น “คดีผู้บริโภค” เพื่อหวังพึ่งกฎหมาย หวังพึ่งการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของกระบวนการยุติธรรมไทย
ผมได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีดังกล่าวด้วย โดยหวังจะอาศัย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะคดี ก็มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากการที่มีระบบการพิจารณาคดีตามกฎหมายดังกล่าว
เวลาผ่านไปปีกว่าๆ คดีนี้ คืบหน้าอะไรบ้าง? ประชาชนผู้หวังพึ่งกฎหมาย ควรได้เรียนรู้อะไร?
3) คดีนี้ เป็นการฟ้องต่อศาลแพ่ง โดยฟ้องทั้งบริษัทธุรกิจซานติก้า, กรรมการ และผู้ถือหุ้นทุกคน เพื่อขอให้มีการดำเนินคดีเป็นคดีผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
แม้ไม่แน่ใจว่า สาเหตุที่ไฟลุกไหม้ซานติก้าเกิดจากอะไร มีใครกระทำผิดคดีอาญาหรือไม่ แต่ผมมีความมั่นใจว่า เหตุที่ทำให้มีคนตายมากขนาดนั้น โดยตายอย่างทรมาน และบาดเจ็บอีกจำนวนมากมาย ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เกิดจากการที่ไม่มีระบบป้องกันและดูแลความปลอดภัยของลูกค้าในร้านอย่างมีมาตรฐานเพียงพอ
ถ้ามีระบบและมาตรฐานที่ดีเพียงพอ ย่อมจะไม่เกิดไฟไหม้
หรือถ้าเกิดไฟลุกไหม้ ก็จะต้องดับได้ทันก่อนจะเสียหายร้ายแรง และคนที่อยู่ในร้านก็จะต้องปลอดภัย
หรือถ้าเกิดการสูญเสีย ก็คงจะน้อยกว่านี้มาก
การไปฟ้องคดีนี้ จึงไม่ใช่การดำเนินคดีอาญากับใคร
ไม่สนใจว่าใครจะกระทำผิดอาญาหรือไม่ด้วยซ้ำ
เพียงแต่ต้องการเรียกร้องความรับผิดชอบในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจ และผู้มีผลประโยชน์ที่มีส่วนต้องร่วมรับผิดชอบต่อลูกค้าในฐานะผู้บริโภค
4) เจ้าหน้าที่กู้ภัย เปิดเผยว่า ในเหตุการณ์ไฟไหม้ซานติก้า คนตายจำนวนมาก นอนตายออกันอย่างหนาแน่นอยู่บริเวณบันไดขึ้นไปสู่ทางออกของร้าน คนส่วนใหญ่ที่ออกไม่ได้ ออกไม่ทัน ก็หมดสติไปก่อน เพราะถูกรมควันอยู่ข้างในร้าน ก่อนจะถูกไฟคลอกซ้ำในภายหลัง
จากการเข้าไปตรวจสอบอาคารที่เกิดเหตุ โดยสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร รายงานข้อเท็จจริงว่า พบวัสดุภายในอาคารที่เป็นเชื้อเพลิง อาทิ โฟม Polystyrene วัสดุไฟเบอร์กลาส ตกแต่งหุ้มผนังและเสา, ไม่พบระบบตรวจจับความร้อนและควันไฟ, ไม่พบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้, ไม่พบระบบไฟแสงสว่างฉุกเฉินในพื้นที่บริการ, ไม่พบป้ายทางหนีไฟ ไม่พบแผนผังทางหนีไฟ ไม่พบระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (sprinkler) เป็นต้น
5) จากประสบการณ์ที่ได้ไปดำเนินการฟ้องร้องด้วยตนเอง อาศัยช่องทางตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ที่ให้ผู้เสียหายฟ้องร้องได้โดยไม่ต้องมีทนายความ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ยืนยันได้ว่า ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจริงๆ
ที่ผ่านมา ผมได้จ่ายเฉพาะค่าถ่ายเอกสาร ค่าเดินทางไปศาลของตนเอง ส่วนค่าธรรมเนียม ค่าส่งหมายคดีไปยังจำเลยไม่ต้องจ่าย โดยเจ้าพนักงานคดีแจ้งว่าได้รับยกเว้นตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม มีกรณีจำเลยบางราย ที่ไม่อาจส่งหมายได้ จำเป็นต้องประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ ศาลจึงให้ผมรับผิดชอบ (จำได้ว่าไม่ถึง 1,000 บาท)
6) ความคืบหน้าสำคัญของคดีนี้ คือ ปัจจุบัน ศาลได้รับพิจารณาในฐานะเป็น “คดีผู้บริโภค”
แม้ทางฝ่ายผู้ประกอบการจะโต้แย้ง แต่ประธานศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเป็นคดีผู้บริโภค เพราะฉะนั้น กระบวนการพิจารณาคดีนี้ต่อไป ก็จะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งจะมีความแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งทั่วไป
คดีผู้บริโภคมีตัวอย่างมาแล้ว ในคดีที่ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ฟ้องกรมขนส่งทางอากาศและบริษัทนกแอร์ ซึ่งสามารถดำเนินการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
โดยศาลจะใช้ระบบวิธีไต่สวน คือ ศาลสามารถรวบรวมพยาน หลักฐาน และซักถามพยานได้
ไม่เหมือนกับการพิจารณาคดีแพ่งทั่วไป ที่ใช้ระบบกล่าวหา ซึ่งโจกท์ต้องแสวงหาพยาน หลักฐาน นำสืบเองทั้งหมด แต่ระบบไต่สวนโจกท์สามารถเสนอให้ศาลพิจารณาเรียกพยานหลักฐาน เช่น เรียกเทปบันทึกภาพโทรทัศน์วงจรปิดภายในสนามบินเพื่อให้เห็นว่าไม่มีการตรวจระเบิดที่ตัวผู้โดยสาร หรือขอให้เรียกหนังสือจากหน่วยงานราชการมาเป็นหลักฐานในคดีเป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น ภาระการพิสูจน์ยังเป็นของผู้ประกอบการ ที่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าสินค้าและบริการของตนเองดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัยอย่างไร
นอกจากนี้ กรณีผู้ถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากพบว่ามีการฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วนร่วมของผู้ประกอบการนั้นเป็นจำเลยร่วม และอาจพิพากษาผู้ถือหุ้นต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วย
เรียกว่า ระบบยุติธรรมสามารถจะไม่ให้เกิดกรณีผู้ประกอบการล้มบนฟูก ปล่อยให้ผู้บริโภคเสียหายโดยไม่มีคนรับผิดชอบ
เรื่องนี้ ควรต้องชื่นชมฝ่ายตุลาการ และผู้มีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมาย ตลอดจนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่สนับสนุนให้ผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
7) ผ่านมา 1 ปี คดีผู้บริโภคซานติก้า ได้พบทั้งความคืบหน้า และความไม่เข้าใจ
ความคืบหน้าสำคัญ ที่น่าจะถือเป็นประวัติการณ์สำคัญ ได้แก่ การที่ศาลได้เรียกให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
แต่ที่น่าแปลกใจ และไม่เข้าใจ คือ จนถึงบัดนี้ เวลาผ่านไปปีกว่าๆ คดีผู้บริโภคซานติก้านี้ ก็ยังไม่เคยได้เริ่มนำสืบพยานหลักฐานในชั้นศาลเลย
เจ้าหน้าที่ศาลอธิบายว่า จะต้องรอให้คดีอาญาที่มีผู้ดำเนินคดีกับนักร้อง ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการบางคนของซานติก้าได้ข้อยุติถึงที่สุดไปเสียก่อน
ไม่เข้าใจว่า… ถ้าเช่นนั้นแล้ว คดีนี้จะถือเป็นคดีผู้บริโภค ที่ใช้วิธีพิจารณาดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ได้อย่างไร
กว่าคดีอาญาจะถึงที่สุด เพราะไหนจะศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา
แล้วถ้าคดีอาญายกฟ้อง คดีผู้บริโภคก็จะต้องได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่ ยึดถือวิธีพิจารณาคดีกันคนละแบบ คนละโจทย์ คนละหลักคิด คนละคดีกัน
ทราบว่า วันที่ 25 สิงหาคม 2553 นี้ เวลา 08.30-16.30 น. จะมีงานประชุม “สภาปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรม : กรณี 2 ปี พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551″ ณ ห้องประชุมนนทรี โรงแรมทีเค พาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ น่าจะมีผู้ช่วยหาความเข้าใจให้ผู้บริโภคได้บ้าง
สันติสุข มะโรงศรี (แทน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง)