รายงานข่าวระบุว่า สัปดาห์นี้ คณะรัฐมนตรีกำลังจะมีการพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินประจำ ตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ
การปรับขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทน ส.ส. ส.ว. หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่มีการเสนอครั้งนี้ จะทำให้ ส.ส.และ ส.ว.ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น จากเดือนละ 104,330 บาท เป็นเดือนละ 110,120 บาท
แบ่งเป็นเงินประจำตำแหน่ง 67,790 บาท และเงินเพิ่ม 42,330 บาท
หรือเงินเดือนเพิ่มขึ้นประมาณ 14.7%
1) เป็นเรื่องปกติของผู้ประกอบอาชีพทั่วไป ที่คนทำงานย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทน
อาชีพสุจริตทุกชนิด ควรได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานอย่างเหมาะสม สามารถดำรงชีพได้ตามอัตภาพ มีรายได้เพื่อการบริโภค การออม และมีความมั่นคงในชีวิตของตนเอง
2) หลักทั่วไป ที่คนเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องคิด เมื่อจะต้องจ่ายค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนแก่คนทำงาน มีหลายรูปแบบ เช่น
(1) เหมาจ่าย โดยกำหนดผลลัพธ์ของงานที่ต้องการได้รับ แล้วตกลงกับคนทำงานว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด
วิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบนี้ ผู้ว่าจ้างจะต้องตรวจสอบผลของงานอย่างเคร่งครัด ว่าเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ตกลงกันไว้หรือไม่ เช่น สร้างบ้านสำเร็จตามแบบแปลนที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ตกแต่งบ้านครบถ้วนตามแบบหรือไม่ ตัดสูทออกมาได้คุณภาพตามแบบที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ฯลฯ
การใช้วิธีเหมาจ่าย มีข้อดีตรงที่ผู้ว่าจ้างไม่ต้องเสียเวลาเฝ้าดูการทำงานของผู้รับจ้างตลอด ช่วงเวลาที่ทำงาน ไม่ต้องตามจ้ำจี้จ้ำไช ไม่ต้องกลัวว่าใครจะอู้งาน
รอตรวจรับตอนงานเสร็จแล้วเท่านั้น ถ้าผ่านก็จ่ายตังค์ ถ้าไม่ผ่านก็ไม่จ่าย
(2) จ่ายรายเดือน กำหนดค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ไม่ว่าจะเรียกว่า “เงินเดือน” – “เงินประจำตำแหน่ง” หรืออะไรก็ตามที
วิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบนี้ ผู้ว่าจ้างจะต้องสอดส่องดูแลผู้รับจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามประเมินผลการทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อดูว่าปริมาณงานมากหรือน้อย คุณภาพดีหรือด้อย
แอบหลับ แอบอู้ หรือแอบรับงานนอกหรือไม่ รวมถึงมีพัฒนาการในการทำงานอย่างไร
การใช้วิธีจ่ายรายเดือน มีข้อดีตรงที่สามารถเก็บตัวคนทำงานดีมีฝีมือไว้ทำงานกับเราได้อย่างแน่นอน สม่ำเสมอ จึงเหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการผูกมัดตัวคนทำงานไว้ยาวนาน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พัฒนาตัวเองและประสิทธิภาพของการทำงานในระยะยาวต่อไป
(3) จ่ายรายวัน เป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามจำนวนเวลาที่ทำงาน อาทิ จ้างเกี่ยวข้าว จ้างตัดอ้อย กรรมกรแบกหามรายวัน ฯลฯ
วิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบนี้ หากผู้ว่าจ้างไม่ได้อยู่ดูแลใกล้ชิดกับผู้รับจ้าง ก็มักจะเกิดปัญหาการอู้งาน เพราะผู้รับจ้างเห็นว่า จะทำงานมาก-น้อย ดี-เลว ตนเองก็ยังได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน
อย่างมาก ผู้ว่าจ้างก็คงเลิกจ้างในวันต่อๆ ไป ซึ่งหากเป็นงานที่จ้างคนทำงานหลายคน และผู้ว่าจ้างไม่ได้ร่วมทำงานใกล้ชิด ก็ยากที่จะประเมินว่าใครทำงานดี-ไม่ดี
กรณีการจ้างเกี่ยวข้าวก็ดี จ้างตัดอ้อยก็ดี ฝ่ายผู้ว่าจ้างจึงมักเป็นเจ้าของนา เจ้าของไร่ ที่ทำงานหรือดูแลการทำงานร่วมไปกับผู้รับจ้าง เพื่อกระตุ้นการทำงาน และติดตามงานอย่างใกล้ชิด
ข้อดีของวิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบนี้ คือ ผู้ว่าจ้างสามารถควบคุม กระตุ้น ผลักดัน หรือสั่งงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากดูแลดีๆ ก็จะได้ผลงานคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป แถมยังสามารถพิจารณาได้ว่า วันต่อๆ ไป จะว่าจ้างใครให้ทำงานต่อไปอีกหรือไม่
แต่จะไม่ดีสำหรับงานที่ต้องการความต่อเนื่อง
(4) จ่ายรายชิ้นงาน เป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามจำนวนชิ้นงานที่สำเร็จ
ผู้รับจ้าง ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย
อาทิ จ้างหมอนวดแผนโบราณ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ
3) ส.ส. และ ส.ว. ทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” ซึ่งเป็นงานอาชีพที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคม
งานหลักๆ คือ งานประชุมพิจารณากฎหมาย และติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
คนที่ไม่เข้าใจ มักบ่นว่า ส.ส. ส.ว. ไม่เห็นทำอะไร เอาแต่ประชุมเช้ายันค่ำ
แต่คนที่เข้าใจจะบ่นว่า ส.ส. ส.ว.มีหน้าที่ประชุม แต่ทำไมชอบโดดประชุม เที่ยวไปเปิดงาน ออกงานสังคม ไปดูงานต่างประเทศ
เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ ขอโปรดเข้าใจตรงกันว่า งานหลักๆ ของบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ก็คือการประชุมสภา และประชุมกรรมาธิการ (คณะทำงานย่อยของสภา)
4) เมื่อสังคมต้องว่าจ้างคนให้เข้ามาทำหน้าที่ ส.ส.และ ส.ว. เราจะมีวิธีพิจารณาค่าตอบแทนให้คนเหล่านี้ อย่างไร?
เพื่อจะตอบคำถามนี้ มีคำถามต้องพิจารณาหลักๆ เช่น
ระบบและอัตราค่าตอบแทนที่เป็นอยู่ มีความเหมาะสมหรือไม่?
ส.ส. และ ส.ว.ทำงานคุ้มค่าตอบแทนปัจจุบันหรือไม่?
ระบบและอัตราค่าตอบแทนอย่างไร จึงจะสร้างแรงกระตุ้นพฤติกรรมของ ส.ส.และ ส.ว.ให้ทำงานแข็งขันมากขึ้น?
5) หากพิจารณาว่า ส.ส.และ ส.ว.ทำงานไม่คุ้มค่าตอบแทน แล้วจะตัดสินใจ “ไล่ออก” ก็หาได้ไม่
หากทำเช่นนั้น ย่อมจะถูกกล่าวหาว่า “รัฐประหาร” หรือ ทำลายประชาธิปไตย
แต่อันที่จริง ในบรรดา ส.ส.และ ส.ว.นั้น ก็มีผู้ที่ทำงานขยันขันแข็งอยู่มาก เพราะฉะนั้น อัตราค่าตอบแทนที่เป็นอยู่ ก็น่าจะเพียงพอที่จะเอื้ออำนวยให้ ส.ส.หรือ ส.ว.ที่ต้องการทำหน้าที่อย่างแข็งขัน สามารถทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร
ดังนั้น จึงเห็นว่า จำนวนเงินค่าตอบแทนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน น่าจะเพียงพออยู่แล้ว
หากต้องการจะมีการปรับปรุง ก็ควรดำเนินการโดยมุ่งเน้นเปลี่ยนแปลง “วิธีจ่ายค่าตอบแทน”
หรือถ้าจะปรับเพิ่มค่าตอบแทนแก่ ส.ส. และ ส.ว. ตามค่าครองชีพ หรืออาชีพอื่นๆ จริงๆ นอกจากจะพิจารณาเรื่อง “จำนวนเงิน” หรือ “อัตราค่าตอบแทน” แล้ว ก็ควรจะต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลง “วิธีจ่ายค่าตอบแทน” ด้วย
6) ควรมีวิธีจ่ายค่าตอบแทนให้ ส.ส.และ ส.ว.อย่างไร?
ลองพิจารณาประยุกต์จากหลักทั่วไปในเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนข้างต้น
ปัจจุบัน รัฐจ่ายค่าตอบแทนให้ ส.ส. และ ส.ว. ใน 2 รูปแบบ คือ
(1) จ่ายประจำเดือน แยกเป็นเงินเดือนประมาณ 6 หมื่นบาท และเงินเพิ่มให้อีกเดือนละประมาณ 4 หมื่นบาท
นอกจากนี้ ยังมีเงินค่าตอบแทนสำหรับเลขานุการ ที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ และผู้ปฏิบัติงานให้ ส.ส.และ ส.ว.แต่ละคน อีกหลายอัตรา มูลค่าประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน
(2) จ่ายตามจำนวนงาน ได้แก่ ค่าเบี้ยประชุม ซึ่งจะได้รับก็ต่อเมื่อเป็นการประชุมคณะกรรมาธิการ (ส่วนประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา จะไม่ได้รับ)
ภายใต้ระบบการจ่ายค่าตอบแทนเช่นนี้ ปรากฏผลลัพธ์แห่งการทำงานของ ส.ส.และส.ว. ดังที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกเอือมระอา
ผู้แทนราษฎรจำนวนมาก ขาดประชุม โดดประชุม
และบางส่วน เข้าประชุม แต่ก็ไม่ทำหน้าที่ลงมติ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ยังไม่ต้องเอ่ยถึง ส.ส.บางส่วนที่ “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” ป่วนการประชุมอยู่เป็นประจำ
นอกจากไม่ทำงานแล้ว ยังขัดขวาง ทำลาย ทำให้งานในสภาไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิผล โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่จำนวนมาก
ตัวอย่างที่ปรากฏจากการรวบรวมข้อมูลของ ส.ส.บุญยอด สุขถิ่นไทย ระบุว่า ในสมัยประชุมนิติบัญญัติ 2552 มีจำนวนการลงมติในกฎหมายสำคัญๆ 100 ครั้ง ปรากฏว่า
ส.ส.ที่ลงมติครบทั้ง 100 ครั้ง มีจำนวน 58 คน หรือประมาณร้อยละ 12 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด
ส.ส.ที่ไม่เคยลงมติเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีจำนวน 8 คน
ส.ส.ที่ลงมติไม่ถึง 50 ครั้ง มีจำนวนถึง 159 คน (คิดเป็น 33%) ยกตัวอย่าง ส.ส.จตุพร พรหมพันธุ์ ก็ลงมติเพียง 1 ครั้ง ใน 100 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ ส.ส.ทุกคนที่มาทำงานเพราะเงินเดือน แต่คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่ง (เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ก็ไม่ควรมาคุยกันเรื่องเพิ่มเงินเดือน)
หากต้องการปรับวิธีจ่ายค่าตอบแทน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ หรือกระตุ้นให้ ส.ส.ทำงานแข็งขันมากขึ้น ก็จะต้องพิจารณาว่า
คนไทย ในฐานะนายจ้าง… เรามีเวลาติดตาม เข้าไปกำกับดูแลการทำงานของ ส.ส. ส.ว. อย่างใกล้ชิด เหมือนที่ชาวนาไปว่าจ้างคนงานมาช่วยดำนาหรือไม่?
ถ้าไม่ ก็ไม่ควรจ้างแบบรายวัน
เราสามารถกำหนดผลลัพธ์ของงานนิติบัญญัติอย่างชัดเจนหรือไม่ เช่น จำนวนกฎหมายที่จะผ่านสภา หรือจำนวนรัฐมนตรีที่จะต้องถูกตรวจสอบ?
ถ้าไม่ ก็ไม่สามารถจ้างแบบเหมาจ่าย
เรามีอำนาจเก็บตัว ส.ส. ส.ว.ที่เห็นว่าทำงานดีทั้งหมดไว้เป็นลูกจ้างประจำตลอดไป เพื่อความต่อเนื่องของงานหรือไม่ เพราะยังจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามวาระ แถมประชาชนแต่ละเขตก็เป็นผู้เลือกเข้ามา?
ถ้าไม่ ก็ป่วยการที่จะจ่ายเงินเดือนประจำ
น่าคิดว่า… หากเราใช้วิธีจ่ายค่าตอบแทนผู้แทนราษฎร ตามจำนวนงาน จะสร้างแรงกระตุ้น แกมบังคับ ทำให้ ส.ส. และ ส.ว.ต้องเข้าประชุม ลงมติ และทำหน้าที่อย่างแข็งขันขึ้นหรือไม่?
อาทิ จ่ายในรูปเบี้ยประชุม หรือจ่ายในรูปค่าลงมติ (ไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย)
ทำงานมากได้มาก ทำงานน้อยได้น้อย
อย่างไรก็ตาม เพื่อมิให้ทำลายขวัญกำลังใจของ ส.ส. ส.ว.ที่ขยันทำงานอยู่เดิม สำหรับอัตราเงินเดือนเดิมก็อาจใช้วิธีการจ่ายแบบเดิมต่อไป แต่หากมีค่าตอบแทนส่วนที่จะปรับเพิ่มขึ้น ก็ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีจ่ายแบบใหม่
เป็นการจ่ายเงิน แบบเล็งเห็นผลงาน
ไม่เหมาจ่ายรายเดือน เพราะจ่ายเพิ่มแล้วผลงานไม่แน่ว่าจะเพิ่ม
ไม่จ่ายรายวัน เพราะจ่ายแล้วคอยจ้ำจี้จ้ำไชไม่ได้
การจ่ายค่าตอบแทนตามจำนวนงาน ไม่ทำลายศักดิ์ศรีของคนที่ได้รับแต่อย่างใดเลย เพราะประชาชนคนไทยจำนวนมาก ก็ได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานในลักษณะนี้ ไล่ตั้งแต่หมอนวด มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไปจนถึงพิธีกรรายการโทรทัศน์
ส.ส. ส.ว. ยังดีกว่าตั้งเยอะ เพราะยังมีระบบสวัสดิการ รวมถึงค่าเบิกจ่าย เพื่อสนับสนุนการทำงานอีกมาก เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าศึกษาดูงานต่างประเทศ ฯลฯ
จอห์น เอฟ เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคยพูดว่า “อย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรกับท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าให้อะไรกับประเทศชาติบ้าง”
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต